ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 209 เจ้าวัวโง่ตัวนี้เจรจาข้อตกลงกับพวกนางจริงหรือ?
บทที่ 209 เจ้าวัวโง่ตัวนี้เจรจาข้อตกลงกับพวกนางจริงหรือ?
ผู้อาวุโสผู้นี้ดูเหมือนหญิงชราธรรมดาในวัยหกสิบเศษ
ดูเหมือนว่านางจะอยู่ที่นี่และมีบารมีมากทีเดียว เนื่องจากสตรีวัยอื่น ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ก็พากันก้าวไปข้างหน้าและขวางลู่เฉินกับอสูรรกร้างทันที
ลู่เฉินมองดูพวกนางแล้วรู้สึกสงสัย
เพราะผู้ที่อยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แม้ว่าจะอยู่ในระดับสมบูรณ์พร้อม การที่จะมีอายุมากสุดได้นั้นก็แค่สองหรือสามร้อยปีเท่านั้น แต่หญิงชราผู้นี้ลู่เฉินเดาว่ามีอายุอย่างน้อยสี่หรือห้าร้อยปี และยังดูแข็งแรงสบายดีอีกด้วย
“ดูเหมือนว่าเคล็ดวิชาที่พวกนางฝึกฝนจะทำให้พวกนางสามารถยืดอายุขัยได้” ลู่เฉินพึมพำกับตัวเองหลังจากสังเกตเห็นปราณที่โคจรอยู่ในร่างกายของพวกนาง
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้กำลังจะโจมตีลู่เฉิน อสูรรกร้างก็ห้ามปรามทันที “ช้าก่อน!”
“อาหนิว เขาอาจจะเป็นคนเลวก็ได้!” สตรีบางคนพูดรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่บางคนก็สงสัยว่า “แล้วถ้าเขาไม่ใช่คนเลวล่ะ?”
“ควรฟังพี่หญิงอวิ๋น!” มีคนมองตรงไปที่หญิงชราผู้นั้น
สตรีคนนั้นมีใบหน้าเศร้าหมอง “อาหนิว เราตกลงกันว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อฝึกฝน ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนนอกมาที่นี่ได้ เว้นแต่พวกเขาจะเป็นสตรีขั้นสร้างรากฐานของสำนักกู่หวง”
อสูรรกร้างดูลังเล “เรื่องนั้น..”
ลู่เฉินไม่คาดคิดว่าอสูรรกร้างที่องอาจ จะส่งยิ้มขมขื่นออกมา “เจ้าไปเจรจาข้อตกลงที่น่าเบื่อแบบนี้กับคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ข้าไม่อยากให้พวกนางฆ่าตัวตาย” อสูรรกร้างไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดเหตุผลออกมา
ลู่เฉินจึงเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าต้องการให้ต้นไม้ต้นนี้ผลิดอกจริง ๆ!”
“ใช่!”
“แล้วเจ้าอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว เจ้าเคยเห็นมันบานหรือไม่?”
อสูรรกร้างคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เกือบห้าร้อยปีแล้ว”
“เช่นนั้น บางคนก็อยู่ที่นี่มาห้าร้อยปีแล้วหรือ?”
“พี่หญิงอวิ๋น นางมาที่นี่เป็นคนแรก และก็เป็นเวลากว่าสี่ร้อยปีแล้ว” อสูรรกร้างชี้ไปที่หญิงชราผู้สง่างามคนนั้น และหลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มให้กับผู้ที่ถูกเรียกว่าพี่หญิงอวิ๋นทันที “ข้าไม่อยากสู้กับพวกเจ้า ดังนั้นอย่ามายุ่งกับข้า”
พี่หญิงอวิ๋นผู้อยู่ที่นี่มาหลายร้อยปีได้จัดการสถานที่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังนั้นเขาจึงไม่อยากมีปัญหากับนาง เพราะนั่นอาจทำให้สถานที่แห่งนี้พลอยมีปัญหาไปด้วย
ทว่าทันใดนั้นเด็กน้อยคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมา นางอยู่ในขั้นสร้างรากฐานเช่นกัน ก่อนที่เด็กน้อยคนนั้นจะเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ถ้าไม่อยากให้ข้ามัดเจ้า ก็จงออกไปจากที่นี่ซะ!”
ลู่เฉินยิ้มออกมาหลังจากได้ยินเช่นนี้ “เขาเชิญข้ามาที่นี่ เหตุใดต้องออกไป?”
