ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 214 ภายนอกสำนักเก้าสุขสงบ กองทัพเคลื่อนพล!
บทที่ 214 ภายนอกสำนักเก้าสุขสงบ กองทัพเคลื่อนพล!
“มีปัญหาใดหรือ?” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นมา หลันหยาจึงตอบด้วยความกระวนกระวายใจ “เจ้าสำนัก ท่านกำลังบาดเจ็บ ยิ่งถ้าออกไปภายนอก เมื่อถึงเวลานั้นหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นภายใน เกรงว่า…”
“วางใจเถิด ภายในสำนักยังมีผู้อาวุโสสูงสุดอยู่อีกกลุ่ม ดังนั้นต่อให้มอบความกล้าหาญแก่พวกเขา คนพวกนั้นก็ไม่กล้าสร้างความวุ่นวายแม้แต่น้อย” เจ้าสำนักอธิบาย
หลันหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไปว่า “เช่นนั้น ข้าขอไปเตรียมตัวเสียก่อน”
“อืม” หลังจากเจ้าสำนักขานรับ หลันหยาก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
เมื่อหลันหยาออกไปแล้ว เจ้าสำนักจึงพึมพำกับตัวเอง “สำนักเก้าสุขสงบ… ลู่เฉิน…”
…
ภายในสำนักเก้าสุขสงบในเวลานี้ พื้นที่บริเวณนั้นได้มีผู้คนจากหลาย ๆ สำนักมารวมตัวกัน โดยที่คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนมากที่สุด และพวกเขาก็พากันส่งเสียงก่อกวน หวังให้ศิษย์สำนักเก้าสุขสงบทนไม่ไหวจนต้องออกมา
แต่คนของสำนักเก้าสุขสงบนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ออกมา! ทำให้เยว่เซียวโกรธจนแทบบ้า
ทว่าเมื่อก่อกวนไม่ได้ผล คนของสำนักอื่น ๆ รวมถึงคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จึงพากันเดินสำรวจไปรอบ ๆ ด้านนอกสำนักเก้าสุขสงบ
นอกจากคนเหล่านี้ …ก็ยังมีเสี่ยเจี้ยนและศิษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่แอบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด
แต่ขณะนั้น เสี่ยเจี้ยนจัดคนให้ไปคอยมองอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป ส่วนตนนั้นเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่งและนำกระจกเงาออกมา
ภายในกระจกบานนี้ เสี่ยเจี้ยนมองเห็นหนานกงมู่
หนานกงมู่จ้องมองมายังเสี่ยเจี้ยนพลางเอ่ยถาม “เป็นเช่นไร? มีข่าวคราวบ้างหรือไม่?”
“ตอนนี้มีคนจากหลายสำนักเดินทางมา แต่ไม่ว่าอย่างไรคนของสำนักเก้าสุขสงบก็ไม่ยอมออกมา และลู่เฉินผู้นั้น ดูเหมือนว่าเวลานี้จะไม่อยู่ภายในสำนักเก้าสุขสงบ” เสี่ยเจี้ยนอธิบาย ซึ่งเมื่อหนานกงมู่ได้ฟัง นางก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา “ไม่อยู่ที่นั่น?”
“ข้าได้ยินมาว่า หลังจากที่เขาไปภูเขาเพื่อเก็บสมุนไพร หลังจากนั้นร่องรอยก็สูญหายไม่อาจพบเจอได้อีก” เสี่ยเจี้ยนรายงาน
เมื่อได้ยินดังนั้น หนานกงมู่จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาว่า “เขาจะต้องกลับมาแน่!”
“ได้ ข้าจะคอยเฝ้าอยู่ที่นี่” เสี่ยเจี้ยนพยักหน้า
หลังจบบทสนทนา ภาพของหนานกงมู่ก็ค่อย ๆ จางหายไป คงเหลือไว้เพียงภาพสะท้อนของเสี่ยเจี้ยนที่ขมวดคิ้วมุ่น และคอยเฝ้าอยู่รอบ ๆ ต่อไป
ส่วนผู้คนจากสำนักอื่น ๆ ก็ทยอยมาทีละคน
…
เมื่อเวลาผ่านไปห้าวัน กู่ทงพลันปรากฏตัวพร้อมกับปรมาจารย์ด้านค่ายกลกลุ่มหนึ่ง และเมื่อผู้คนจากสำนักอื่นเห็นพวกเขา คนเหล่านั้นต่างก็เข้ามาแสดงความเคารพทันที โดยเฉพาะเยว่เซียวที่ยิ้มพลางมองกู่ทงแล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสกู่”
“เป็นเช่นไร คนมาครบกันหรือยัง?” กู่ทงเอ่ยถาม
เยว่เซียวตอบกลับทันทีว่า “ยังมีคนจากอีกหลายสำนักที่อยู่ค่อนข้างไกล คาดว่าน่าจะอีกสองถึงสามวัน”
“สองถึงสามวัน? นานเกินไป” กู่ทงส่ายหัว
“เช่นนั้นผู้อาวุโสกู่ ท่านคิดจะทำอย่างไร?”
