ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 211 ‘ประตู’ หนึ่ง ที่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของได้
บทที่ 211 ‘ประตู’ หนึ่ง ที่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของได้
ผู้อาวุโสสวีมองไปยังลู่เฉิน เขาแสดงสีหน้าตื่นเต้นและวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ “ศิษย์น้อง เป็นเช่นไรบ้าง? ได้พบกับมารเหี้ยมโหดผู้นั้นหรือไม่?”
“เจ้าเคยพบมารเหี้ยมโหดนั่นมาก่อนหรือ?” ลู่เฉินย้อนถามด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสสวีพยักหน้า “ข้าเคยพบในสำนักของเราเพียงสองถึงสามครั้ง”
“เคยพบสองถึงสามครั้ง?”
“ใช่ ตอนที่เขาออกมาจับศิษย์หญิงของเรา” ผู้อาวุโสสวีอธิบาย แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังเขาพลางเอ่ยถามว่า “เคล็ดกฎหทัยพฤกษา เคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่?”
เพียงได้ยินชื่อเคล็ดกฎหทัยพฤกษา ผู้อาวุโสสวีก็ตกตะลึงขึ้นมา “เหตุใดเจ้าถึงได้รู้จักสิ่งนี้?”
“ข้าได้พบกับศิษย์หญิงของสำนักพวกเจ้า”
“เป็นไปได้อย่างไร!” ผู้อาวุโสสวีไม่เชื่อ แต่ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มแล้วถามว่า “เช่นไร? ไม่เชื่อหรือ?”
“ไฟ… เปลวไฟนิรันดร์ดับลงแล้ว ดังนั้น… ดังนั้นพวกนางก็ควรที่จะตายไปหมดแล้ว”
“เปลวไฟนิรันดร์เป็นเพียงตัวช่วย ‘บ่งชี้’ เท่านั้น มันไม่สามารถรับรองได้ว่าคนคนหนึ่งจะตายอย่างแน่นอน” ลู่เฉินอธิบาย แต่ผู้อาวุโสสวียังคงไม่เชื่อ “เช่นนั้น หญิงสาวพวกนั้นอยู่ที่ใด?”
“เรื่องนี้ ตอนนี้ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้”
“เพราะเหตุใด?” ผู้อาวุโสสวีกังวลใจ ลู่เฉินจึงจ้องมองไปยังเขาพลางเอ่ยว่า “มีหนึ่งคำถาม ข้าอยากถามเจ้าสักหน่อย”
“ว่ามาเถิด!” ผู้อาวุโสสวีแปลกใจ ขณะที่สายตาของลู่เฉินจ้องมองไปยังผู้อาวุโสสวีแล้วถามว่า “เพราะเหตุใด พวกเจ้าจึงเลือกศิษย์หญิงไปเรียนเคล็ดวิชานี้ ทั้ง ๆ ที่หากฝึกแล้วจะไม่อาจข้ามผ่านขั้นสร้างรากฐานได้!”
ผู้อาวุโสสวีมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เรื่องนี้…”
“อธิบายมาเถิด”
“สำนักมีกฎอยู่ว่า เรื่องนี้ไม่สามารถเปิดเผยให้คนนอกรู้ได้
“พูดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้ารู้ แต่กลับไม่อยากบอกข้า?”
ผู้อาวุโสสวีมีสีหน้าลำบากใจ “ข้าต้องขออนุญาตเจ้าสำนักเสียก่อน”
พูดจบ ผู้อาวุโสสวีจึงนำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ทำให้มันเป็นเสมือนนกพิราบสื่อสาร ก่อนที่นกกระดาษนั่นจะกลายเป็นแสงและบินออกไปในพริบตาเดียว จนกระทั่งน้ำเสียงที่คุ้นเคยของเจ้าสำนักดังขึ้นอีกครั้งกลางอากาศ “เจ้าออกมาแล้วหรือ?”
