ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 210 ต้นไม้ต้นนี้แปลกเกินไป
บทที่ 210 ต้นไม้ต้นนี้แปลกเกินไป
พี่หญิงอวิ๋นร้อนใจขึ้นมา จึงเอ่ยเตือนลู่เฉินว่า “อย่าแตะต้องต้นไม้นั้น มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตายอย่างอนาถ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็พลันชะงักไปและหันไปถามอีกฝ่าย “เจ้ารู้เรื่องนี้มากแค่ไหน?”
“เหตุใดข้าจึงต้องบอกเจ้า?” พี่หญิงอวิ๋นพูดอย่างโกรธเคือง แต่ลู่เฉินพลันฉีกยิ้ม “เหตุใดเจ้าถึงได้เกลียดข้ามากนัก?”
“คนที่มาที่นี่ล้วนแอบวางแผนชั่วร้าย”
“โอ้? มีคนเคยมาที่นี่มาก่อนหรือ?” ลู่เฉินถามด้วยความสงสัย
พี่หญิงอวิ๋นมองค้อนใส่เขา “แม้ว่าร่างกายจะถูกทำลาย แต่วิญญาณ หรือจิตวิญญาณก่อกำเนิดอันใดเทือกนั้นก็จะมาที่นี่!”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ถามว่า “แล้ววิญญาณพวกนั้นไปไหนแล้ว?”
“หึ ล้วนเป็นคนต่ำต้อย” เห็นได้ชัดว่าพี่หญิงอวิ๋นโกรธคนเหล่านั้นมาก และสตรีบางคนก็โกรธเช่นกัน “คนพวกนั้นคิดจะขโมยต้นไม้นี้ไป!”
“ถูกต้อง คนพวกนี้กล้าทำร้ายพวกเรา!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ขมวดคิ้ว “ขโมยต้นไม้?”
“ใช่!” สตรีเหล่านั้นตอบ ลู่เฉินจึงได้รู้ว่าแม้ร่างกายของคนเหล่านั้นจะถูกทำลาย แต่จิตวิญญาณของพวกเขาก็ยังต้องการชิงต้นไม้นี้ไป
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินสงสัย “คนเหล่านี้รู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้นี้มีไว้เพื่ออันใด? และเหตุใดพวกเขาถึงต้องการเอาต้นไม้นี้ไป?”
สตรีเหล่านั้นไม่รู้คำตอบ แต่พี่หญิงอวิ๋นกลับเอ่ยดูถูกลู่เฉิน “เจ้าหนู อย่ามีความคิดชั่วร้ายเลย”
“ความคิดชั่วร้าย?”
“ใช่ เจ้าก็อยากชิงต้นไม้ต้นนี้ไปเหมือนกับคนพวกนั้น!” พี่หญิงอวิ๋นคิดว่าลู่เฉินเป็นหัวขโมย แต่ลู่เฉินกลับยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าไม่เหมือนพวกเขา”
พี่หญิงอวิ๋นไม่เชื่อ ส่วนคนอื่น ๆ ก็ไม่เชื่อเช่นกัน
สำหรับลู่เฉินแล้ว ตอนนี้เขามีคำถามอยู่ในใจ นั่นคือพวกที่เข้ามารู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่ามีต้นไม้อยู่ที่นี่ หรือพวกเขามารู้ในภายหลัง?
แต่ถ้าพวกเขารู้ในภายหลัง พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้มีไว้เพื่ออันใด
ทว่าไม่มีใครอธิบายให้ลู่เฉินฟังได้
ลู่เฉินจึงแค่อยากดูต้นไม้ต้นนี้ก่อน เพื่อดูว่ามันมีอันใดพิเศษ
พี่หญิงอวิ๋นขู่ว่า “ตราบใดที่เจ้ากล้าแตะมัน มันจะดูดวิญญาณของเจ้าและทำให้เจ้าไม่สามารถหนีไปได้อีกตลอดกาล”
“ดูดวิญญาณ?”
