ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 203 หวาดกลัวจนต้องหลบอยู่ด้านหลังฝูงชน
บทที่ 203 หวาดกลัวจนต้องหลบอยู่ด้านหลังฝูงชน
ผู้อาวุโสสวีที่เมื่อครู่ยังคิดจะเอาชีวิตเขาอยู่นั้น ตอนนี้จู่ ๆ กลับ ‘ใจดี’ บอกว่าจะบอกเส้นทางที่ปลอดภัยให้ สิ่งนี้แม้แต่คนโง่เขลาก็ยังไม่กล้าที่จะเชื่อ!
แต่ผู้อาวุโสสวีกลับพูดต่ออย่างไร้ยางอาย “ข้าหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ มีเส้นทางหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัย และคนส่วนมากต่างก็ใช้เส้นทางนั้นในการเข้าไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็คล้ายจะนึกบางอย่างออก เขากล่าวว่า “เจ้าบอกว่าคนส่วนมากต่างใช้เส้นทางนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้รอดชีวิตออกมากัน?”
ผู้อาวุโสสวีพูดราวกับมีลับลมคมใน “นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ซื่อสัตย์ ไปสัมผัสในสิ่งที่ไม่ควรสัมผัส จากนั้นจึงถูกมารที่น่ากลัวแห่งภูเขาโบราณหนานหวงกลืนกินไป!”
“เจ้าไปหลอกเด็กสามขวบเถอะ” เมื่อหลี่ว์ซือได้ฟังก็รู้สึกว่าชายสูงวัยผู้นี้เชื่อถือไม่ได้
ลู่เฉินเองก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ผู้อาวุโสสวีคิดไว้แล้วว่าทั้งสองต้องไม่เชื่อตนแน่ ดังนั้นผู้อาวุโสสวีจึงจงใจพูดยั่วยุออกมา “หากไม่เชื่อข้า เช่นนั้นก็เดินเข้าไป ข้ารับรองว่าพวกเจ้าเดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าวก็จะรู้สึกไร้เรี่ยวแรง!”
หลี่ว์ซือยังคงไม่เชื่อ ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มรับ “ไปเถอะ อย่าไปสนใจชายสติฟั่นเฟือนผู้นี้เลย”
“บอกว่าข้าสติฟั่นเฟือนงั้นหรือ? อีกไม่นานพวกเจ้าจะรู้สึกเสียใจภายหลังแน่!” ผู้อาวุโสสวีกล่าวข่มขู่ แต่ลู่เฉินกลับเดินนำหลี่ว์ซือออกไปด้านหน้า แต่เพราะที่นี่มีค่ายกล ลู่เฉินจึงกำชับให้หลี่ว์ซือเดินตามตน และอย่าได้ออกนอกเส้นทางเด็ดขาด
หลี่ว์ซือคอยเดินตามลู่เฉินด้วยความระมัดระวัง
เมื่อเริ่มออกเดิน ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบก้าวแล้ว
แต่ทั้งสองกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย ภาพนี้ทำให้ผู้อาวุโสสวีเบิกตากว้าง “นี่ เป็นไปได้อย่างไร?”
หลี่ว์ซือหมุนตัวหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เห็นหรือยัง พวกข้าไม่เป็นอะไรสักนิด”
“ไม่จริง ต้องมีบางอย่างผิดพลาดแน่!” ให้ตายเช่นไรผู้อาวุโสสวีก็ไม่เชื่อ และยังนำศิลาวิญญาณออกมาชิ้นหนึ่ง ขว้างออกไปข้างหน้าไกลออกไปประมาณสิบเก้า ผลคือพลังปราณภายในศิลาวิญญาณนี้แห้งเฉาลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเพียงกองก้อนกรวดอยู่บนพื้นดินเท่านั้น
“เห็นหรือยัง!” หลังจากผู้อาวุโสสวีแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ตนพูดว่าไม่มีอะไรผิดเพี้ยน เขาจึงรีบชี้นิ้วไปยังศิลาวิญญาณที่ไร้พลังปราณเหล่านั้นพลางเอ่ยขึ้นมา
ทว่าลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะออกเดินนำหลี่ว์ซือต่อไปโดยไม่สนใจผู้อาวุโสสวีผู้นั้นอีก
ผู้อาวุโสสวีที่เห็นภาพตรงหน้ารู้สึกสับสนขึ้นมา จนกระทั่งทั้งสองลับสายตาเข้าไปภายในป่าหิน ผู้อาวุโสสวีจึงได้สติคืนกลับมา “พวกเขาไม่กลัวจริงหรือ?”
