ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 202 ทุกคนต่างพากันหวาดกลัว
บทที่ 202 ทุกคนต่างพากันหวาดกลัว
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ลู่เฉินและหลี่ว์ซือก็ได้เข้าไปภายในค่ายกลแล้ว
ทุกคนที่อยู่บนภูเขานั้นต่างก็มองลู่เฉินและหลี่ว์ซือที่อยู่บริเวณเนินเขาด้านล่างและหัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ถ้าหากพวกเจ้ายังก้าวเท้าเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว จบเห่แน่!” มีคนตะโกนขึ้นมา และบ้างก็เอ่ยเยาะเย้ยออกมาว่า “รอไม่นาน พวกเจ้าจะได้รู้ว่าควรตายเช่นไร”
ขณะนี้ทุกคนกำลังคิดว่าหากอีกฝ่ายก้าวเข้ามาในค่ายกลแล้วจะต้องโดนสังหารในทันที แต่ลู่เฉินและหลี่ว์ซือกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย แล้วยังเดินจากเส้นทางแคบ ๆ นั้นมุ่งตรงไปยังภูเขาที่อยู่ด้านหลังต่อไป
คนพวกนี้ต่างพากันตกตะลึงขึ้นมา
“เหตุใดพวกเขาจึงไม่เป็นอะไรสักนิด?” มีคนเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ ส่วนชายร่างใหญ่ผู้นั้นก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
และในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นกลางอากาศ “หากพวกเจ้ายังกล้าเดินไปข้างหน้า พวกเจ้าจะโดนสังหาร!”
ทว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจเสียงนั้น
และในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มเมฆหมอกบนท้องฟ้า
เมื่อบรรดาศิษย์เห็นดังนั้น พวกเขาต่างก็รีบกล่าวออกมาด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสสวี!”
ผู้อาวุโสสวีที่ถูกเรียกผู้นี้มีผมสีขาว และเขาก็กำลังยืนอยู่กลางอากาศ สายตาจ้องมองมายังลู่เฉินและหลี่ว์ซือ สีหน้ามีความดุดัน ราวกับว่าใครเป็นหนี้ชีวิตเขาอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าลู่เฉินและหลี่ว์ซือยังคงเดินไปตามเส้นทางของตนต่อไปโดยไม่สนใจต่อการปรากฏตัวของคนผู้นั้น
ภาพดังกล่าวทำให้ทุกคนต่างงุนงน บ้างก็พึมพำออกมาว่า “ทั้งสองคนนี้ พวกเขาใจกล้าเกินไปหรือเปล่า?”
“รอไม่นาน ตัวคนจะตายเช่นไรก็ยังไม่รู้!”
ผู้อาวุโสสวีที่เห็นภาพตรงหน้ารู้สึกไม่ยินดีนัก มือข้างหนึ่งจึงสะบัดขึ้นมา ทำให้ก้อนหินมากมายนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าและโจมตีไปยังคนทั้งสอง และทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินและหลี่ว์ซือต้องสิ้นชีพอย่างแน่นอน
ทว่าในขณะนั้นเอง ลู่เฉินกลับหายตัวไปทันที ส่วนหลี่ว์ซือนั้นอาศัยกายเนื้อที่แข็งแกร่งและพลังหมัดของตนทำลายหินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้อย่างง่ายดาย
“นี่มัน…” เมื่อเห็นภาพดังกล่าว ทุกคนต่างก็ต้องกลั้นหายใจไว้
แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้ทุกคนแปลกใจคือ ลู่เฉินและหลี่ว์ซือนั้นต้องการไปที่ใดกัน?
ทุกคนจึงมองไปยังบริเวณรอบ ๆ
“เหตุใดพ่อหนุ่มขั้นสร้างรากฐานผู้นั้นจึงหายตัวไป?”
“หรือใช้ยันต์ลี้ธรณีงั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ เพราะในภูเขาโบราณหนานหวงนี้ไม่สามารถใช้ยันต์ลี้ธรณีได้!”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงมองไม่เห็นแล้ว?”
ทุกคนต่างก็ประหลาดใจ แม้กระทั่งผู้อาวุโสสวีก็เต็มไปด้วยความงุนงงสับสนเช่นกัน เขามองไปรอบด้าน ทว่าขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็พลันปรากฏตัวออกมาอีกครั้งโดยที่ยืนอยู่ด้านหลังคนเหล่านั้น “พวกเจ้ามองหาข้าอยู่หรือ?”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น แต่ละคนจึงพากันหมุนตัวกลับมามองทันที ก่อนจะเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ รู้สึกยินดีขึ้นมาเมื่อพบว่าหลี่ว์ซือนั้นไม่ได้อยู่ข้างกายลู่เฉินแล้ว!
…แต่ละคนพากันคิดว่าจะจัดการขยี้ลู่เฉินเสียเดี๋ยวนี้!
เสียงหนึ่งเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมาว่า “พ่อหนุ่ม ทางรอดมีไม่ยอมเลือกเดิน กลับเลือกเดินมายังทางตัน!”
