ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 215 บนร่างของผู้รับผิดชอบสำนักเหล่านี้ แต่ละคนต่างมีอักขระยันต์หุ่นเชิดฝังอยู่
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 215 บนร่างของผู้รับผิดชอบสำนักเหล่านี้ แต่ละคนต่างมีอักขระยันต์หุ่นเชิดฝังอยู่
บทที่ 215 บนร่างของผู้รับผิดชอบสำนักเหล่านี้ แต่ละคนต่างมีอักขระยันต์หุ่นเชิดฝังอยู่
ขณะที่หัวเหล่าซานกำลังพึงพอใจอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาด้านหลัง
หัวเหล่าซานคือผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด เขาสามารถสัมผัสความผิดปกตินี้ได้ทันที จึงหมุนตัวไปถามว่า “ผู้ใด!”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่สวมหน้ากากพลันยืนอยู่ตรงนั้น “เจ้าคิดว่าผู้ใดล่ะ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคย หัวเหล่าซานจึงระเบิดโทสะออกมา “เจ้า!”
“เช่นไรหรือ? ตื่นเต้นขนาดนี้เชียว?”
“ครั้งที่แล้วที่ยอดเขาเต๋าเมฆา เจ้าทำให้ข้าบาดเจ็บหนัก!” เมื่อหัวเหล่าซานคิดถึงเรื่องในครั้งนั้น เจ้าตัวก็บันดาลโทสะขึ้นมา
เมื่อลู่เฉินสำรวจมองอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็พบว่าบนร่างกายของคนผู้นี้ ต่างก็เต็มไปด้วยบาดแผลจากไฟไหม้หลายจุด
เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ลานเต๋าเมฆาในตอนนั้น ทำให้อีกฝ่ายลำบากไม่น้อย และยังทำให้ขั้นพลังถอยลงเหลือเพียงขั้นก่อกำเนิดระดับกลาง
แต่หัวเหล่าซานผู้นี้คิดว่าตนไม่จำเป็นต้องพึ่งค่ายกล เพียงใช้ขั้นพลังยุทธ์ของตนเองก็สามารถปราบลู่เฉินได้ ดังนั้นเขาจึงใช้ลูกไฟพันรอบลู่เฉิน ไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้ตั้งตัวหรือหลบหนีแม้แต่น้อย
แต่ลู่เฉินกลับเผยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าลูกไฟพวกนี้ทำร้ายข้าได้งั้นหรือ?”
“แน่นอน!” หัวเหล่าซานพูดด้วยความหยิ่งผยอง
“แต่ข้าคิดว่า… มันไร้ประโยชน์!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหัวเหล่าซาน ซึ่งแน่นอนว่าหัวเหล่าซานย่อมไม่เชื่อ เขาเบิกตากว้างพร้อมเอ่ยเสียงดังกึกก้อง “แต่ข้าคือผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดระดับกลาง!”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร?” ลู่เฉินเอ่ยถามอย่างไม่สนใจ
หัวเหล่าซานจึงเกิดความกระวนกระวายใจขึ้นมา “คอยดูว่าข้าจะฆ่าเจ้าเช่นไร!”
พูดจบ หัวเหล่าซานก็เตรียมพร้อมที่จะลงมือ แต่เถาวัลย์ของลู่เฉินกลับพันรัดตรึงเขาไว้!
หัวเหล่าซานจึงตะโกนขึ้นมาว่า “ลูกไม้กระจอก!”
เขาใช้ลูกไฟขนาดใหญ่เผาไหม้เถาวัลย์จนหมดสิ้นไปในคราเดียว
เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เฉินจึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “ขั้นก่อกำเนิด จริง ๆ แล้วก็นับว่าแข็งแกร่งกว่าขั้นสร้างรากฐานไม่น้อย”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หัวเหล่าซานตอบกลับด้วยความมั่นใจ แต่ลู่เฉินผู้ฝึกฝนขั้นสร้างรากฐานและสร้างชั้นรากฐานถึงเจ็ดสิบสามครั้ง…. ถ้าพูดถึงเรื่องพลัง ชายหนุ่มก็ถือว่าไม่ด้อยไปกว่าขั้นก่อกำเนิดทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายเป็นเพียงขั้นก่อกำเนิดระดับกลางเท่านั้น!
ดังนั้นลู่เฉินจึงแสยะยิ้ม จากนั้นก็ใช้มือขวานำ ‘ประตู’ ออกมา และปล่อยให้มันขยายใหญ่!
ชายหนุ่มเรียก ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ขึ้นมาเบื้องหน้าหัวเหล่าซาน!
