ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 213 เจ้าสำนักมารราตรีต้องการออกจากภูเขา
บทที่ 213 เจ้าสำนักมารราตรีต้องการออกจากภูเขา
เจ้าสำนักผู้นี้ครุ่นคิดหลายสิ่ง แต่ยังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด
ลู่เฉินจึงเผยยิ้มออกมา “เช่นไร? ไม่คิดจะตอบหรือ?”
“ไม่ใช่ไม่คิดจะตอบ เพียงแค่ข้าเองก็ยังไม่เคยเข้าไป เพียงแค่ได้ยินมาว่าภายในนั้นมีเสียง และเสียงนั้นก็น่ากลัวมาก” เจ้าสำนักอธิบาย
ลู่เฉินเชื่อเพียงครึ่ง ขณะที่อีกครึ่งยังคงสงสัยอยู่ “จริงหรือ?”
“จริง!”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คิดว่าจะนำประตูบานนี้ไปด้วย ได้หรือไม่?” คำพูดของลู่เฉินทำให้ผู้อาวุโสสวีและเจ้าสำนักต่างตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะเจ้าสำนักที่เอ่ยถามด้วยความสงสัยอยู่ในมุมมืด “นี่เป็นสมบัติวิญญาณของสำนักกู่หวง ไม่สามารถมอบให้คนนอกได้!”
ทว่าลู่เฉินไม่ฟัง เขาควบคุมให้ประตูไร้สิ่งสรรพบานนี้ย่อขนาดเล็กลง ก่อนจะกางฝ่ามือและรับประตูบ้านเล็กที่ย่อจนมีสภาพคล้ายก้อนหินไว้กลางฝ่ามือ
ฉากดังกล่าวทำให้ผู้อาวุโสสวีเบิกตากว้าง “นี่มัน…”
ลู่เฉินไม่สนใจกับท่าทีดังกล่าว เขาเก็บมันเข้าไปก่อนจะเงยหน้าพูดกับท้องฟ้าว่างเปล่าด้วยน้ำเสียงติดตลก “สิ่งนี้หากอยู่ที่นี่กับเจ้า มันจะไม่ปลอดภัย”
“เจ้ารู้เรื่องอันใดมา?” เจ้าสำนักถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “ด้านในมีชายผู้น่าหวาดกลัวอยู่คนหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้สามารถแผ่ไอภูตผีออกมาได้ สามารถปลิดชีวิตเจ้าได้ตลอดเวลา ดังนั้นข้าจึงคิดว่าข้าควรช่วยพวกเจ้าด้วยการเก็บรักษามันไว้จะดีกว่า”
“นี่…” เจ้าสำนักรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“อย่างไร? หรือเจ้ามีปัญหา?”
“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของสำนักกู่หวง ถ้าหากเจ้าทำหายไป …เช่นนั้นข้าคงรู้สึกผิดต่อสำนัก” คำพูดของเจ้าสำนักแฝงไปด้วยความคับข้องใจ
“แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่มอบคืนแก่เจ้า …ไม่ใช่หรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ทางฝั่งของเจ้าสำนักก็กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก สุดท้ายจึงกล่าวว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน …หากเจ้าต้องการนำประตูบานนั้นไป เจ้าก็จงนำสิ่งนี้ไปด้วย”
พูดจบ แผ่นป้ายวิญญาณแผ่นหนึ่งก็ลอยลงมาอยู่กลางฝ่ามือลู่เฉิน
เห็นเพียงด้านบนถูกสลักอยู่ไม่กี่ตัวอักษร ‘กู่หวง!’
“นี่คือสิ่งใด?” ลู่เฉินไม่เข้าใจ
“ผู้ที่สามารถครอบครองประตูบานนี้มีเพียงเจ้าสำนักกู่หวงเท่านั้น และเมื่อเจ้ายืนกรานจะเอามันไป เช่นนั้นข้าจึงมอบแผ่นป้ายวิญญาณกู่หวงที่เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าสำนักกู่หวงให้เจ้า และเพียงเท่านี้ ก็ไม่ถือว่าข้ายศต่อสำนักแล้ว” เจ้าสำนักอธิบาย
แต่ผู้อาวุโสสวีที่อยู่อีกด้านหนึ่งกลับหวาดกลัวขึ้นมา “เจ้าสำนัก นี่เป็นไปไม่ได้!”
“ข้าคิดว่าเขามีความสามารถเพียงพอ” เจ้าสำนักพูดด้วยรอยยิ้ม
ลู่เฉินจึงหยิบแผ่นป้ายวิญญาณขึ้นมา พลางแสดงสีหน้าประหลาดใจ “มอบสำนักให้ข้า? เจ้าเพี้ยนไปแล้วหรือ? หรือว่าต้องการต่อรอง?”