“ในหัวเจ้ามีแต่ขี้เลื่อยหรือไร? ไม่กลัวตายงั้นหรือ?!” บ้างก็เอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น
ทว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจ เพียงแค่เผยยิ้มออกมา และยังไม่ทันที่คนเหล่านี้จะทันได้ตอบโต้ใด ๆ เถาวัลย์แต่ละเส้นก็พลันตรงเข้าไปพันรัดคนพวกนั้นไว้ทันที!
ตอนแรกทุกคนต่างคิดว่ามันเป็นเพียงเถาวัลย์ธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้พยายามดิ้นรนขัดขืน พวกเขาก็ต้องพบว่าตนเองไม่สามารถสะบัดมันหลุดออกมาได้!
เช่นนี้จึงทำให้ทุกคนหวาดกลัว บางคนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัด “เขา เขาแอบซ่อนพลังที่แท้จริงไว้!”
“ไอ้คนชั่ว หลอกลวงพวกเรา!”
“เขา เขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน!”
ขณะนั้นเอง ทุกคนต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก พากันหันไปร้องขอความช่วยเหลือกับผู้อาวุโสสวีที่ลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งผู้อาวุโสสวีก็ไม่รอช้า เขาทะยานลงมาพร้อมกับสะบัดเขวี้ยงดาบสีดำในมือ!
ดาบเล่มนั้นส่งเสียงกรีดอากาศ ก่อนจะตัดทำลายเถาวัลย์ไปบางส่วน ทำให้คนเหล่านั้นต่างชอบใจกันขึ้นมา แต่ก่อนที่จะหลบหนีไปได้ จู่ ๆ ก็มีเถาวัลย์สีดำอีกกองหนึ่งพันรัดพวกเขาเอาไว้อีกครั้ง
ผลลัพธ์เช่นนี้จึงทำให้พวกเขาร้อนใจเป็นอย่างมาก
ผู้อาวุโสสวีมองไปยังลู่เฉินพลางขมวดคิ้วมุ่น “พ่อหนุ่ม เจ้าอยากตายหรือ?”
“ไม่ใช่ข้าที่อยากตาย แต่เป็นพวกเจ้าที่กำลังยั่วยุข้า” ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผู้อาวุโสสวีจึงตะโกนขึ้นมา “นี่คือพื้นที่ของสำนักกู่หวง ในเมื่อพวกเจ้าเข้ามา พวกข้าก็จำเป็นต้องขัดขวาง!”
“พื้นที่ของพวกเจ้า …สลักชื่อไว้หรือ? หรือจะบอกว่ารอบด้านนี้มีเขียนไว้ว่าเป็นของพวกเจ้า?” ลู่เฉินย้อนถาม
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา พวกเขาไม่คิดว่าลู่เฉินจะกล้าพูดท้าทายกับผู้อาวุโสสวีเช่นนี้ และเมื่อได้ฟัง… ผู้อาวุโสสวีที่ครุ่นคิดอยู่ก็พลันพูดขึ้นว่า “พ่อหนุ่ม ข้าว่าเจ้าต้องอยากตายเป็นแน่ ใช่หรือไม่?”
“คนที่อยากให้ข้าตาย ป่านนี้หญ้าสูงท่วมป้ายหลุมศพกันหมดแล้ว”
“หยิ่งผยองนัก!” ผู้อาวุโสสวีตะโกนขึ้นมา จากนั้นจึงแสดงเคล็ดวิชาออกไป ทำให้รอบกายลู่เฉินปรากฏก้อนหินขนาดใหญ่มหึมามากมายนับไม่ถ้วน ก่อนที่หินพวกนั้นจะ ‘พุ่ง’ เข้าหาลู่เฉิน ทำให้คนที่เห็นต่างก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
ทว่าเถาวัลย์เหล่านี้ก็ยังคงไม่หายไป! นี่จึงแสดงให้เห็นว่าลู่เฉินนั้นยังไม่ตาย
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
และเมื่อผู้อาวุโสเห็นดังนั้น เขาก็พลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองไปรอบด้านทันที “พ่อหนุ่ม เจ้าคิดว่าซ่อนตัวเช่นนี้ ข้าจะหาเจ้าไม่เจองั้นหรือ?”
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ ลู่เฉินก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่ฝั่งตรงข้ามภูเขานี้ ชายหนุ่มยืนยิ้มพลางเอ่ยออกมาว่า “หากข้าไม่ออกมา เจ้าจะหาข้าพบหรือ?”
ผู้อาวุโสสวีตกตะลึง เขาไม่คิดว่าเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจะสามารถ ‘ลี้ธรณี’ ที่นี่ได้ง่ายดายเช่นนี้!
“ข้าผู้นี้ไม่ชอบการสร้างปัญหา แต่ก็ไม่ชอบเรื่องที่ทำให้ข้าขุ่นเคืองใจเช่นกัน!” ลู่เฉินพูดจบก็หายตัวไปทันที
เวลาเดียวกันนั้น บรรดาเหล่าศิษย์ของสำนักกู่หวงก็ได้เป็นอิสระแล้ว พวกเขาจึงพากันตื่นเต้นยินดี ผิดกับทางฝั่งของผู้อาวุโสสวีที่กลับสงสัยขึ้นมา “ข้าไม่เชื่อว่าค่ายกลนี้จะจับเขาไม่ได้!!”