“มาเถิด มาพูดถึงเรื่องเคล็ดกฎทหัยพฤกษา เรื่องของรากวิญญาณธาตุไม้ระดับสูงของสำนักพวกเจ้า และเรื่องของศิษย์หญิงเหล่านั้น” ลู่เฉินมองไปยังรอบ ๆ ท้องฟ้าก่อนเผยยิ้มออกมา
“ดูเหมือนว่า พวกนางจะยังมีชีวิตอยู่”
“หมายความเช่นไร? เจ้าอยากให้พวกนางตายหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
เสียงจากบนอากาศกลับตอบมาว่า “นี่เป็นความลับของสำนักกู่หวงของพวกข้า”
“ความลับ?” ลู่เฉินยิ้มหยันออกมา
เจ้าสำนักคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาว่า “แต่ข้าต้องการให้เจ้าช่วยทำลายค่ายกลนี้ ข้าจึงจะบอกเจ้า”
“พูดมาเถิด” ลู่เฉินอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วสำนักกู่หวงนี้เป็นสำนักเช่นไร เหตุใดจึงต้องเลือกเพียงศิษย์หญิงไปฝึกฝนเคล็ดวิชาเช่นนั้น
“การฝึกเคล็ดกฎหทัยพฤกษา เป็นสิ่งที่สำนักกู่หวงทำมาตั้งแต่โบราณ และทำสิ่งนี้เพื่อให้ได้รับโลหิตวิญญาณพฤกษาของพวกนาง”
“โลหิตวิญญาณพฤกษา?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย เจ้าสำนักจึงอธิบายว่า “ใช่ โลหิตวิญญาณพฤกษา เพียงแค่ฝึกเคล็ดกฎหทัยพฤกษาถึงขั้นสร้างรากฐานระดับสมบูรณ์พร้อม ก็สามารถรวบรวมโลหิตวิญญาณพฤกษาที่จุดตันเถียนได้ และโลหิตนี้สามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของได้”
“แลกเปลี่ยนสิ่งของ? แลกกับผู้ใด?” ลู่เฉินรู้สึกว่าเจ้าสำนักยิ่งพูดยิ่งดูไร้เหตุผล ราวกับว่ากำลังหลอกลวงอยู่
“สำนักกู่หวงของพวกเรามีสิ่งล้ำค่าอยู่สิ่งหนึ่ง เรียกว่า ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ เพียงแค่หยดโลหิตวิญญาณพฤกษาไปเพียงหนึ่งหยด ก็จะสามารถรับสิ่งของบางอย่างได้”
ลู่เฉินไม่ค่อยเชื่อ “เช่นนั้นประตูไร้สิ่งสรรพนี้อยู่ที่ใด?”
“อยู่กลางแดนศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักของพวกเรา”
“นำทางข้าไปดูเสียหน่อย” ลู่เฉินกล่าว
เจ้าสำนักจึงมอบคำสั่งแก่ผู้อาวุโสสวี “นำทางเขาไป”
ผู้อาวุโสสวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “แต่เขาไม่ใช่คนในสำนักเรา ถ้าหากบุกรุกเข้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ เกรงว่าจะถูกประตูไร้สิ่งสรรพกลืนกินได้”
“ยืนอยู่ด้านนอกแดนศักดิ์สิทธิ์ น่าจะไม่เกิดผลกระทบอะไร” เจ้าสำนักอธิบาย ผู้อาวุโสสวีเข้าใจจึงขานรับ “ขอรับ”
“ศิษย์น้อง เชิญ”
ลู่เฉินเดินตามผู้อาวุโสสวีไป ขณะเดินไปตามทางนั้น ผู้อาวุโสสวีกระซิบออกมาเบา ๆ ว่า “ศิษย์น้อง เมื่อไปถึงยังแดนศักดิ์สิทธิ์ ต้องรักษาระยะห่างด้านนอกหนึ่งร้อยก้าว ห้ามเข้าไปใกล้แท่นบูชาภายในแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นอันเด็ดขาด มิเช่นนั้น ประตูอาจจะดูดเจ้าเข้าไปและดูดเลือดเจ้าจนแห้งเหือด สุดท้ายจะนำวิญญาณของเจ้าออกไปได้”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “มีประตูลึกลับเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ใช่ ประตูนี้แปลกประหลาดเกินไป และเคยมีคนภายนอกคิดอยากเข้าไปใกล้ ผลคือเหลือเพียงกระดูกไปเสียแล้ว” ผู้อาวุโสสวีพูดถึงความลึกลับของมัน แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “ข้าอยากดูสักนิดว่าประตูใดกันที่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของได้”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง” ผู้อาวุโสสวียืนยัน
ลู่เฉินยิ้ม “จริงหรือ?”