“สำนักกู่หวงเลือกเจ้าสำนักตามโชคชะตา ส่วนเจ้า… เจ้ามีโชคชะตาต่อประตูไร้สิ่งสรรพนี้! เช่นนั้นการที่เจ้าเป็นเจ้าสำนักกู่หวงนั้นย่อมไม่แปลก!”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ถ้าหากข้าไม่ทำ?”
“เจ้าไม่ทำก็ไม่เป็นไร แต่พวกเราก็จะยังคงแต่งตั้งเจ้าเป็นเจ้าสำนักอยู่ดี” เจ้าสำนักผู้นั้นยังคงยืนกระต่ายขาเดียว*[1]
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นจึงอดยิ้มทั้งน้ำตาออกมาไม่ได้ “ขออภัยด้วย ข้าไม่สนใจจริง ๆ!”
ลู่เฉินเอ่ยจบก็มอบแผ่นป้ายวิญญาณคืนให้กับผู้อาวุโสสวี และใช้เคล็ดวิชาหมื่นลี้หายตัวไปในพริบตาเดียว
ผู้อาวุโสสวีสับสนขึ้นมา “เจ้าสำนัก นี่…”
“ฟังคำสั่งของข้า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาคือเจ้าสำนักกู่หวงของเรา”
“เจ้าสำนัก พวก… พวกข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร ไม่รู้สักนิด พวกเรา…” ผู้อาวุโสสวีพูดด้วยความกังวลเล็กน้อย แต่เจ้าสำนักยังคงสั่งการต่อ “ไม่ยาก เจ้าเพียงนำคนไปยังแดนทักษิณาเพื่อสืบหาข้อมูล ข้าคิดว่าด้วยทักษะของเขา มันคงไม่ยากที่จะรู้ที่มาที่ไปของเขาได้”
ผู้อาวุโสสวีจึงทำได้เพียงแค่ตอบรับ “ได้ เช่นนั้นข้าจะไปทันที”
…
หลังจากที่ผู้คนในสำนักกู่หวงรู้ว่ามีเจ้าสำนักคนใหม่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา พวกเขาต่างก็แปลกใจว่าคนผู้นี้คือใคร แต่ลู่เฉินได้เดินทางออกไปไกลแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่รู้ว่าภายในสำนักกู่หวงนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ส่วนผู้อาวุโสสวีนั้น เขาก็ได้ออกไปตามหาเกามู่และคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านนอก
เมื่อพบเจอศิษย์เหล่านี้ มันก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับข่าวเรื่องเจ้าสำนักคนใหม่มาบ้างแล้ว จึงพากันเข้ามาล้อมผู้อาวุโสสวีแล้วถามให้วุ่น
“ผู้อาวุโสสวี เจ้าสำนักใหม่ผู้นี้คือผู้อาวุโสท่านไหนหรือ?” มีคนเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่ผู้อาวุโสสวีส่ายหน้าปฏิเสธ และนำแผ่นป้ายวิญญาณกู่หวงออกมา
เกามู่อ้าปากค้าง “ท่าน ท่านกลายเป็นเจ้าสำนักแล้วหรือ?”
คนอื่น ๆ ต่างรู้สึกเหนือความคาดหมาย ก่อนจะพากันกล่าวแสดงความยินดีออกมา
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นชายหนุ่มผู้นั้น!” ผู้อาวุโสสวีถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงค่อย ๆ อธิบายทุกอย่าง และเมื่อทุกคนได้ฟัง พวกเขาต่างก็พากันสับสนไปหมด
“อันใดนะ? เจ้าสำนักมอบตำแหน่งให้ แต่เขากลับไม่รับ? แล้วก็ออกเดินทางไปแล้ว?” เกามู่รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เช่นเดียวกับบรรดาศิษย์คนอื่นที่ต่างก็ตกตะลึง ซึ่งผู้อาวุโสสวีก็ได้ตอบรับคำถามนั้น เขากล่าวว่า “ดังนั้น ตอนนี้ข้าต้องนำทางพวกเจ้าออกเดินทาง เพื่อไปสืบหาประวัติความเป็นมาของเขา และทำให้อีกฝ่ายรับแผ่นป้ายนี้ให้ได้!”
ทุกคนสบสัน ราวกับคาดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะกลายเป็นเจ้าสำนักไปได้ แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ยอมรับ
และที่สำคัญ ตอนนี้ผู้อาวุโสสวีต้องการที่จะพาพวกเขาไปตามหาลู่เฉิน และต้องมอบแผ่นป้ายนี้ให้คนผู้นั้นอีกงั้นหรือ?!