ขณะนั้นเอง ศิษย์กลุ่มหนึ่งของสำนักกู่หวงได้ปรากฏตัวออกมา
คนเหล่านี้ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว แต่ละคนจึงมีสีหน้าแปลกใจ “สองคนนั้น สามารถเข้าไปยังป่าหินนั่นได้หรือ?”
“นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”
“ช่างแปลกประหลาดนัก”
“นี่ นี่…”
เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ต่างก็ไม่ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่ ชายร่างใหญ่ที่แขนหักหลบสายตาแล้วพูดขึ้นมาด้วยความกังวล “ผู้อาวุโสสวี หรือว่าป่าหินนี้จะไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้?”
“ไม่ใช่ไม่อาจทำอะไรได้ แต่เป็นเพราะว่าจากทั้งสองคนนั้น มีหนึ่งคนที่เข้าใจค่ายกลที่นี่เป็นอย่างดี” ผู้อาวุโสสวีพูด
เมื่อทุกคนได้ฟัง พวกเขาก็พลันรู้สึกเหลือเชื่อ ส่วนผู้อาวุโสสวีขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยว่า “ข้าจะเข้าไปรายงานในสำนัก พวกเจ้าอยู่ที่นี่ คอยดูแทนข้า!”
“เอาเช่นนั้นหรือ?” ทุกคนพลันหวาดกลัวขึ้นมา
แต่ผู้อาวุโสสวีไม่ตอบ เขาหมุนตัวและออกไปจากที่นี่ ทิ้งให้คนพวกนั้นที่ยังต้องคอยเฝ้าอยู่ที่นี่เกิดความหดหู่ใจ
…
หลังจากเข้ามาในป่าหิน หลี่ว์ซือพลันสัมผัสได้ว่าร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เขาจึงพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “ดูเหมือนแรงดึงดูดจะเปลี่ยนแปลงแล้ว”
“อืม เปลี่ยนแล้วจริง ๆ และมันก็เหมาะกับการฝึกฝนของเจ้าพอดี” ลู่เฉินยิ้มพลางมองหลี่ว์ซือ ซึ่งหลี่ว์ซือก็ตอบด้วยความตื่นเต้นว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสยิ่งนัก”
หลี่ว์ซือจึงคิดที่จะฝึกฝนที่นี่ แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาว่า “อย่ารีบร้อนไป ไปให้ถึงจุดศูนย์กลางของมันแล้วค่อยว่ากัน”
จากนั้น ลู่เฉินจึงเดินนำหลี่ว์ซือออกไป
ยิ่งเดินลึกเข้าไป แรงดึงดูดนี้ก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย จนกระทั่งจู่ ๆ หลี่ว์ซือก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ จึงพูดด้วยความหอบเหนื่อยออกมา “ผู้อาวุโส ข้า… ข้าเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
“เดินไม่ไหวแล้ว?” ลู่เฉินยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นพลางมองหลี่ว์ซือ
หลี่ว์ซือจ้องมองลู่เฉินด้วยความกังวล “แรงดึงดูดของที่นี่ อย่างน้อยก็มากกว่าภายนอกหนึ่งพันเท่า แต่… แต่ท่าน เหตุใดจึงไม่เป็นอันใดแม้แต่นิดเดียว?”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เป็นอะไร แต่ข้าทำให้ร่างกายไร้ซึ่งน้ำหนักไปแล้ว” ลู่เฉินยิ้มประหลาด