“ปรมาจารย์ด้านค่ายกลของข้าต้องการจัดค่ายกลขึ้นรอบ ๆ เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าจงให้ความร่วมมือกับพวกเขา สร้างค่ายกลขนาดใหญ่ขึ้นด้วยกัน” กู่ทงอธิบาย ทำให้เยว่เซียวแปลกใจเล็กน้อย “ค่ายกลขนาดใหญ่?”
“ค่ายกลขนาดใหญ่นี้สามารถต้านทานค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบได้” กู่ทงพูดด้วยความมั่นใจ
เมื่อเยว่เซียวได้ฟัง เจ้าตัวก็รู้สึกดีใจขึ้นมา “เช่นนั้นก็ช่างดีเสียจริง”
“มา ทุกคนมาช่วยกันเถิด” เมื่อกู่ทงพูดจบ เขาก็ให้คนรอบกายของตนไปจัดค่ายกล ส่วนคนของหลาย ๆ สำนักต่างก็คอยช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม บนภูเขาที่อยู่ไกลออกไป หลันหยาได้เอ่ยกับหญิงที่สวมชุดคลุมและหมวกสีดำด้วยความเคารพว่า “เจ้าสำนัก คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็มาถึงกันแล้ว และยังมาพร้อมกับปรมาจารย์ด้านค่ายกล!”
“คนของสำนักเก้าสุขสงบไม่ออกมาหรือ?”
“ไม่!”
“แล้วหมอเทวดาผู้นั้นล่ะ?” หญิงสาวถามด้วยความแปลกใจ หลันหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบกลับไปว่า “หลังจากที่เขาไปหาข้าก็ยังไม่กลับมายังสำนักเก้าสุขสงบ และไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาไปที่ใด”
“เข้าใจแล้ว” หญิงสาวตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนที่หลันยาคล้ายจะคิดอันใดออก เขาเอ่ยเสริมว่า “เมื่อวาน ข้าพบว่ามีการเคลื่อนไหวของไอมารอยู่หลายจุด คาดว่าน่าจะเป็นคนของสำนักวิถีมารบางกลุ่มอยู่รอบ ๆ นี้เช่นกัน”
“ใช่คนของพวกเราหรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลันหยาไม่แน่ใจนัก “ข้าต้องไปดูเสียหน่อย เพื่อความแน่ใจ”
“ไปเถิด ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าใช่คนของเราหรือไม่!” น้ำเสียงของหญิงสาวกลายเป็นเยือกเย็นขึ้นมา หลันหยาจึงขานรับทันที “ขอรับ!”
ไม่นานนัก หลันหยาก็ได้จากไป ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวผู้นั้นที่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า “แดนศักดิ์สิทธิ์นำคนมาจำนวนมากเช่นนี้ สำนักเก้าสุขสงบจะรับมือไหวหรือ?”
ไม่เพียงแต่เจ้าสำนักมารราตรีเท่านั้นที่แปลกใจ แม้กระทั่งสำนักใหญ่ ๆ หลายสำนัก รวมทั้งผู้ฝึกตนที่ต่างก็มารอดูอยู่รอบ ๆ พวกเขาต่างก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินได้มาถึงโรงเตี๊ยมใกล้เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ภายในโรงเตี๊ยมนี้ ลู่เฉินได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการปิดล้อมโจมตีสำนักเก้าสุขสงบมากมาย หนึ่งในนั้นยังมีชายขี้เมาที่ยังคงพูดไม่หยุด
“ข้าจะบอกอะไรแก่พวกเจ้านะ ครั้งนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งปรมาจารย์ด้านค่ายกลมาจำนวนมาก”
“ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน ว่ากันว่าพวกเขายังเตรียมที่จะรวบรวมกำลังจากหลาย ๆ สำนัก เพื่อเตรียมทำลายกองกำลังของสำนักเก้าสุขสงบ”
“เช่นนั้น พวกเจ้าคิดว่ากองกำลังของสำนักเก้าสุขสงบจะสามารถต้านทานได้หรือไม่?” มีบางคนอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้นมา
“ย่อมไม่ได้แน่นอน!” มีบางคนเอ่ยสรุปออกมา
และยังมีบางคนพูดขึ้นมาว่า “ใช่ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ส่งปรมาจารย์ด้านค่ายกลระดับสูงมาจำนวนมาก และปรมาจารย์ด้านค่ายกลเหล่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทุกสำนัก ดังนั้นมีหรือที่สำนักเก้าสุขสงบจะรอด?”
“เช่นนั้น สำนักเก้าสุขสงบจะไม่หลั่งเลือดจนกลายเป็นแม่น้ำหรอกหรือ?”