“โลหิตวิญญาณพฤกษาเพียงหนึ่งหยด ก็สามารถได้รับเม็ดยาแปลงเซียนหนึ่งเม็ด และเม็ดยาแปลงเซียนนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าล้ำค่าเพียงใด?” เมื่อผู้อาวุโสสวีพูดถึงสิ่งนี้ แววตาก็เป็นประกายขึ้นมา
“เม็ดยาแปลงเซียน สำหรับพวกเจ้าผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดแล้วถือว่าล้ำค่ามาก แต่ในสายตาของข้า มันก็เป็นเพียงแค่ยาเม็ดหนึ่งเท่านั้น”
“ศิษย์น้อง เจ้ายังไม่ถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม ไม่แม้แต่จะแตะขั้นก่อกำเนิดด้วยซ้ำไป ย่อมไม่รู้ถึงความล้ำค่าของเม็ดยาแปลงเซียนนี้” เมื่อผู้อาวุโสสวีคิดถึงมัน เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ทว่าลู่เฉินคร้านจะอธิบายให้มากความ จึงเดินไปพลางถามไปว่า “ประตูนี้มีขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?”
“ตั้งแต่บรรพชนก่อสร้างสำนัก มันก็มีอยู่แล้ว และเป็นที่เล่าขานมาถึงปัจจุบัน”
“เช่นนั้น สำนักกู่หวงของพวกเจ้า เหตุใดจึงต้องย้ายมายังภูเขาโบราณหนานหวง? หรือเป็นเพราะสุสานโบราณนั่น?” ลู่เฉินเอ่ยถาม แต่ผู้อาวุโสสวีกลับตอบกลับอย่างลำบากใจว่า “ใช่แล้ว เพราะหากต้องการสิ่งใด เราก็สามารถไปนำมาจากสุสานโบราณได้”
“ดูเหมือนว่าเจ้าสำนักของพวกเจ้า น่าจะปิดบังเรื่องอะไรบางอย่างกับพวกเจ้า” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
“เป็นไปได้เช่นไร?” ผู้อาวุโสสวีไม่เชื่อ ส่วนลู่เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงคิดว่าเห็นทีต้องไปทำความเข้าใจสำนักแห่งนี้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยสืบหาว่าเหตุใดสำนักแห่งนี้จึงต้องย้ายมาที่นี่
เมื่อผู้อาวุโสสวีเห็นว่าลู่เฉินไม่พูดอะไรต่อ ในใจจึงรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย
จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่งที่มีเขตแดนค่ายกลล้อมอยู่ เมื่อผ่านเขตแดนค่ายกลเข้ามา มันก็เผยให้เห็นกำแพงสูงอยู่ไกล ๆ และภายในกำแพงสูงนั้น หากดูดี ๆ ก็จะเห็นแท่นบูชาลักษณะกลม
ขณะเดียวกัน ใจกลางแท่นบูชามีประตูโบราณอยู่บานหนึ่ง มันดูแปลกพิกลนัก เพราะเมื่อมองเข้าไปภายในช่องว่างนั้นแล้ว พวกเขากลับพบเพียงความมืดมิด
“เห็นประตูบานนั้นหรือไม่? นั่นก็คือประตูไร้สิ่งสรรพ!” ผู้อาวุโสสวีที่ยืนอยู่บนหุบเขาเอ่ยพลางชี้ไปยังประตูบานนั้น
หลังจากที่ลู่เฉินใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เขาก็พบว่าด้านหลังประตูบานนี้มีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งอยู่ ราวกับว่าต้องการดูดบางสิ่งเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินรู้สึกแปลกใจ “คนของสำนักกู่หวงของพวกเจ้าสามารเข้าไปใกล้ได้หรือ?”
“ใช่ เมื่อศิษย์ของสำนักกู่หวงเข้าใกล้จะไม่เกิดเรื่องใดขึ้น” ผู้อาวุโสสวีอธิบาย แต่ลู่เฉินยังคงไม่เชื่อ
“ข้าจะไปดูเสียหน่อย”
“อย่า นั่นอันตรายเกินไป!”
ทว่าลู่เฉินไม่ฟังคำเตือนใด ๆ ของผู้อาวุโสสวี เขาใช้เคล็ดวิชาหมื่นลี้ และเพียงพริบตาเดียวก็ไปถึงหน้าประตู
ภาพดังกล่าว …ทำให้ผู้อาวุโสสวีรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา!