ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 216 เริ่มแผนการล้อมโจมตี!
บทที่ 216 เริ่มแผนการล้อมโจมตี!
เมื่อเห็นความฉงนสนเท่ห์ของนักพรตเทียนหลง หัวเหล่าซานก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “มีคนต้องการพบเจ้า”
“พบข้าหรือ”
“ใช่!”
“ผู้ใดกัน! อยู่ที่ไหน?” นักพรตเทียนหลงฉงนใจ เหตุใดคนที่ต้องการพบเขาถึงไม่มาหาโดยตรงแต่กลับบอกผ่านหัวเหล่าซาน?
หัวเหล่าซานมองเข้าไปในป่าอันมืดมิดแล้วเอ่ยว่า “ออกมา”
ลู่เฉินจึงก้าวขาออกมา
ทว่าขณะนี้ลู่เฉินสวมหน้ากากและสวมใส่เสื้อผ้าชุดที่แปลกตาไปจากเดิม ประกอบกับการเก็บกลิ่นอาย นักพรตเทียนหลงจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่ เขาจึงถามอย่างฉงนใจว่า “เจ้า… เป็นใคร?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินเปิด ‘ประตู’ หลังจากกล่าวจบ
นักพรตเทียนหลงเบิกตากว้าง “เจ้าเองหรือ!”
ทว่ายังไม่ทันได้ทำอันใด …ทันทีที่เอ่ยจบ นักพรตเทียนหลงก็ถูกประตูนั้นดูดเข้าไป ก่อนที่ลู่เฉินจะหันไปส่งยิ้มให้หัวเหล่าซาน “เอาล่ะ เจ้าไปเตรียมพาคนอื่นมาได้”
“แต่ส่วนใหญ่ก็เรียกมาแล้ว คนอื่น ๆ ข้าไม่สนิท พวกเขาไม่มีทางมาหาข้าหรอก”
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นไปหาคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ดูสักครา”
หัวเหล่าซานส่ายหัว “ตอนนี้ศิษย์จากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่กับผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และคนเหล่านั้นจะไม่ยอมตามมาง่าย ๆ แน่”
“ไปลองดู ถ้าไม่ไหวก็ค่อยว่ากัน”
“เช่นนั้นก็ได้” หัวเหล่าซานจากไปอย่างไม่เต็มใจ ขณะที่ลู่เฉินเดินเข้าไปในประตู
ภายในประตูนี้ นักพรตเทียนหลงได้ถูกขังไว้อย่างแน่นหนา ซึ่งอีกฝ่ายก็กำลังส่งเสียงก่นด่าไม่หยุด “สารเลว ออกมานะ!”
เมื่อลู่เฉินเดินเข้าไปใกล้ เขาก็มองนักพรตเทียนหลงซึ่งติดอยู่ในค่ายกลด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้า “เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่?”
นักพรตเทียนหลงโกรธจนควันออกหู “เจ้าหนุ่ม เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินมองไปยังนักพรตเทียนหลงด้วยรอยยิ้ม ซึ่งอีกฝ่ายก็เอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า “ข้าแนะนำให้เจ้าปล่อยข้าไป มิฉะนั้นอย่าหวังเลยว่าสำนักของเจ้าจะรอดพ้นไปได้!”
ลู่เฉินยิ้มหยัน “พวกเจ้าจะลงมือกับสำนักเก้าสุขสงบอยู่แล้ว ข้าปล่อยหรือไม่ปล่อยเจ้ามันจะต่างงั้นหรือ? นี่เจ้ากำลังพยายามหลอกลวงใครกัน?”
นักพรตเทียนหลงอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังชายหนุ่ม “เช่นนั้นเจ้าต้องการอันใด?”
“แน่นอน ข้าต้องการให้เจ้ายอมจำนน!”
“ยอมแพ้? ไร้สาระ! ข้าผู้นี้…”
แต่ก่อนที่คำพูดจะจบลง ลู่เฉินก็กระตุ้นค่ายกล ทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องพร้อมกับเส้นสายอัสนีที่ผ่าลงมากระทบร่างของนักพรตเทียนหลง อีกฝ่ายกรีดร้องออกมาสองสามครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยอย่างหวาดกลัวว่า “เจ้า… เจ้ามันไอ้บัด–”
ใครจะรู้ว่าสายฟ้ากลับฟาดลงมาอีกครา
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้นักพรตเทียนหลงหวาดกลัวยิ่งนัก เขารีบพูดกับลู่เฉินว่า “ข… ข้า… ข้าจะยอมเชื่อฟังเจ้า!”
“คนอย่างเจ้าต้องกำราบเสียให้เข็ด!” ลู่เฉินเอ่ยเย้ยหยัน ทำให้นักพรตเทียนหลงรู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก แต่เขาไม่สามารถต่อต้านได้ ทำได้เพียงพูดว่า “ข้าจะทำทุกอย่างที่เจ้าขอให้ทำ”
“อย่ากังวลไป” ลู่เฉินเดินเข้าไปในค่ายกล บังคับให้เถาวัลย์เข้าพัวพันอีกฝ่ายไว้ ทำให้นักพรตเทียนหลงรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก
“สิ่งนี้มีไว้เพื่ออันใด?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินก้าวไปข้างหน้าและสลักอักขระยันต์หุ่นเชิดลงบนร่างของอีกฝ่าย
หลังจากที่นักพรตเทียนหลงพบว่าลู่เฉินได้ทิ้งอักขระยันต์หุ่นเชิดไว้ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก “นี่มัน…”
“ไปได้แล้ว” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ซึ่งนักพรตเทียนหลงก็ไม่รอช้า เขารีบจากไปทันที
ลู่เฉินเดินออกจากประตูนั้น ควบคุมให้มันย่อลงและเก็บไว้ที่เดิม ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะถูกลิขิตให้เป็นคนของสำนักเก้าสุขสงบ!”
จากนั้นลู่เฉินก็จากไป ส่วนผู้อาวุโสที่หัวเหล่าซานหลอกล่อมาได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงแอบแฝงเข้าไปในค่ายพักแรมของแต่ละสำนัก และค่อย ๆ จัดการไปทีละคน
ด้วยวิธีนี้ หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน สำนักซึ่งอยู่รอบภูเขาเก้าสุขสงบก็เหลือเพียงวังเหมันต์สงัด และสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่เหลือรอดพ้นเงื้อมมือลู่เฉิน
เนื่องจากผู้คนจากสองสำนักนี้อยู่ด้วยกันเสมอ และยังมีกู่ทงจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นอีก
ลู่เฉินย่อมไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น ดังนั้นเขาจึงไม่ทำอะไร ทว่าลู่เฉินก็รู้ทุกการเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้น โดยเฉพาะเรื่องค่ายกลที่ถูกจัดวางโดยปรมาจารย์ด้านค่ายกลจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเสร็จสิ้นแล้ว…. แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมไม่พลาดที่จะแอบเข้าไปจัดการบางอย่างกับค่ายกลนี้ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร? …เห็นทีคงต้องมารอดูกันเมื่อเริ่มศึก!
ครั้นเวลาผ่านไป ยามที่กู่ทงกำลังจะเปิดใช้งานค่ายกลนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีคนมาปรากฏตัวที่เชิงเขาเก้าสุขสงบ
และคนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก… ลู่เฉิน!
“ดูนั่นสิ หมอนั่นออกมาแล้ว!”
“เจ้าหนุ่มนั่นออกมาจริง ๆ เสียด้วย!”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสของแต่ละสำนักก็ตะโกนลั่น แม้กระทั่งผู้อาวุโสจากวังเหมันต์สงัดและสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ต่างกัน และแม้ใจจริงของพวกเขาจะรู้สึกหดหู่ ทว่าพวกเขาก็ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นฝืนหัวเราะออกมา
สำหรับผู้ฝึกตนพเนจรที่เฝ้าอยู่ใกล้ ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นลู่เฉิน คนเหล่านั้นจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “ใช่พ่อหนุ่มคนนี้หรือไม่?”
“ใช่ เขานี่แหละ ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนนั้น”
“เจ้าหนุ่มคนนี้ไม่หนีไปงั้นหรือ?”
“นั่นน่ะสิ ช่างกล้าอะไรเช่นนี้!”
ผู้ฝึกตนพเนจรเหล่านั้นตกใจกับความกล้าหาญของลู่เฉินในขณะนี้ ส่วนหลันหยาที่อยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึ่งก็ได้เอ่ยกับหญิงสาวในชุดคลุมสีดำด้วยความเคารพว่า “ท่านเจ้าสำนักขอรับ เขาปรากฏตัวแล้ว”
“ข้าเห็นแล้ว”
“แต่ตอนนี้สำนักเก้าสุขสงบถูกล้อมไว้แล้ว ดังนั้นแม้ว่าจะใช้คนของเราก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้!” หลันหยาทำอะไรไม่ถูก
“พวกเรา… ควรจะทำอันใดสักอย่าง” สตรีนางนั้นมีสีหน้าจริงจัง
“แต่ว่า… ท่านเจ้าสำนักขอรับ”
“เจ้าหาทางดึงดูดความสนใจของพวกคนจากสำนักต่าง ๆ เหล่านั้น ข้าจะลองใช้เคล็ดวิชาลี้มารดูว่าจะเข้าถึงตัวเขาและพาเขาออกไปได้หรือไม่” หลังจากที่สตรีนางนั้นเอ่ยจบ นางก็หันหลังกลับและหายไป
หลันหยาอึ้งไปพักหนึ่ง จากนั้นจำต้องหาคนไปช่วยเตรียมการ
บนเนินเขาเล็ก ๆ ตรงข้ามภูเขาเก้าสุขสงบในยามนี้ กู่ทงยืนอยู่ตรงนั้นและหัวเราะเยาะใส่ลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ครั้งนี้ต่อให้เจ้ามีปีกก็ยากจะบินหนีไปได้!”
เยว่เซียวเองก็สาวเท้าออกมา แม้ว่าจะไม่มีพลังบ่มเพาะแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังคงมีน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
“เจ้าหนุ่ม ผู้อาวุโสกู่เป็นผู้นำศึกในวันนี้ ทั้งเจ้าและสำนักเก้าสุขสงบจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์โดยแน่แท้ เตรียมใจไว้ได้เลย!” เยว่เซียวเย้ยหยัน
นอกจากเยว่เซียวแล้วยังมีโหย่วหลงอีกคน แต่โหย่วหลงไม่พูดพร่ำสิ่งใด เพียงแค่ยืนอยู่ที่นั่น จ้องมองลู่เฉินอย่างเย็นชา และเกิดความสงสัยในใจว่า ‘เจ้าหนุ่มผู้นี้ ไม่คิดจะหนีไปงั้นหรือ?’
หลายคนต่างสงสัยว่าเหตุใดลู่เฉินจึงไม่หลบหนี
คาดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะเอ่ยขึ้นมาว่า “อย่าว่าแต่พวกเจ้าเลย แม้ว่าจะมีผู้คนมากมาย พวกเจ้าก็ไม่สามารถทำลายค่ายกลสำนักเก้าสุขสงบได้”
กู่ทงหัวเราะเสียงดังลั่นหลังจากได้ยินเช่นนั้น “ข้าบอกเจ้าแล้วกันว่าข้าได้ตั้งค่ายกลใหญ่ไว้ที่นี่แล้ว และตราบใดที่ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ เข้าไป ค่ายกลจะเปิดใช้งานในเวลานั้น เพียงไม่นานข้ารับรองได้ว่าค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบจะระเบิดราบเป็นหน้ากลองทันที!”
“โอ้ จริงหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินยังคงไม่เกรงกลัวและยังกล้าที่จะโอหังเช่นเดิม กู่ทงก็พลันตะคอกใส่ “ข้าจะทำให้เจ้าเห็นความทรงพลังของพวกข้า!”
ทว่าในขณะนี้พลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาท่ามกลางสำนักเหล่านั้น
มีคนตะโกนลั่นว่า “แมลงมาร!”
“แมลงมาจากไหนเยอะแยะไปหมด!”
ครั้นเกิดความโกลาหลกะทันหันที่ด้านหลัง กู่ทงจึงตกใจ “เกิดอันใดขึ้น?”
โหย่วหลงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าจะไปดูเอง”
โหย่วหลงพาคนไปตรวจสอบดู ทว่าลู่เฉินกลับรู้สึกฉงนใจ จนกระทั่งสตรีในชุดคลุมสีดำนางหนึ่งมาปรากฏเบื้องหน้าชายหนุ่ม
นางสวมผ้าคลุมหน้าสีม่วงและมีไอมารที่แข็งแกร่ง
แต่สตรีนางนั้นไม่สามารถก้าวเข้าไปในค่ายกลของภูเขาเก้าสุขสงบได้ นางจึงได้แต่ตะโกนต่อหน้าลู่เฉินที่อยู่ไม่ไกลว่า “ไป ข้าจะพาเจ้าหนีไปเอง!”
สถานการณ์นี้ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาช่วยลู่เฉิน!!!