“ช่วยไม่ได้ ใครบอกให้เจ้าคนตระกูลลู่นั่นหยิ่งผยองเช่นนั้นกันเล่า? ทำให้ทั้งสำนักกลายเป็นศัตรูกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์และสำนักใหญ่ ๆ หลายแห่ง!”
ทุกคนต่างพยักหน้าเพราะรู้สึกว่ามีเหตุผล และมีบางคนอดไม่ได้จึงลุกขึ้นพูดว่า “ข้าต้องไปดูเสียหน่อย!”
“ข้าก็ขอไปดูด้วยเช่นกัน!”
เพียงไม่นาน คนขี้เมาหลายคนต่างก็ลุกออกจากที่นี่ไป
ลู่เฉินที่ได้ฟังบทสนทนาทั้งหมดนี้แสยะยิ้มออกมา ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินไปยังร้านค้าบริเวณใกล้ ๆ เพื่อซื้อหน้ากากคนธรรมดาอันหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายทั้งชุด เก็บงำกลิ่นอายของตน จากนั้นจึงเดินทางไปยังสำนักเก้าสุขสงบด้วยความมั่นใจ
ขณะเดินทางนั้น ลู่เฉินได้พบผู้คนทั่วไปและบรรดาผู้ฝึกตนที่กำลังเดินทางไปยังสำนักเป็นจำนวนมาก
“ดูเหมือนว่าสำนักเก้าสุขสงบจะกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วเสียแล้ว” เมื่อลู่เฉินเห็นดังนั้น เขาจึงเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
ไม่มีผู้ใดรู้แม้แต่น้อยว่าบุคคลภายใต้หน้ากากนี้ก็คือลู่เฉิน ดังนั้นเมื่อผู้คนจากหลายสำนักเดินผ่านชายหนุ่มไป พวกเขาต่างก็มองลู่เฉินเป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง และไม่ได้สนใจเขามากนัก
ลู่เฉินจึงเดินทางมาถึงภูเขาแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับสำนักเก้าสุขสงบได้อย่างง่ายดาย
ที่แห่งนี้มีผู้ฝึกตนทั่วไปหลายคนกำลังมองสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ไกลออกไปนัก
“เห็นหรือยัง? ที่มองเห็นอยู่นั้นคือคนจากสำนักรอบ ๆ นี้ทั้งหมด!”
“นี่มัน… อย่างน้อยก็มีหลายร้อยสำนัก?”
“ก็ไม่เชิง”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ลู่เฉินกลับยิ้มหยันอยู่เพียงลำพังและเดินออกไปจากตรงนี้
เมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาถึงสำนักที่อยู่ห่างไกลจากสำนักอื่นที่สุด และสำนักนี้ไม่ใช่ใครอื่นใด แต่คือพรรคเมฆาเพลิงนั่นเอง!
เมื่อเห็นหัวเหล่าซานนำศิษย์นับพันคนมาตั้งกระโจมพักแรมอยู่บริเวณนี้ ลู่เฉินซึ่งยืนอยู่บริเวณใกล้ ๆ ก็พลันใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ และพุ่งความสนใจไปยังทุกการเคลื่อนไหวของผู้คนที่อยู่ในกระโจม
ขณะนั้นเอง หัวเหล่าซานกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ภายในกระโจมชั่วคราวพอดี และด้านข้างเขาคือศิษย์คนหนึ่งที่กำลังรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ผู้อาวุโสหัว ตอนนี้สถานการณ์ก็เป็นเช่นนี้”
“แล้วดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั่น พวกเขามีเป้าหมายใด?”
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องการให้พวกเราร่วมมือกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
“ร่วมมือ?”
“ใช่!”
“เช่นนั้น สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีเป้าหมายใดหรือไม่?” หัวเหล่าซานถามขึ้นด้วยความสงสัย
“สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า ต้องการให้พวกเราส่งคนไปหนึ่งร้อยคนเพื่อเข้าร่วมกองกำลัง” ศิษย์ผู้นั้นรายงาน หัวเหล่าซานจึงสงสัยขึ้นมา “เข้าร่วมกองกำลัง?”
“ใช่ พวกเขาบอกว่า คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เตรียมค่ายกลไว้พร้อมแล้ว แต่การเคลื่อนย้ายค่ายกลนั้น จำเป็นต้องใช้ยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้จำนวนมาก ดังนั้นจึงให้พวกเราเตรียมยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้จำนวนหนึ่งร้อยคนเพื่อเดินทางไปที่นั่น”
หัวเหล่าซานที่ได้ฟังจึงคิดและพยักหน้าตอบกลับ “ไปเถิด เลือกคนจำนวนหนึ่งร้อยคนและออกเดินทาง!”
“ขอรับ!” ศิษย์ขานรับก่อนจะเดินออกมา ก่อนที่หัวเหล่าซานจะพึมพำกับตัวเองว่า “ครั้งนี้สำนักเก้าสุขสงบคงถึงคราวจบสิ้นแน่!”