ประตูไร้สิ่งสรรพบานนี้มีพลังการดึงดูดสูงมาก และถึงแม้ว่าหัวเหล่าซานจะตั้งตัวได้ทัน แต่เขาก็คงไม่อาจต้านแรงดูดได้อยู่ดี ดังนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว…
เพราะเพียงเสี้ยวกะพริบตาเท่านั้น หัวเหล่าซานก็ถูกดูดหายเข้าไป ก่อนที่ลู่เฉินจะเก็บประตูกลับมา จากนั้นจึงใช้ ‘เคล็ดหลบหนีหมื่นลี้’ หายตัวไปจากที่นี่
ขณะนั้นเอง ผู้คนภายในกระโจมอื่นต่างก็สัมผัสได้ว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นจึงลงมือเคลื่อนไหว พุ่งตรงมายังกระโจมพักแรมต้องสงสัย ทว่าเมื่อพบว่าภายในว่างเปล่า มันก็ทำให้ทำให้คนของพรรคเมฆาเพลิงเหล่านั้นพากันแสดงสีหน้างุนงง
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินได้มาถึงสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงแทรกจิตวิญญาณเข้าไปในประตูไร้สิ่งสรรพบานนั้น และเมื่อพบกับหัวเหล่าซาน ชายหนุ่มก็พลันพูดว่า “เป็นเช่นไร ที่นี่สบายหรือไม่?”
ทางฝั่งหัวเหล่าซาน ขณะนี้เจ้าตัวกำลังถูกโครงกระดูกที่อยู่ภายในนั้นทำให้หวาดกลัวอยู่นาน แต่เมื่อมองเห็น ‘ร่าง’ ของลู่เฉิน เขาก็พลันเบิกตากว้างอย่างตกใจ “เจ้า… เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานชัด ๆ เหตุใดจึงสามารถแทรกจิตวิญญาณเข้ามาได้? แล้วเหตุใดจิตวิญญาณของเจ้าจึงสามารถคง ‘ร่าง’ ไว้ได้?”
“นี่เป็นแค่เรื่องเล็ก ไม่ได้น่าสนใจอะไร”
“นี่… นี่มันเรื่องเล็กที่ไหนกัน!”
“แล้วเช่นไร? เริ่มจะตื่นเต้นแล้วหรือ?” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย
การกระทำเช่นนี้ทำให้หัวเหล่าซานหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแต่ละอย่างที่ลู่เฉินใช้หรือแสดงออก มันก็ล้วนแล้วแต่ดูแปลกประหลาดยากที่จะเข้าใจ รวมถึงไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย! ดังนั้นหัวเหล่าซานจึงตะโกนออกมาว่า “เช่นนั้น ข้า… ข้าสามารถยอมจำนนได้หรือไม่?”
“ยอมจำนน?”
“ใช่ ขอเพียงแค่เจ้าไม่ฆ่าข้า ข้า… ข้าจะนำคนของพรรคเมฆาเพลิงออกไปจากที่นี่ทันที” หัวเหล่าซานรีบกล่าวออกมา แต่ลู่เฉินกลับยิ้มอย่างเยือกเย็น “เจ้าคิดว่า ข้าจะปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ หรือ?”
“เจ้า แท้จริงแล้วคิดจะทำสิ่งใด?” หัวเหล่าซานเริ่มกังวลใจ
“อย่ากังวลใจไป รอให้ข้าฝังอักขระยันต์หุ่นเชิดไว้ภายในกายเจ้าเสียก่อนค่อยว่ากัน” ลู่เฉินยิ้ม แต่เมื่อหัวเหล่าซานได้ยินดังนั้น เขาก็พลันเบิกตากว้าง “อะไรนะ? อักขระยันต์หุ่นเชิด?”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้ตอบอันใด เพียงถอนจิตวิญญาณออกจากประตู และใช้กายเนื้อของตนก้าวเข้าไปในประตูบานนั้น
เมื่อเห็นลู่เฉินปรากฏกายขึ้นมา หัวเหล่าซานจึงรีบข่มขู่ “ข้า… ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าทำสำเร็จเด็ดขาด!”
“เจ้าคิดว่าต่อต้านข้าได้?”
“ข้าคือผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด!”
“ขั้นก่อกำเนิด? เช่นนั้นเจ้าลองดูเสียหน่อย ดูว่าจะสามารถทำให้ข้าบาดเจ็บได้หรือไม่” ลู่เฉินเผยยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ เขาเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ จำนวนเก้าสิบชั้นออกมา ส่วนหัวเหล่าซานที่คิดว่าลู่เฉินมั่นใจในตัวเองเกินไปก็พลันโคจรพลังปราณไปทั่วร่าง ก่อนจะปลดปล่อยลูกไฟให้พุ่งออกไป!!
ลูกไฟลูกนี้ทำลายกำแพงไปได้หกสิบกว่าชั้น!
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ลู่เฉินถอนหายใจออกมา “ถ้าเทียบกับขั้นหลอมแก่นแท้คนอื่น ๆ แล้ว เจ้ายังนับว่าอ่อนแออยู่มาก”
“ไม่ เป็นไปไม่ได้!” หัวเหล่าซานไม่เชื่อ ยังคงคิดว่าลู่เฉินกำลังพยายามหลอกตนอยู่
“ได้ เช่นนั้นข้าไม่ขอคุยไร้สาระกับเจ้าอีกแล้ว!”