ผู้อาวุโสสวีมองผู้คนที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง แล้วจึงเอ่ยออกมาว่า “มัวอึ้งอันใดกัน? ไป! ออกเดินทางกัน!”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน จากนั้นจึงเตรียมพร้อมและตามผู้อาวุโสสวีออกไป
ขณะที่ทางฝั่งลู่เฉิน เขาได้เดินทางออกจากภูเขาโบราณหนานหวงแล้ว และยังคงเดินทางต่อไป จนกระทั่งเวลาผ่านไปสองถึงสามวัน ลู่เฉินจึงนั่งพักที่ภูเขารกร้างแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงนำประตูไร้สิ่งสรรพออกมา
เพียงไม่นาน ลู่เฉินก็แทรกจิตวิญญาณเข้าไปภายใน
เห็นเพียงโครงกระดูกยังคงอยู่ภายในค่ายกล มันถูกมัดตรึงเอาไว้ และยันต์เผาวิญญาณนั้นก็ทำให้จิตวิญญาณของมันอ่อนแอลงอย่างมาก กระทั่งเจ็บปวดจนกรีดร้องออกมาไม่หยุด
“เป็นอย่างไรบ้าง คิดออกหรือยัง?”
“พ่อหนุ่ม ข้า ข้าบอกเจ้าไว้ก่อน ข้าจะต้องจับเจ้า และฆ่าเจ้าให้ได้!” โครงกระดูกเอ่ยด้วยความโกรธแค้น ลู่เฉินจึงแสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าบทเรียนนี้ยังไม่พอสำหรับเจ้า!”
“ฮึ! ถึงแม้เจ้าจะทำลายร่างนี้ของข้า ข้าก็จะไม่ยอมจำนน”
“ได้ รอก่อนเถิด ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะอดทนไปได้นานอีกเท่าไหร่เชียว” ลู่เฉินจึงเก็บประตูไร้สิ่งสรรพกลับมา จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกไป
…
ขณะนั้นเอง ภายในถ้ำของสำนักมารราตรี หลันหยาที่สวมชุดคลุมและหน้ากากสีฟ้าได้หันไปกล่าวต่อกลุ่มหมอกด้วยความเคารพ “เจ้าสำนัก”
“ตรวจสอบได้ความเช่นไรบ้าง?” เสียงใส ๆ ของหญิงสาวเอ่ยถามขึ้นมา
“เถียนอวิ๋นเมิ่งและเสี่ยเจี้ยนต่างก็เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสม่อ ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่าเป็นผู้อาวุโสม่อ” หลันหยาอธิบาย
“ผู้อาวุโสม่อ? มีหลักฐานหรือไม่?”
หลันหยาตอบด้วยความหดหู่ว่า “ตอนนี้ยังไม่มี”
“ไม่มี?”
“ข้าอยากตามหาเสี่ยเจี้ยนเพื่อลองสืบสวนดู แต่เสี่ยเจี้ยนได้นำศิษย์บางกลุ่มออกไป และตอนนี้เขาหายตัวไปที่ใดไม่อาจรู้ได้” หลันหยารายงาน แต่เจ้าสำนักกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ศิษย์ของสำนักมารราตรีนี้ นับวันยิ่งหยิ่งผยองมากขึ้น แม้แต่ไปที่ใดก็ไม่กลับมารายงาน!”
“เจ้าสำนัก เช่นนั้นต่อไปจะทำเช่นไร?”
“คุณชายลู่ผู้นั้นบอกว่าต้องหาคนผู้นั้นที่สามารถใช้เคล็ดวิชาเปลี่ยนร่างให้ได้หรือ?”
“ใช่ เราติดคำอธิบายแก่เขา” หลันยากล่าว
เจ้าสำนักหยุดคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับมาว่า “เจ้าจงคิดหาวิธี …จงตามหาเสี่ยเจี้ยนผู้นั้นให้พบ!!”
“แต่เขา…”
“เสี่ยเจี้ยนผู้นี้มีความหมายต่อเถียนอวิ๋นเมิ่ง ข้าคิดว่าเถียนอวิ๋นเมิ่งไปที่ใด เขาต้องอยู่ที่นั่นเช่นกัน”
“แต่เถียนอวิ๋นเมิ่งกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว และนางได้ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่เท่ากับว่าเสี่ยเจี้ยนก็ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“เช่นนั้นก็คอยสังเกตดูสถานการณ์ในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
“แต่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กำลังเตรียมตัวล้อมโจมตีสำนักเก้าสุขสงบ คาดว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไปที่สำนักเก้าสุขสงบ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าสำนักจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “เช่นนั้น เจ้าจงไปหาศิษย์และผู้อาวุโสที่เชื่อใจได้มากลุ่มหนึ่ง!”
“เจ้าสำนักกำลังคิดว่า…?”
“ข้าจะไปยังสำนักเก้าสุขสงบด้วยตัวเอง”
“ว่าอย่างไรนะ?!” หลันหยาตกตะลึงขึ้นมา
[1] ยืนกระตายขาเดียว เป็นสำนวน หมายถึง พูดยืนยันอยู่คำเดียวโดยไม่เปลี่ยนความคิดเดิม