ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 204 ใบหน้านี้ คาดว่าคงหนากว่ากำแพงนัก!
บทที่ 204 ใบหน้านี้ คาดว่าคงหนากว่ากำแพงนัก!
เมื่อคนพวกนี้เห็นลู่เฉิน พวกเขาก็มีท่าทางราวกับเห็นสิ่งประหลาดอะไรอย่างนั้น และแต่ละคนต่างก็หวาดกลัวเถาวัลย์นั่น ดังนั้นจึงได้แต่หลบอยู่ไกล ๆ ไร้ซึ่งบรรยากาศเหมือนตอนที่ลู่เฉินเข้ามาในตอนแรก
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินรู้สึกไม่คุ้นเคยนัก “ข้าคิดว่าทุกคนอยู่ที่นี่เพื่อรอข้าเสียอีก? เหตุใดจึงวิ่งออกไปไกลเช่นนั้นกัน?”
“พะ พวกเขารอเจ้าเสียที่ไหนกัน…” ชายร่างใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขัด ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้า แสดงท่าทีเห็นด้วยกับคำของชายร่างใหญ่
“โอ้? จริงหรือ? หรือว่าเมื่อครู่ข้าได้ยินผิดเสียแล้ว?” ลู่เฉินส่ายหัวอย่างเสียมิได้ จากนั้นจึงก้าวออกไปทีละก้าว ทำให้คนเหล่านี้ที่หวาดกลัวพากันกระจายตัวออกไปหลบอยู่ด้านหลังกองหินสูงและยื่นศีรษะออกมามอง
ลู่เฉินที่เห็นดังนั้นจึงเผยยิ้มออกมา “ถ้าไม่ได้รอข้า เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน”
เมื่อพูดจบ ลู่เฉินก็เดินออกจากหุบเขาไป
ทว่าเมื่อคนพวกนี้หวนคิดไปถึงคำสั่งที่ผู้อาวุโสสวีทิ้งไว้ให้นั้น พวกเขาต่างก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความร้อนใจทันทีว่า “คือ… คือว่า ผู้อาวุโสสวีของเราต้องการพบเจ้า!”
“อย่า… อย่าพึ่งไป!”
“จริง ๆ นะ… ผู้อาวุโสสวีอยากพบเจ้าจริง ๆ!”
ไม่ว่าคนพวกนี้จะตะโกนเช่นไร ลู่เฉินก็ไม่หยุด จึงทำให้พวกเขากังวลใจจนต่างก็วิ่งออกมา โดยเฉพาะชายร่างใหญ่ที่ยังคงตะโกนอยู่ “เจ้า… เจ้าหยุดก่อน!”
ลู่เฉินชะงักไปทันที เขาหันไปมองคนพวกนั้นด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าบอกว่าไม่ได้รอข้ามิใช่หรือ?”
แต่ละคนมีสีหน้าลำบากใจขึ้นมา ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะกล่าวออกมาด้วยความจำใจว่า “เป็น… เป็นเพราะผู้อาวุโสสวี!”
“หากต้องการพบข้า ก็ให้เขามาเอง มิเช่นนั้นอีกไม่นานจะข้าไปแล้ว และเขาก็คงตามหาข้าไม่พบอีก” ลู่เฉินพูดจบก็เดินไปตามทางของตนต่อไป ไม่มีแนวโน้มที่จะหยุดเดิน ทำให้คนพวกนั้นต่างก็กังวลใจขึ้นมา รีบตามติดไปทันที
ส่วนชายร่างใหญ่ออกจากที่นี่เพื่อไปหาผู้อาวุโสสวี
ขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสสวีกำลัง ‘ฝึกฝน’ อยู่ภายในถ้ำใกล้ ๆ นี้ เมื่อชายร่างใหญ่ไปถึง เขาจึงใช้เท้าเตะไปยังประตูหินบานนั้น ทำให้ผู้อาวุโสสวีที่ถูกรบกวนกล่าวออกมาอย่างไม่ยินดีนัก “เกามู่ เจ้าทำอันใด? หรือไม่รู้ว่าข้ากำลังฝึนฝนอยู่?”
ชายร่างใหญ่นามว่าเกามู่กล่าวขอโทษออกมา “ข้า ข้ามีเพียงแขนข้างเดียว ลำบากในการผลักประตูหินนี้นัก ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องใช้เท้าช่วยเตะมันออก”
ผู้อาวุโสสวีสายหัว ก่อนจะกล่าวว่า “ว่ามาเถิด มีเรื่องใดกัน”
“เขา เขาออกมาแล้ว”
“ผู้ใด?” ผู้อาวุโสสวีชะงักไป เกามู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ชายผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่น”
“เช่นนั้นไปกัน!” ผู้อาวุโสสวีชันกายลุกขึ้นทันที และใช้เส้นทางลัดเพื่อไปยังด้านหน้าของหุบเขาพร้อมกับเกามู่
เมื่อผู้อาวุโสสวีเห็นลู่เฉินอยู่เพียงลำพัง สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความสงสัย “เขาอยู่คนเดียวงั้นหรือ?”