“ไม่มีน้ำหนัก? เป็นไปได้อย่างไร!” หลี่ว์ซือตกตะลึง แต่เมื่อลู่เฉินเห็นว่าเขาไม่เชื่อจึงกล่าวต่อ “มา เจ้าลองสัมผัสข้า เท่านี้เจ้าก็จะรู้เอง”
หลี่ว์ซือพยายามยกมือขึ้นมา จากนั้นจึงจับแขนของลู่เฉิน แต่กลับพบว่าดูเหมือนลู่เฉินจะไม่มีน้ำหนักสักนิด ตนเพียงแค่ดึงเบา ๆ อีกฝ่ายก็ลอยขึ้นมาอย่างง่ายดาย
นี่จึงทำให้หลี่ว์ซือถึงกับพูดอะไรไม่ออก “ผู้อาวุโส ท่าน…”
“ร่างพรางตา สามารถทำให้ร่างกายกลายเป็นวิญญาณได้! เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชากายา” ลู่เฉินมองหลี่ว์ซือด้วยรอยยิ้ม แต่หลี่ว์ซือกลับตกตะลึงขึ้นมา “เหตุใดจึงมีเคล็ดวิชาที่ลึกลับเพียงนี้ด้วย?”
“นั่นเป็นเพราะเมื่อก่อน ข้าได้พบเคล็ดวิชานี้จากศพหนึ่งในภูเขาโบราณหนานหวง จึงไม่รู้ว่าที่แห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เคล็ดวิชานี้ นับว่าฝึกไม่ง่ายเลย” ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ราวกับหวนคิดถึงการฝึกฝนในตอนนั้น
หลี่ว์ซืออดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ “ผู้อาวุโส ท่านสอนข้าได้หรือไม่?”
“เจ้ามาที่นี่เพื่อฝึกฝน ดังนั้นเคล็ดวิชาเช่นนี้จึงไม่เหมาะกับเจ้า” ลู่เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เมื่อหลี่ว์ซือได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผลเช่นกัน จึงกล่าวด้วยความลำบากใจออกมาว่า “เช่นนั้น ข้าจะตั้งใจฝึกฝนอย่างดี”
ครั้นพูดจบ หลี่ว์ซือจึงเริ่มฝึกฝนที่นี่ทันที
ส่วนลู่เฉินนั้น เขามองหากองหินที่สูงที่สุดบริเวณรอบ ๆ นี้ จากนั่นจึงนั่งลงด้านบน และมองมายังหลี่ว์ซือที่กำลังฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อหลี่ว์ซือกลืนเม็ดยาเข้าไป เขาจึงเริ่มการฝึกฝนในทันที
“คนของสำนักไร้สุญญะนี้ นับว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ” ลู่เฉินกล่าวเสียงเบา
ถึงแม้แรงดึงดูดโดยรอบจะไม่ใช่ปัญหา แต่ลู่เฉินก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่นานเกินไปได้ ดังนั้นวันต่อมา หลังจากลู่เฉินได้สำรวจบริเวณรอบ ๆ แล้ว เขาจึงสร้างแผนที่เส้นทางปลอดภัยขึ้นมาและมอบให้แก่หลี่ว์ซือ
“เอาไป!”
“ผู้อาวุโส สิ่งนี้คือ?”
“สำนักเก้าสุขสงบกำลังถูกล้อม ข้ายังต้องกลับไปเตรียมตัวเสียหน่อย! ส่วนเจ้าฝึกฝนอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าใช้เวลาอีกนานเท่าใด ดังนั้นข้าจึงมอบแผนที่นี้ให้เจ้า ส่วนเจ้า หากคิดอยากจะออกไปเมื่อใดก็ค่อยออกมาแล้วกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ว์ซือก็รู้สึกผิดขึ้นมา “ก่อนหน้านี้ข้ารับปากท่าน ว่าจะช่วยท่านเรื่องหนึ่งเพื่อแลกกับเม็ดยา แต่ตอนนี้….”