“มันค่อนข้างใสซื่อและถูกหลอกได้ง่าย” พี่หญิงอวิ๋นคนนี้ถลึงตามอง ส่วนลู่เฉินก็ฉีกยิ้ม “แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะ?”
“ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าจะจับมัดและโยนเจ้าออกไป!” พี่หญิงอวิ๋นขู่ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “อย่าพูดถึงพวกเจ้า แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ก็ทำอันใดข้าไม่ได้”
สตรีเหล่านี้ไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะบ้าดีเดือดเช่นนี้
แววตาของพี่หญิงอวิ๋นฉายแววเย็นชา “พี่น้อง พวกเจ้าได้ยินหรือไม่?”
ในบรรดาสตรีเหล่านี้มีผู้ที่อารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ที่นี่เป็นเวลานาน พวกนางเก็บงำความโกรธเอาไว้ และมักจะไม่มีที่ระบายความโกรธ แต่ตอนนี้มีคนมาให้ระบายความโกรธแล้ว ดังนั้นสตรีเหล่านี้ย่อมไม่พลาดโอกาส!
ดังนั้นทันทีที่เริ่มลงมือ พวกนางก็ใช้เคล็ดวิชาบางอย่างส่งเถาวัลย์ออกไป หมายจะรัดพันร่างของลู่เฉินไว้
อสูรรกร้างรีบร้อนกล่าวทันทีว่า “ทุกคน คุยกันดี ๆ ได้หรือไม่?”
“ไม่!” พี่หญิงอวิ๋นตอบอย่างเย็นชา ส่วนอสูรรกร้างก็รู้สึกหดหู่และวิตกกังวล
ลู่เฉินจึงยิ้มอย่างขมขื่น “เจ้านี่นะ..”
“ข้า…” อสูรรกร้างดูเหมือนเด็กที่ทำผิด ส่วนลู่เฉินก็ถอนหายใจ “เจ้านี่ดูผิดกับรูปลักษณ์ยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่ตัวใหญ่โตแท้ ๆ แต่กลับไม่มีความดุร้ายแม้แต่น้อย”
อสูรรกร้างตกตะลึงกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ในขณะที่พี่หญิงอวิ๋นจ้องมองลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “ดูแลตัวเองไม่ได้ ยังมีอารมณ์สนใจคนอื่นอยู่หรือ?”
“แค่เถาวัลย์พวกนี้ เจ้าคิดว่าพวกมันจะจับข้าได้หรือ?” ลู่เฉินกล่าวเหยียดหยาม
พี่หญิงอวิ๋นจึงเอ่ยอย่างเย้ยหยันว่า “เจ้าหนู แม้ว่าพวกเราจะอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่เราอยู่ที่นี่มานานแล้ว และก็อยู่ในขั้นสร้างรากฐานระดับสมบูรณ์พร้อม ยิ่งไปกว่านั้นเถาวัลย์ของเราก็แข็งแกร่งมาก แม้ว่าเจ้าจะอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ แต่เจ้าก็ไม่อาจหลุดพ้นไปได้!”
หลังจากที่นางเอ่ยจบ สตรีคนอื่น ๆ ก็โห่ไล่ตามกันไป
สตรีบางคนยังพูดว่า “หนุ่มน้อย อย่าดิ้นรนเลย มันไม่มีประโยชน์!”
“ใช่ ด้วยความสามารถของเจ้า ย่อมไม่มีทางหนีได้!”
“ยอมรับชะตากรรมของเจ้าอย่างเชื่อฟังเถิด!”
นอกจากนี้ยังมีสตรีบางคนที่ไม่ได้เจอผู้ชายเป็นเวลานาน นางจึงพูดอย่างเสียดายว่า “น่าเสียดายที่เขาผิวบอบบางเกินไป”
“ใช่ ถ้าโยนออกไปเช่นนี้ คงถูกคมมีดวายุฆ่าตายเป็นแน่”
เมื่อเห็นคนเหล่านี้พูดคุยกัน ลู่เฉินก็นึกว่าเขามาที่หอบุปผาเสียอีก
ชายหนุ่มยิ้มอย่างใจเย็น จากนั้นก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ทำให้ปราณบนเถาวัลย์เหล่านั้นเหือดแห้งไปทันที
เพียงไม่นาน เถาวัลย์เหล่านี้ก็ถูกบดขยี้ทั้งหมด!