เห็นเพียงลู่เฉินนำกระบี่สยบเก้าทิศออกมาพร้อมยิ้มมุมปาก “ให้เจ้าลองปราณกระบี่ของข้าเสียหน่อย”
เมื่อเห็นปราณกระบี่นับพันบีบอัดเข้าด้วยกันจนสุดท้ายเหลือเพียงไม่กี่สาย และค่อย ๆ โจมตีออกไปยังม่านป้องกันเพลิงของหัวเหล่าซานจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ทำให้หัวเหล่าซานกระเด็นออกจากตรงนี้ไปทันที
“เจ้า… เจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน!”
“เช่นนั้น เจ้าคิดว่าข้าอยู่ขั้นใด?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองหัวเหล่าซาน อีกฝ่ายจึงตอบกลับอย่างตะกุกตะกักว่า “เจ้า เจ้าเป็นขั้นก่อกำเนิดชัด ๆ!”
“ขั้นก่อกำเนิด? ดูถูกข้าเกินไปแล้ว” พูดจบ ลู่เฉินก็พุ่งปราณกระบี่ออกไปอีกหลายสาย
เมื่อเริ่มแรก ม่านป้องกันของหัวเหล่าซานยังคงต้านทานได้ แต่สุดท้ายก็ต้านไว้ไม่ไหวจนได้รับบาดเจ็บ เขาหวาดกลัวจนต้องร้องขอความเมตตา “ข้า ข้ายอมให้เจ้าฝังอักขระยันต์หุ่นเชิดก็ได้!”
ลู่เฉินยิ้ม “เช่นนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย”
แต่ลู่เฉินยังคงใช้เถาวัลย์ตรึงอีกฝ่ายไว้เสียก่อน จากนั้นจึงแทงหนามเข้าไป เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายสามารถระเบิดจุดตันเถียนของตนได้
เมื่อทุกอย่างจัดการเรียบร้อย ลู่เฉินจึงเดินขึ้นมาด้านหน้า และฝังอักขระยันต์หุ่นเชิดในกายอีกฝ่าย ก่อนที่หัวเหล่าซานจะพูดออกมาด้วยความตื่นตระหนกว่า “เจ้า… เจ้าคงไม่ฆ่าข้าใช่หรือไม่?!”
“ข้าบอกแล้ว เพียงแค่ฝังอักขระยันต์หุ่นเชิด”
แม้จะได้ยินดังนั้น ทว่าหัวเหล่าซานก็ยังคงตื่นกลัว “แต่เถาวัลย์พวกนี้ เหตุใดจึงน่ากลัวเช่นนี้!”
“วางใจเถิด มันไม่ได้มีไว้ฆ่าเจ้า” ลู่เฉินไม่คิดว่าหัวเหล่าซานจะขี้ขลาดเพียงนี้!
ชั่วขณะนั้น บนหน้าผากของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายออกมามากมาย จนกระทั่งลู่เฉินจัดการเสร็จเรียบร้อยและเก็บเถาวัลย์กลับคืนมา “เรียบร้อย”
“เช่นนั้น ข้าสามารถไปได้หรือยัง?” หัวเหล่าซานพูดด้วยความตื่นกลัว
“อย่าเพิ่งรีบ”
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ช่วยข้าดึงดูดผู้อาวุโสที่คอยดูแลแต่ละสำนักเข้ามา”
“ว่าอย่างไรนะ?” หัวเหล่าซานรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีนัก
“ข้าต้องการให้คนเหล่านั้นค่อย ๆ กลายเป็นหุ่นเชิดของข้าทีละคน”
“แต่… แต่คนพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าข้า เจ้า… เจ้าไม่มีทางควบคุมพวกเขาได้หรอก!”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ข้ามีค่ายกลอยู่ไม่ใช่หรือ?”
หัวเหล่าซานพยักหน้า ลู่เฉินจึงสั่งให้อีกฝ่ายไปล่อคนอื่น ๆ เข้ามา ซึ่งหัวเหล่าซานก็จำต้องเชื่อฟัง …สุดท้ายแล้วการลักพาตัวจึงเริ่มขึ้นอย่างเงียบงัน
อันดับแรก หัวเหล่าซานพุ่งเป้าไปยังบรรดาสำนักที่ตนไม่ค่อยชอบนัก และพึมพำกับตนเองว่า “หากข้าไม่สงบสุข พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะสงบสุขเช่นกัน!”
ดังนั้นในระยะเวลาหลาย ๆ วันที่ผ่านไป หัวเหล่าซานจึงเริ่มใช้กลลวงกับหลาย ๆ สำนัก และเมื่อบรรดาผู้ดูแลสำนักต่าง ๆ รู้ว่าถูกหลอก พวกเขาก็พากันก่นด่าหัวเหล่าซาน
ทว่าตอนนี้คนเหล่านั้นต่างก็กลายเป็นหุ่นเชิดของลู่เฉินไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้
ส่วนหัวเหล่าซานก็ยังคงจัดการเรื่องอื่น ๆ แทนลู่เฉิน
จนกระทั่งหลายวันผ่านไป มาถึงคราวที่นักพรตเทียนหลงตกเป็นเป้าหมาย และถูกชักนำเข้าไปในป่า
“หัวเหล่าซาน เจ้าพาข้ามาที่แห่งนี้ทำไม?” นักพรตเทียนหลงเอ่ยถามด้วยความฉงน