“ใช่!” พี่หญิงอวิ๋นคิดว่านางทำให้ลู่เฉินตกใจ ดังนั้นนางจึงตอบไปตามตรง แต่ลู่เฉินพลันคว้ากิ่งไม้เล็ก ๆ ที่แห้งเหี่ยวของต้นไม้นี้ด้วยมือเดียว
สตรีเหล่านั้นคิดว่าลู่เฉินจะถูกดูดวิญญาณไป
ทว่าลู่เฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่เป็นอันใดเลย ชายหนุ่มหลับตาลงราวกับว่าเขากำลังทำอันใดบางอย่าง
ขณะเดียวกัน จิตวิญญาณของลู่เฉินก็ได้แทรกซึมเข้าไปแล้ว
เขาพบว่ามีพลังที่ทรงอำนาจสถิตอยู่ในต้นไม้นี้ และพลังนี้ก็สามารถดูดซับจิตวิญญาณของผู้คนได้ แต่จิตวิญญาณของลู่เฉินทรงพลังเกินไป ต้นไม้นี้จึงไม่สามารถดูดซับได้ จึงเป็นการเปิดช่องให้ชายหนุ่มได้เห็นว่ามีจิตวิญญาณนับไม่ถ้วนถูกผูกมัดอยู่ในความมืด และไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้!
ไม่เพียงแค่นั้น ดวงวิญญาณแต่ละดวงได้สูญเสียอัตตาของตนไป และยังคงอยู่ที่นั่นเหมือนดั่งวิญญาณที่หลงทาง
ลู่เฉินพยายามสื่อสารกับพวกเขา
อย่างไรก็ตาม พวกเขาต่างก็กลายเป็น ‘คนโง่’ และแม้กระทั่งความทรงจำของพวกเขาก็หายไป ทำให้ลู่เฉินพึมพำกับตัวเองว่า “ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของพวกเขาจะถูกล้างความทรงจำออกไป”
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินสงสัยว่านี่มันเป็นต้นไม้ชนิดใดกันแน่ และท่านอาจารย์ของเขาปลูกมันไว้ที่นี่เพื่ออันใด?
ทว่าไม่มีใครอธิบายให้ฟังได้ ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนจิตวิญญาณกลับมา และมองไปยังสตรีที่ถูกตนรัดเอาไว้ “เห็นหรือไม่ ข้าสบายดี”
สตรีเหล่านี้พลันตกใจ พวกนางไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันว่าลู่เฉินจะรอดมาได้!
พี่หญิงอวิ๋นพูดอย่างแปลกใจว่า “เจ้า… เจ้าต้องมีสมบัติวิญญาณที่สามารถป้องกันจิตวิญญาณอยู่ในร่างกายแน่!”
ลู่เฉินมองนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าช่างไร้เดียงสานัก”
“เดิมทีก็ใช่!” พี่หญิงอวิ๋นเอ่ยอย่างดื้อรั้น
ลู่เฉินเหลือบมองทุกคนแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากตาย ก็ร่วมมือกับข้าสิ!”
ทุกคนตกใจกลัวทันที และถามลู่เฉินว่าเขากำลังจะทำอันใด แต่ลู่เฉินกลับจ้องมองพวกนางแล้วเอ่ยว่า “บอกข้ามาสิ เจ้ากำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาใด และเหตุใดเจ้าถึงได้สามารถแผ่พลังธาตุไม้อันทรงพลังในสถานที่ที่ไม่มีปราณฟ้าดินเช่นนี้ได้?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกสตรีก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
“อันใด? ไม่อยากบอกหรือ?”
สตรีเหล่านั้นมีท่าทีไม่อยากพูดในตอนแรก และยังพากันมองไปที่อสูรรกร้าง
ทว่าอสูรรกร้างทำอันใดไม่ถูก ได้แต่เอ่ยออกมาว่า “ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา อย่ามองมาที่ข้า!”
สตรีเหล่านี้รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก ดังนั้นพวกนางบางคนจึงมองไปที่ลู่เฉิน “ถ้าข้าบอกแล้ว เจ้าจะปล่อยพวกเราไปใช่หรือไม่?”
“แน่นอน” ลู่เฉินเป็นคนตรงไปตรงมา
แต่พี่หญิงอวิ๋นกลับเอ่ยกับสตรีคนอื่น ๆ ว่า “อย่าหลงกลเขา!”
สตรีทั้งหลายมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง และในที่สุดก็มีบางคนยอมประนีประนอมก่อน หนึ่งในนั้นพูดกับลู่เฉินอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรากำลังฝึกเคล็ดกฎหทัยพฤกษาของสำนักกู่หวง!”
“เคล็ดกฎหทัยพฤกษา?” ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
“ใช่ เจ้าสามารถฝึกฝนได้โดยไม่ต้องใช้ปราณ และเจ้ายังสามารถสร้างปราณธาตุไม้ได้ด้วยตัวเจ้าเอง!” สตรีคนหนึ่งอธิบาย
ในไม่ช้าลู่เฉินก็ได้คำตอบ นั่นคือสำนักกู่หวงนี้มีเคล็ดวิชาที่เรียกว่า ‘เคล็ดกฎหทัยพฤกษา’ และหลังจากฝึกเคล็ดนี้ คนคนนั้นจะสามารถสร้างปราณธาตุไม้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ปราณฟ้าดิน
ปราณธาตุไม้นี้สามารถเพิ่มขั้นพลังของพวกนางได้ แต่มีปัญหาใหญ่นั่นคือผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดนี้จะไม่มีวันทะลวงข้ามผ่านขั้นสร้างรากฐานได้
ดังนั้นเคล็ดกฎหทัยพฤกษาจึงเรียกอีกอย่างว่าเคล็ดตัดหทัย นั่นคือการตัดใจจากการฝึกฝน
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินกำลังสงสัยว่าสำนักกู่หวงนี้มีเคล็ดวิชาที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร และเหตุใดสตรีเหล่านี้ถึงได้เรียนรู้สิ่งนี้ “แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงเรียนรู้วิชานี้?”
“ขอแค่เป็นสตรีที่มีรากวิญญาณธาตุไม้ก็จำต้องเรียนรู้สิ่งนี้” สตรีคนหนึ่งตอบ
“ถูกต้อง เมื่อเจ้าเข้าสู่สำนักกู่หวง เจ้าจะเรียนรู้ได้เพียงสิ่งนี้เท่านั้น”
“แล้วบุรุษล่ะ?”
“บุรุษสามารถเลือกได้อย่างอิสระ”
ลู่เฉินยิ่งรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในสำนักกู่หวงนี้ ชายหนุ่มจึงยิ้มให้กับพวกนางแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ พวกเจ้าเป็นอิสระแล้ว!”
หลังจากพูดเช่นนั้น ลู่เฉินก็แก้มัดพวกนาง
สตรีเหล่านี้ต่างพากันดีใจ แต่พี่หญิงอวิ๋นกลับพูดด้วยความโกรธเคืองว่า “อย่าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วพวกเราจะปล่อยเจ้าไป!”
“อันใดนะ? เจ้ายังอยากลองอีกหรือ?” ลู่เฉินถามพี่หญิงอวิ๋นด้วยรอยยิ้ม
พี่หญิงอวิ๋นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ขณะที่คนอื่นซึ่งอยู่ที่นั่นก็เกลี้ยกล่อมไม่ให้นางหุนหันพลันแล่น
ลู่เฉินหันไปกล่าวกับอสูรรกร้างว่า “ข้าจะออกไปแล้ว ส่วนเจ้าก็อยู่กับพวกนางที่นี่แหละ”
อสูรรกร้างมองไปที่ลู่เฉินอย่างคาดหวัง “เจ้าไม่ได้บอกว่าเจ้าจะพาข้าไปตามหาพี่หญิงใหญ่หรือ?”
“ข้าจะตามหา และเมื่อพบแล้วข้าจะพานางมาหาเจ้า” ลู่เฉินปลอบใจ ส่วนอสูรรกร้างก็มีท่าทียินดียิ่งนัก “ได้!”
ก่อนที่ลู่เฉินจะจากไป เขาก็ได้กำชับกับราชาโคมารตนนี้ว่า “ต่อไปห้ามคนนอกมาที่นี่ เข้าใจหรือไม่?”
อสูรรกร้างส่งเสียงรับคำ “รับทราบ”
ลู่เฉินจึงได้หันกายจากไป โดยที่ระหว่างออกไปนั้น คมมีดวายุด้านนอกต่างก็หลบเลี่ยงเขา ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกใจ
ส่วนพี่หญิงอวิ๋นก็หันไปถามอสูรรกร้างว่า “อาหนิว เขาคือใคร? เหตุใดถึงไม่กลัวคมมีดวายุด้านนอกนั่น?”
อสูรรกร้างไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงทำได้เพียงเล่าเรื่องราวที่ตนได้พบให้อีกฝ่ายฟัง
ส่วนทางด้านลู่เฉิน เขาเดินออกมาจากป่าหินดำมาสู่ภายนอกแล้ว และเห็นผู้อาวุโสสวีนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น