ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 212 ประตูเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ภายในยังมีความลึกลับซ่อนอยู่!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 212 ประตูเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ภายในยังมีความลึกลับซ่อนอยู่!
บทที่ 212 ประตูเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ภายในยังมีความลึกลับซ่อนอยู่!
เมื่อลู่เฉินมาถึงหน้าบานประตู เขาก็สัมผัสได้ทันทีว่าประตูบานนี้… มีพลังที่แข็งแกร่งบางอย่างกำลังดึงดูดตนเข้าไป!
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ลู่เฉินพลันใช้เถาวัลย์ออกมาพันรัดประตูบานนี้ไว้ แต่ใครจะคาดคิดว่าเถาวัลย์กลับถูกบดขยี้จนแหลกในคราเดียว
ลู่เฉินจึงทำได้เพียงนำคันธนูออกมา ส่งศรจากธนูเงามารโจมตีเข้าไปยังประตูบานนี้
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
แต่ไม่ว่าจะปล่อยลูกศรออกไปมากเพียงใด ประตูบานนี้ยังคง ‘กลืนกิน’ ปราณศรเหล่านั้นเข้าไป
เมื่อเห็นว่าการโจมตีเหล่านี้ไร้ความหมาย ลู่เฉินจึงใช้เคล็ดวิชาคุมจิตวิญญาณ
ประตูบานนั้นจึงเกิดการสั่นไหว ราวกับว่ามันสัมผัสได้ถึงสิ่งน่าหวาดกลัวบางอย่าง
ไม่เพียงเท่านั้น พลังภายในของลู่เฉินยังเปลี่ยนไปในฉับพลัน มันแผ่กลิ่นอายแห่งศาสตราวุธออกมา กลิ่นอายแห่งราชันย์หมื่นศาสตรา!
‘กลิ่นอาย’ ที่แข็งแกร่งนั้น ทำให้ประตูบานนี้ ‘หวาดกลัว’ ในที่สุด ก่อนที่มันจะหยุดทำการใด ๆ และเปลี่ยนเป็นตั้งรับแทน
ผู้อาวุโสสวีที่มองอยู่ไกล ๆ ถึงกับตกตะลึง “นี่มัน…”
และในขณะนั้นเอง เจ้าสำนักที่อยู่ในมุมมืดพลันรู้สึกตกใจขึ้นมา “พ่อหนุ่ม เหตุใดเจ้าจึงทำให้มันหยุดลงได้?”
ลู่เฉินจึงตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่ว่าจะสมบัติวิญญาณใด เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าก็ต้องยอมจำนนทั้งสิ้น!”
จำนน? เจ้าสำนักรู้มึนงงขึ้นมา ส่วนผู้อาวุโสสวีก็รีบมาทันที ก่อนจะมองไปยังประตูไร้สิ่งสรรพที่นิ่งงันไป พลางกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง “ประตูบานนี้ยังสามารถใช้ได้หรือไม่?”
ลู่เฉินไม่ได้ตอบ เพียงแค่เดินไปข้างหน้า วางมือข้างหนึ่งไว้บนบานประตู จากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลง
เมื่อลู่เฉินแทรกจิตวิญญาณเข้าไปแล้ว เขาก็ได้พบกับสถานที่รกร้างแห่งหนึ่ง และภายในสถานที่รกร้างนั้นมีโครงกระดูกที่กำลังส่องแสงสีดำตั้งอยู่
“ผู้ใด!” ดวงตาคู่นั้นของโครงกระดูกเป็นประกายสีดำขึ้นมา และจ้องมองไปยังจิตวิญญาณของลู่เฉิน
ลู่เฉินที่มาในสภาพ ‘ร่างโปร่งแสง’ จ้องมองไปยังโครงกระดูก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ที่นี่คือที่ใด?”
จริง ๆ แล้วลู่เฉินมองคราเดียวก็สามารถดูออกว่าประตูบานนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงทางผ่านที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่อื่นได้!
โครงกระดูกนั่นตะโกนตอบกลับมาว่า “เหตุใดจึงต้องบอกเจ้า?”
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะจัดการเจ้าหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
แต่โครงกระดูกกลับหัวเราะ “จัดการข้า? เช่นนั้นเจ้าก็คงต้องมาที่นี่ให้ได้เสียก่อน”
ขณะนี้ลู่เฉินมีเพียงจิตวิญญาณ ถ้าหากต้องการจัดการมันอาจจะดูยากเกินไป แต่ชายหนุ่มกลับตอบไปว่า “ข้าสามารถทะลุผ่านสภาพตั้งรับเช่นนี้ของเจ้าได้”
“ทะลุผ่าน? เช่นนั้นลองดูว่าเจ้ามีพลังแข็งแกร่งเพียงนั้นหรือไม่” โครงกระดูกเอ่ยอย่างยั่วยุ
สิ้นคำนั้น ลู่เฉินพลันถอนจิตวิญญาณถอยออกมา จากนั้นเปลี่ยนเป็นใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อดูว่าสามารถทำลาย ‘สภาพตั้งรับ’ นี้ได้หรือไม่ แต่พลังที่อยู่บนบานประตูนี้แปลกประหลาดเกินไป และหลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พบว่าที่ด้านบนของบานประตูนี้… มีอักขระยันต์สลักอยู่!