“ต่อไปยังมีโอกาสอีก” เมื่อลู่เฉินเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงเอ่ยปลอบ
หลี่ว์ซือเพียงหยักหน้ารับ “ขอบคุณท่านมาก”
“เช่นนั้นจงตั้งใจฝึกฝนให้ดี ข้าไปก่อนล่ะ” หลังเอ่ยจบ ลู่เฉินก็พลันเดินออกไป
หลี่ว์ซือมองตามแผ่นหลังของลู่เฉินที่กำลังเดินออกไป ในใจก็พึมพำไปด้วยว่า “ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ก่อนจะไปพบท่าน!”
…
ลู่เฉินไม่รู้ว่าหลี่ว์ซือนั้นคิดอะไร เขาเพียงหันหลังและมุ่งตรงออกจากป่าหินไป …และออกมายังภายนอก
ขณะเดียวกัน บรรดาศิษย์ของสำนักกู่หวงที่ยังคงคอยลาดตระเวนอยู่รอบ ๆ โดยมีชายร่างใหญ่ที่แขนหักซึ่งตอนนี้แขนถูกพันด้วยผ้าขาวและห้อยไว้ที่ลำคอก็เดินอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย พวกเขาพากันพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าคิดว่าสองคนนั้นจะมีชีวิตรอดออกมาหรือไม่?”
“ผ่านไปห้าวันแล้ว ข้าคิดว่ายาก!” มีคนพูดติดตลกขึ้นมา
แต่บางคนกลับถอนหายใจ “ไม่ว่าจะออกมาหรือไม่ ผู้อาวุโสสวีก็สั่งให้พวกเราเฝ้าอยู่ที่นี่!”
เมื่อมีคนได้ยินดังนั้น พวกเขาก็พลันพร่ำบ่นออกมา “เช่นนั้นถ้าหากพวกเขาตายอยู่ด้านใน พวกเราไม่ต้องคอยลาดตระเวนเช่นนี้ไปตลอดชีวิตหรือ?”
ประโยคดังกล่าวทำให้ผู้คนในกลุ่มต่างก็ทำอะไรไม่ถูก โดยเฉพาะชายร่างใหญ่ที่ดูจะหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
ขณะนั้นเอง หนึ่งในพวกเขาพลันเห็นว่ากลางป่าหินมีเงาของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น จึงร้องตะโกนออกมาว่า “ดูนั่น… มี… มีคน!”
ทุกคนรีบมองไปทันที ก่อนที่สายตาจะปะทะเข้ากับร่างของลู่เฉินพอดี!
แต่ในครานี้… ไม่มีใครกล้ามองลู่เฉินอย่างดูถูกอีกแล้ว!
โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาหวนนึกถึงเถาวัลย์นั่น!!
ว่าแล้วพวกเขาก็พากันถอยหนีด้วยความหวาดกลัวทันที ส่วนชายร่างใหญ่คนนี้… เขากลับแสดงท่าทีตื่นกลัวกว่าใครเพื่อน รีบไปวิ่งไปด้านหลังของคนกลุ่มนั้นแล้วเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “ป้องกันข้าที!”
“ข้าด้วย!” คนพวกนี้แต่ละคนต่างพากันวิ่งไปด้านหลังของอีกคนหนึ่ง ทำให้เพียงไม่นานพวกเขาก็วิ่งถอยหลังออกไปไกลถึงสิบก้าว
สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้ลู่เฉินมีสีหน้าสับสน เขาบ่นพึมพำออกมาเบา ๆ ว่า “ข้ามีอะไรน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ?”