สตรีเหล่านั้นพลันตกใจ และบางคนก็เอ่ยตะกุกตะกักออกมาอย่างเหลือเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร?”
“นั่นไม่สมเหตุสมผลเลย”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
พี่หญิงอวิ๋นตะโกนว่า “ข้าจะจัดการเอง!”
ทุกคนจึงถอยกลับทันที
“เจ้าหนู เจ้าต้องรีบยอมเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะได้เจอดีแน่!”
“ใช่แล้ว เถาวัลย์ของพี่หญิงอวิ๋นสามารถมัดเจ้าจนตายได้เลย”
“ใช่ มันแข็งอย่างกับหิน!”
ในขณะที่คนเหล่านี้กำลังคุยกัน เถาวัลย์สีน้ำตาลก็ปรากฏขึ้นและเข้าพันรัดร่างลู่เฉิน มันฉุดรั้งร่างกายของเขาไว้ทันที
ไม่เพียงเท่านั้น เถาวัลย์เหล่านี้ยังกลายเป็นหิน ทำให้ลู่เฉินดูเหมือนรูปปั้นหินไปทันที
สตรีเหล่านั้นส่งเสียงสนับสนุนกันเสียยกใหญ่
พี่หญิงอวิ๋นผู้นั้นมองดูลู่เฉินอย่างเย็นชายิ่งขึ้น “หากข้าไม่ปลดมันออกในหนึ่งเค่อ เจ้าคงจะต้องตาย!”
“เจ้าประเมินข้าต่ำไปจริง ๆ” หลังจากที่ลู่เฉินฉีกยิ้ม เถาวัลย์ก็แตกออกทีละเส้น กลายเป็นหินก้อนเล็ก ๆ และร่วงลงสู่พื้น
เมื่อเห็นฉากนี้ ทุกคนก็ตกตะลึงและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ทว่าลู่เฉินขี้เกียจจะพูดพล่ามเรื่องไร้สาระกับพวกนางอีก เขาจึงเรียกเถาวัลย์ออกมาทีละเส้น
ภายในชั่วพริบตา สตรีเหล่านี้ก็ถูกรัดไว้ทั้งหมด!
พวกนางคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่หลังจากถูกลู่เฉินควบคุมไว้ พวกนางทั้งหมดก็กระวนกระวาย ก่อนจะเป็นพี่หญิงอวิ๋นที่ตะโกนบอกอสูรรกร้างว่า “อาหนิว รีบช่วยพวกเราเร็วเข้า!”
อสูรรกร้างกล่าวว่า “ข้า ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
“อันใดนะ?” ดวงตาของพี่หญิงอวิ๋นเบิกกว้าง ส่วนสตรีคนอื่น ๆ ก็ตกใจไปตาม ๆ กัน
เพราะในสายตาของพวกนาง อสูรรกร้างนั้นทรงพลังมาก ไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน ต่อให้เป็นขั้นหลอมแก่นแท้และขั้นก่อกำเนิด มันก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นพี่หญิงอวิ๋นคนนี้จึงเป็นคนแรกที่รู้สึกว่าอสูรร้ายตัวนี้จงใจมองหาใครสักคนมาจัดการกับพวกนาง นางจึงเริ่มร้อนใจ “อาหนิว หลายปีมานี้เราได้ฝึกฝนที่นี่ทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ต้นไม้ผลิใบ แต่เจ้า! กลับเนรคุณ!”
อสูรรกร้างเห็นว่าพวกนางเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายว่า “ข้า ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาจริง ๆ!”
“ถือว่าพวกเรามองเจ้าผิดไป!” พี่หญิงอวิ๋นโกรธเสียแล้ว ส่วนคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
ลู่เฉินมองไปยังพวกนางที่กำลังเอะอะโวยวาย เขากล่าวอย่างเย็นชาว่า “ถ้าพวกเจ้าพูดเรื่องไร้สาระอีก ข้าจะปล่อยให้นางตาย!”
สตรีเหล่านี้พลันเงียบลงทันที ทำให้ในห้องโถงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของผู้คน และไม่มีเสียงรบกวนอื่นใดอีก
แต่พี่หญิงอวิ๋นคนนี้พลันพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “เจ้าต้องการอะไร?”
ลู่เฉินจึงเดินไปที่ต้นไม้ต้นนั้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สตรีคนอื่น ๆ ที่เห็นดังนั้นก็พากันมองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น