อักขระยันต์นี้ค่อนข้างอยู่ในขั้นสูง
แต่ไม่ยากเกินความสามารถของลู่เฉิน
ดังนั้นลู่เฉินจึงใช้เคล็ดทลายอักขระทำลายอักขระยันต์พวกนี้ในคราเดียว ทำให้สภาพตั้งรับหายไป และปรากฏทางเดินมืดสนิทขึ้นมาแทน ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้น ลู่เฉินจึงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปยังทางเข้าและหายเข้าไปด้านใน
ผู้อาวุโสสวีตกตะลึงขึ้นมาทันที เขาตะโกนไปยังกลางอากาศว่า “เจ้าสำนัก นี่มัน….”
“ดูไปเสียก่อนค่อยพูด” น้ำเสียงของเจ้าสำนักแฝงไว้ด้วยความคาดไม่ถึง
ส่วนลู่เฉินนั้น หลังจากที่เดินไปได้ครึ่งระยะทางแล้ว เขาก็มาถึงยังพื้นที่รกร้าง แต่รอบกายกลับมีเขตแดนทรงพลังขวางกั้นไว้ และเขตแดนนี้มันก็จำต้องใช้ขั้นพลังที่สูงไม่น้อยจึงจะทำลายมันได้!
ภายในเขตแดนนี้ โครงกระดูกนั้นนั่งอยู่ภายใน มันมองมายังลู่เฉินด้วยแววตาประหลาดใจ “ในที่สุด เจ้าก็มีชีวิตรอดมาถึงในนี้ได้?”
ลู่เฉินยิ้ม “ทำไมจะไม่ได้หรือ?”
“ดูเหมือนว่า ข้าจำเป็นต้องทำให้เจ้ารู้ถึงความแข็งแกร่งของข้าเสียแล้ว” จู่ ๆ โครงกระดูกก็พุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูง มันเข้าประชิดหน้าลู่เฉินในพริบตาเดียว จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นนำมีดกระดูกออกมาและแทงไปยังลู่เฉินทันที
แต่ลู่เฉินเปิดใช้ ‘กำแพงพันชั้น’ ทันเวลา ทำให้มีดกระดูกโจมตีลงด้านบนกำแพง และทำลายไปได้เจ็ดสิบกว่าชั้น ก่อนที่จะเกิดแสงกระทบโดยรอบและคมมีดนั้นก็เด้งกลับไป
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้โครงกระดูกรู้สึกแปลกใจ มันจึงลองอีกครั้ง ทว่าก็ได้ผลเช่นเดิม ส่วนลู่เฉิน นั้นหัวเราะลั่นก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ดูเหมือนว่าพลังของเจ้าจะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คุยเสียแล้ว”
“นี่เป็นเพียงร่างส่วนหนึ่งของข้าเท่านั้น!” โครงกระดูกพูดด้วยความโอ้อวด
“โอ้? ร่างเพียงส่วนหนึ่ง?”
“ใช่!” โครงกระดูกพูดจบก็โจมตีต่อไป แต่ผลก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือไม่สามารถทำลายการป้องกันของลู่เฉินทั้งหมดได้ สุดท้ายกลับยังถูกเถาวัลย์ของอีกฝ่ายพันรัดไว้
นี่จึงทำให้โครงกระดูกบันดาลโทสะขึ้นมา “พ่อหนุ่ม ข้าแนะนำให้เจ้าปล่อยข้า มิเช่นนั้น เจ้าจะต้องเสียใจ”
“เสียใจ?”
“ใช่!” เมื่อโครงกระดูกเอ่ยจบ ไอภูตผีก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมาในบริเวณรอบ ๆ
เมื่อเห็นไอภูตผี ลู่เฉินจึงเผยยิ้มออกมา “ที่นี่ แท้จริงก็มีไอภูตผี!”
“เมื่อเจ้ารู้ เช่นนั้นก็ทราบว่าที่นี่น่ากลัวเพียงใด!” โครงกระดูกคิดว่าเมื่อลู่เฉินถูกตนข่มขู่แล้วจะเกิดความหวาดกลัว แต่ชายหนุ่มกลับไม่สนใจ “เพียงไอภูตผีพวกนี้ อย่าคิดฝันไปเสียจะดีกว่าว่าข้าจะกลัว”
“เจ้าไม่กลัว?”
“ไร้สาระ!” ลู่เฉินย่อมไม่สนใจ แต่โครงกระดูกยังคงไม่เชื่อ มันพูดจาข่มขู่ลู่เฉินต่อ ไป “อีกไม่นาน เจ้าจะรู้ถึงความน่าหวาดกลัวของที่นี่เป็นแน่”
ทันใดนั้น ไอภูตผีที่เกิดขึ้นก็ยิ่งดูหนาแน่น
แต่หลังจากพลังภายในของลู่เฉินเกิดการเปลี่ยนแปลง มันก็ทำให้ทั้งร่างของเขาอยู่ในสถานะที่สามารถรับไอภูตผีได้ ดังนั้นจึงไม่เกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มแม้แต่น้อย
“นี่มัน…” โครงกระดูกรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดมนุษย์ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนนี้จึงไม่สนใจต่อไอภูตผี
“บอกมาเถิด เจ้าคือผู้ใด เหตุใดที่นี่ยังมีโลกเช่นนี้ได้ และมันคือโลกใดกัน?” ลู่เฉินรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากจึงเอ่ยถามออกมา แต่โครงกระดูกกลับตะโกนกลับมาว่า “อยากให้ข้าบอกเจ้า? ฝันไปเถิด!”
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะทำลายเจ้าหรือ?”
“นี่เป็นเพียงอีกร่างหนึ่งของข้า ตายก็คือตาย มากไปกว่านั้นข้าก็เพียงกลับไปยังร่างเดิมและกลับมาแก้แค้นเจ้า!”
เมื่อลู่เฉินได้ฟังจึงเผยยิ้มออกมา “เช่นนั้น คงต้องทำให้ร่างหลักเดิมของเจ้าเจ็บปวดเสียบ้าง!”
ลู่เฉินจึงก้าวออกไปข้างหน้า จากนั้นลงอักขระยันต์ไว้บนร่างของโครงกระดูกนี้ และเมื่ออักขระยันต์เหล่านี้ส่องประกายแสงสีทองจาง ๆ มันก็ทำให้โครงกระดูกนี้รู้สึกเจ็บปวดทั้งร่างกายและศีรษะจนทนไม่ได้
“นี่เจ้า …ทำอะไรกันแน่?”
“นี่เรียกว่ายันต์เผาวิญญาณ ใช้เพื่อเผาวิญญาณภูตผีโดยเฉพาะ และถึงแม้จะเป็นเพียงร่างส่วนหนึ่งของเจ้า ทว่าร่างเดิมเจ้าก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน” ลู่เฉินยิ้ม เขามองไปยังโครงกระดูกตรงหน้า มั่นใจว่าร่างเดิมของโครงกระดูกนี้ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
หลังจากได้ยินเช่นนั้น โครงกระดูกนี้ก็พลันบันดาลโทสะจนดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเปลวไฟ มันกล่าวว่า “ข้าจะบอกเจ้าเสียก่อน ทางที่ดีที่สุดเจ้าจงรีบหยุดเสีย มิเช่นนั้น เจ้าจะต้องเสียใจ!”
“ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าที่นี่คือสถานที่เช่นไร เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องสร้างประตูบานนี้ขึ้นมา และยังมีเส้นเขตแดนรอบ ๆ นี้อีก มันเกิดขึ้นได้เช่นไร?” ลู่เฉินมองไปยังเขตแดนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขา และมั่นใจว่าขั้นพลังของตนเองในขณะนี้ไม่สามารถทำลายมันได้
แต่โครงกระดูกนี้กลับยังคงดื้อดึง “ข้าจะไม่บอกเจ้า!”
“ไม่เป็นไร ข้าพอมีเวลาเล่นกับเจ้าอยู่บ้าง” ลู่เฉินเอ่ยจบก็จัดวางค่ายกลเล็ก ๆ ขึ้นบริเวณรอบ ๆ เพื่อยับยั้งโครงกระดูกนี้ ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถขยับกายได้ และปล่อยให้ยันต์เผาวิญญาณต่อไปเรื่อย ๆ
“เจ้า เจ้าจงรอข้าก่อนเถิด!”
“ข้าจะรอ!” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นจึงออกไปจากที่นี่ทันที
เมื่อผู้อาวุโสสวีเห็นลู่เฉินเดินออกมาจึงคลายกังวล “ศิษย์น้อง ด้านหลังนั้นมีอะไรอยู่หรือ?”
“เจ้าไม่รู้หรือ?”
“ข้า… พวกข้าไม่เคยเข้าไป” ผู้อาวุโสสวีอธิบาย
ลู่เฉินมองไปบนท้องฟ้า กวาดสายตาหาผู้ที่อยู่ในมุมมืดและเอ่ยถาม “เช่นนั้น เจ้าผู้เป็นเจ้าสำนัก รู้หรือไม่ว่าด้านในเป็นเช่นไร?”