เกามู่ขานรับ แต่ผู้อาวุโสสวีกลับสงสัย “แล้วผู้ฝึกกายเนื้อผู้นั้นล่ะ?”
“ข้าไม่รู้” เกามู่ส่ายศีรษะปฏิเสธ ผู้อาวุโสสวีจึงได้แต่สงสัย “เช่นนี้แล้วก็คงไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้ใดคือคนที่เข้าใจค่ายกลนี้!”
“ผู้อาวุโสสวี ท่านอยากรู้ว่าผู้ใดที่เข้าใจค่ายกลนี้หรือ?”
“ไร้สาระ หากพวกเขาสามารถเข้าไปในป่าหินได้ง่ายดายเช่นนั้น นั่นหมายความว่าต้องมีหนึ่งคนที่เข้าใจค่ายกลเป็นอย่างดี” ผู้อาวุโสสวีขมวดคิ้วมุ่น
เกามู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น ผู้อาวุโสสวีคิดว่าคนใดหรือ?”
“เรื่องนี้ เพียงแค่ลองก็น่าจะรู้แล้ว!” ครั้นเอ่ยจบ ผู้อาวุโสสวีก็ปล่อยพลังปราณออกไปบนท้องฟ้าที่ปกคลุมหุบเขานี้อยู่ ทำให้หุบเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงและมืดลงในทันที ขณะเดียวกันก็มีก้อนหินร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
ลู่เฉินหยุดชะงัก มองขึ้นไปบนท้องฟ้าและมองไปยังด้านหลัง จากนั้นจึงมองไปด้านหน้าที่มีผู้อาวุโสสวีและชายร่างใหญ่ที่ยืนยิ้มอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยก้าว “คนพวกนี้ พวกเขาคิดจะทำอันใดกันแน่?”
ขณะที่ลู่เฉินยังไม่เข้าใจนัก ผู้อาวุโสสวีก็เดินนำเกามู่ไปยังสถานที่ที่ห่างจากลู่เฉินเพียงสิบก้าว และมองเขาด้วยรอยยิ้ม “เราได้พบกันอีกแล้ว”
“พบกันอีกแล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่าเจ้าต้องการพบข้างั้นหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ผู้อาวุโสสวีขานรับ “ใช่”
“เพราะเหตุใดหรือ? หรือว่ายังคิดอยากจัดการข้า?” ลู่เฉินดูท่าทางของอีกฝ่ายและคิดว่าคนคนนี้ดูไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่
ทว่าผู้อาวุโสสวีกลับส่ายศีรษะทันที “เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าเพียงไม่อยากสร้างความลำบากให้เจ้า!”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “พวกเจ้านี่จริง ๆ เลย!”
คนพวกนี้ต่างก็แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที ก่อนจะมีบางคนเอ่ยถามขึ้นมา “เขากำลังว่าเรากลั่นแกล้งงั้นหรือ?”
“หรือไม่ใช่กัน?” บางคนกลอกตามอง
ผู้อาวุโสสวีที่ได้ยินดังนั้นจึงกระแอมออกมาก่อนจะพูดว่า “พวกเราไม่มีความขุ่นเคืองใจต่อกันมิใช่หรือ?”
“ไม่มีความขุ่นเคืองใจ แต่ตอนที่ข้าเข้ามานั้น ดูเหมือนจะมีคนบอกให้ข้าไสหัวไป” ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสสวี อีกฝ่ายจึงมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “นั่น… เข้าใจผิด มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ๆ!”
“งั้นหรือ?”
“ที่นี่มีค่ายกลมากมาย บางครั้งอาจทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจได้” ผู้อาวุโสสวีอธิบายออกมา แต่ศิษย์ที่อยู่รอบ ๆ นั้นไม่สามารถทนฟังต่อไปได้ สีหน้าแต่ละคนจึงแดงกันไปหมด
โดยเฉพาะเกามู่ที่ได้แต่ก้มหน้า กลัวว่าตนจะปั้นหน้าไม่ถูกจนหัวเราะออกมา
ลู่เฉินพลันแสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะไม่คิดอย่างที่เจ้าพูด”
“ขั้นพลังพวกเขายังอ่อนแอนัก จะรู้ได้เช่นไรว่าสิ่งใดคือจริงสิ่งใดคือเท็จ” ผู้อาวุโสสวีกล่าวด้วยความลำบากใจ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มพลางมองเขาแล้วเอ่ยว่า “ว่ามาเถิด แท้จริงแล้วพวกเจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
ลู่เฉินคิดว่าที่คนพวกนี้มาหาตนนั้น คงไม่ได้มาเพื่อที่จะพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้แน่!
ผู้อาวุโสสวีจึงแสร้งพูดต่อ “ค่ายกลหินทลายนี้ค่อนข้างอันตราย พวกเราออกไปกันก่อนเถิด!”
ผู้อาวุโสสวีเอ่ยจบก็นำผู้คนวิ่งออกไปทันที ขณะที่บางคนซึ่งวิ่งช้าถูกหินตกใส่เข้าให้
ลู่เฉินที่เห็นภาพนั้นจึงได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความหดหู่ใจ “ข้าว่าอย่าเอาชีวิตของศิษย์พวกนี้มาเล่น เช่นนี้จะดีกว่าหรือไม่?”
ผู้อาวุโสสวีวิ่งออกมาไกลได้ระยะทางหนึ่ง และเมื่อลู่เฉินพูดประโยคดังกล่าวออกมา เขาจึงหันไปพูดด้วยความลำบากใจ “เจ้าพูดสิ่งใด?”
“ค่ายกลนี้ เจ้าเป็นผู้ควบคุม”
ประโยคดังกล่าวของลู่เฉินทำให้ศิษย์ที่ถูกหินตกใส่ต่างบันดาลโทสะขึ้นมา บางคนถึงกับตะโกนออกมาว่า “ผู้อาวุโสสวี พวกข้าทำสิ่งใดผิดกัน?”
“ผู้อาวุโสสวี หากท่านคิดจะลงโทษพวกข้า ท่านก็พูดมาตรง ๆ! เถอะ”
ในนั้นตอน มีเพียงเกามู่เท่านั้นที่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ ส่วนผู้อาวุโสสวีก็ได้แต่แสร้งทำสีหน้าโง่งม “ค่ายกลนี้ได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว ข้า… ข้าไม่สามารถควบคุมมันได้”
ทุกคนต่างเชื่อบ้างและไม่เชื่อบ้าง แต่ผู้อาวุโสสวีตั้งใจแกล้งทดสอบลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงเอ่ยว่า “นั่น… เจ้าพอจะมีความรู้ด้านค่ายกลบ้างงั้นหรือ?”
“ลงมือถึงขนาดนี้ …ทั้งหมดเพียงเพราะเจ้าต้องการทดสอบข้าเรื่องค่ายกลงั้นหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยเพียงสั้น ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้อาวุโสสวีแสร้งแสดงต่อไปไม่ไหว เขากล่าวออกมาอย่างไร้ยางอายทันทีว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ข้า… ข้าเพียงแค่ถาม”
เกามู่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ลู่เฉินจึงได้แต่ยิ้ม ก่อนที่เขาจะหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมา และขว้างมันออกไปกลางอากาศ
ฉับพลันนั้น จุดกำเนิดของค่ายกลนี้ก็ถูก ‘หยุดลงทันที’ ทำให้ค่ายกลหยุดชะงักการทำงาน และเมื่อบรรดาศิษย์เห็นว่าก้อนหินไม่ตกลงมาแล้ว แต่ละคนจึงคลายกังวลใจ ส่วนผู้อาวุโสสวีก็พลันเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นทันทีว่า “เจ้าเข้าใจค่ายกลจริงหรือ?”
“ว่ามาเถิด เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?” เป็นครั้งแรกที่ลู่เฉินเจอคนหน้าไม่อายเช่นนี้
แต่ผู้อาวุโสสวียังคงแสร้งไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเอ่ยชมขึ้นมาว่า “ศิษย์น้อง เจ้าช่างเก่งกาจนัก!”
“หยุดเสแสร้งเถิด!”
ลู่เฉินพูดเพียงสั้น ๆ แต่กลับทำให้ผู้อาวุโสสวีมีสีหน้าลำบากใจ ส่วนศิษย์ที่ถูกหินทำร้ายนั้นต่างก็พร่ำบ่นออกมา บางคนถึงกับก่นด่าผู้อาวุโสสวี
ผู้อาวุโสสวีกระแอมไอแล้วถามว่า “พวกเจ้าคิดว่าข้าหูหนวกหรือ?”
คนพวกนี้จึงแสร้งยิ้มและเอ่ยเยินยอออกมาทันที
ผู้อาวุโสสวีที่รู้สึกสบายใจขึ้นจึงเผยรอยยิ้มบนใบหน้า
ส่วนลู่เฉินที่เห็นดังนั้นกลับได้แต่ถอนหายใจ “สำนักกู่หวงแห่งนี้ เลี้ยงดูคนเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน?”