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ผู้อาวุโสสวีก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ลู่เฉินและหลี่ว์ซือยังคงเดินไปตามทางเพื่อไปยังภูเขาด้านหน้าจนลับสายตาของทุกคนไป
…เมื่อเห็นคนทั้งสองเดินไกลออกไปเช่นนั้น คนเหล่านั้นต่างก็เริ่มหวาดกลัวกันขึ้นมาบ้างแล้ว
ถึงขนาดที่ว่าบางคนเอ่ยออกมาอย่างติดขัด “นี่… นี่เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานแน่หรือ?”
“อัน… อันตรายเกินไป”
“นี่… นี่มันไม่ใช่คนชัด ๆ!”
“เขาต้อง… เขาต้องแอบซ่อนขั้นพลังที่แท้จริงไว้เป็นแน่!”
บางคนก็มองไปยังชายร่างใหญ่พลางเอ่ยออกมาว่า “พี่ใหญ่ ท่านยังนับว่าโชคดีที่ไม่ถูกเขาสังหาร”
เมื่อชายร่างใหญ่คิดถึงเถาวัลย์ของลู่เฉินขึ้นมา เจ้าตัวก็พลันหวาดกลัวจนตัวสั่น และเมื่อคิดว่าตนได้สูญเสียแขนข้างหนึ่งไป ชายร่างใหญ่จึงเอ่ยออกมาด้วยความหดหู่ใจว่า “แต่แขนของข้ามัน…”
“เช่นนี้ยังดีกว่าสูญเสียชีวิต!”
“ใช่!”
แต่ก็ยังมีคนรู้สึกสงสัย “ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสสวีจะขัดขวางเขาไว้ได้หรือไม่”
คำถามนี้ ทุกคนต่างก็อยากรู้คำตอบ เพราะทักษะเมื่อครู่ที่ลู่เฉินใช้ในการหายไปตัวนั้นนับว่าแข็งแกร่งมาก แม้แต่ผู้อาวุโสสวียังไม่สามารถรู้ได้ว่าลู่เฉินนั้นไปยังที่ใด!
ดังนั้นจึงมีคนเอ่ยขึ้นมาว่า “ไป… ไปดูกันเสียหน่อย!”
สิ้นคำนั้น พวกเขาก็พากันออกเดินทางทันที
ส่วนผู้อาวุโสสวีนั้น ขณะนี้เขาก็กำลังแอบติดตามลู่เฉินและหลี่ว์ซือไปอย่างเงียบ ๆ
หลังจากเดินไปได้ประมาณหนึ่งถ้วยชาแล้ว ลู่เฉินและหลี่ว์ซือก็ได้มาถึงด้านนอกของป่าหิน
เมื่อเห็นป่าหินเหล่านี้เต็มไปด้วยก้อนหินมากมายผิดกับภายนอกที่ดูเหมือนผืนป่าธรรมดา จู่ ๆ ผู้อาวุโสสวีก็พลันปรากฏตัวขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ด้านหน้านั้นไม่ใช่ค่ายกลของพวกข้า”
“แล้วเช่นไร?” ลู่เฉินรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้อาวุโสสวีผู้นี้แอบติดตามตนมาแต่เพียงแค่แสร้งไม่รู้ตัว ทว่าเมื่ออีกฝ่ายปรากฏตัวออกมาเช่นนี้ คนคนนี้คงหวังมาคิดข่มขู่ ซึ่งนั่นทำให้ลู่เฉินยิ้มหยันออกมา
เมื่อผู้อาวุโสสวีเห็นท่าทางหยิ่งผยองของลู่เฉิน เขาจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “พ่อหนุ่ม ไม่ใช่ว่าข้าขู่เจ้า แต่เพราะค่ายกลรอบนอกนี้เป็นของสำนักกู่หวง เช่นนั้นพวกเจ้าจึงสามารถผ่านมันมาได้อย่างง่ายดาย แต่ค่ายกลภายในนั้น ว่ากันว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจก็ยังถูกกักขังไว้ไม่อาจออกมา!”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้สนใจนักและยังคงเดินหน้าต่อไป จึงทำให้ผู้อาวุโสสวีขมวดคิ้วมุ่น “ถ้าหากพวกเจ้าคิดจะเข้าไปจริง ๆ ข้ารู้เส้นทางที่ปลอดภัย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินจึงหยุดเดินและหันไปตอบกลับ “เหตุใดเจ้าจึงใจกว้างเพียงนี้?”
เช่นเดียวกันนั้น หลี่ว์ซือเองก็รู้สึกยังไม่ไว้วางใจนัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าของผู้อาวุโสสวีผู้นั้นที่ราวกับชายแก่คอยตั้งแผงขายของเพื่อหลอกผู้คนอย่างไรอย่างนั้น!!