ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 226 เข้าไปยังหุบเขาฟ้าศักดิ์สิทธิ์ พบกับผู้ขัดขวาง!
บทที่ 226 เข้าไปยังหุบเขาฟ้าศักดิ์สิทธิ์ พบกับผู้ขัดขวาง!
เห็นเพียงเปลวไฟที่เผาไหม้ไม้เหล่านี้เป็นสีเขียว และเสี้ยววิญญาณที่เหลืออยู่ภายในค่อย ๆ รวมกันจนก่อเป็นเงาของคนผู้หนึ่ง
เงาคนผู้นี้ แท้จริงแล้วก็คือตู๋เหล่าลิ่วนั่นเอง!
“เจ้ามันสารเลว!” ตู๋เหล่าลิ่วบันดาลโทสะจนด่ากราดออกมา แต่ลู่เฉินเพียงแค่มองเขาด้วยรอยยิ้ม “กายเนื้อของเจ้าล่ะ?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้!”
“นี่เป็นเพียงเสี้ยววิญญาณที่เหลืออยู่ของเจ้า เช่นนั้นจิตวิญญาณของเจ้าอย่างน้อยก็ต้องเหลือสองในสามสินะ!”
“แล้วอย่างไร?!”
“หากไม่มีถึงสองในสามของจิตวิญญาณ เจ้าคิดว่าจิตวิญญาณที่เหลืออยู่ของเจ้าจะมีสภาพเป็นเช่นไร?” ลู่เฉินยิ้ม
ตู๋เหล่าลิ่วจึงตอบกลับด้วยความอารมณ์ขุ่นเคืองว่า “เช่นนั้นเจ้าลองดูว่าจะสามารถทำลายข้าได้หรือไม่!”
ตู๋เหล่าลิ่วเอ่ยจบก็พลันหมุนตัวคิดจะบินออกไป ทว่าลู่เฉินกับยิ้มเย็นชาออกมา “อยากจะไปงั้นหรือ? ฝันไปเถิด!”
ว่าแล้วกู่ฉินเพลิงโบราณก็ถูกดีดอีกครั้ง มันได้ส่งกระแสพลังขนาดใหญ่ไปดึงรั้งตู๋เหล่าลิ่ว และดูดอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน
ตู๋เหล่าลิ่วที่โมโหตวาดเสียงกร้าวทันทีว่า “พ่อหนุ่ม! เจ้า… เจ้าจงปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ไร้เดียงสาเสียจริง!”
“เจ้ารอข้าก่อนเถิด!” ตู๋เหล่าลิ่วตวาดออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“ได้ ข้าจะรอ”
จากนั้น ลู่เฉินก็เก็บกู่ฉินเพลิงโบราณเข้ามา และภายในกู่ฉินนี้ เยว่เซียวได้มองไปยังตู๋เหล่าลิ่วที่ถูกดึงรั้งไว้พลางเอ่ยว่า “อย่าเสียแรงเปล่าเลย มันไร้ประโยชน์!”
ตู๋เหล่าลิ่วมองไปยังเยว่เซียวที่ดูอ่อนแรงพลางถามว่า “เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่?”
“ถูกเขาจับมา” เยว่เซียวตอบด้วยความหดหู่ใจ
ตู๋เหล่าลิ่วจึงเอ่ยด้วยความเคียดแค้นว่า “ข้าจะต้องจับเขา และฆ่าเขาให้ตายให้ได้!”
“วิญญาณของเจ้าครึ่งหนึ่งอยู่ภายในนี้แล้ว ยังคิดจะแก้แค้นเขาเช่นไรอีก?” เยว่เซียวอดถามขึ้นมาไม่ได้
“ข้ายังมีอาจารย์ของข้า!” ตู๋เหล่าลิ่วพูดด้วยความมั่นใจ
เมื่อเยว่เซียวได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมา “อาจารย์ของเจ้า?”
“ใช่ รอก่อนเถิด ข้าจะไปหาเขาด้วยตัวเอง!” ตู๋เหล่าลิ่วตะโกนออกมา จากนั้นจึงนั่งลงเพื่อพักผ่อน
…
ลู่เฉินเดินออกมาจากห้องหิน และบอกให้ทุกคนนำทางตนไปยังหุบเขาฟ้าศักดิ์สิทธิ์
รอบ ๆ หุบเขาฟ้าศักดิ์สิทธิ์นี้มีค่ายกลอยู่ และเมื่อมองเข้ามาจากภายนอกก็จะเห็นเพียงผืนหมอกหนา ไม่มีทางรู้ได้ว่าด้านในมีสถานการณ์เช่นไร
“คือที่นี่เอง” ซือตู๋เทียนกล่าวกับลู่เฉินด้วยความเคารพ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินก็พยักหน้า “เช่นนั้น ข้าจะเข้าไป”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าลู่เฉินจะเข้าไป พวกเขาก็พลันกังวล สีหน้าของแต่ละคนดูแปลกไป ลู่เฉินจึงมองไปยังพวกเขาแล้วถามว่า “เหตุใดพวกเจ้าถึงแสดงอาการเช่นนี้?”
“ผู้อาวุโส ภายในนี้… น่ากลัวมาก!” ซือตู๋เทียนเริ่มพูดออกมาเป็นคนแรก ลวี่ซ่างเพียวจึงพูดเสริมว่า “หุบเขาแห่งนี้ หากผู้มาเยือนมีขั้นพลังบ่มเพาะต่ำ เมื่อเข้าไปแล้วจะหลงทางได้ง่าย หรือไม่ก็อาจไม่สามารถออกมาได้และกลายเป็นคนเสียติไป”
คนอื่น ๆ ต่างก็พูดสนับสนุน
แต่ลู่เฉินกลับไม่สนใจ “มันก็แค่ค่ายกลเท่านั้น”
“แต่ด้านในมักจะเกิดเสียงประหลาดดังออกมาอยู่เสมอ” ซือตู๋เทียนตอบ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็แสดงท่าทางหวาดกลัวต่อเสียงประหลาดที่ได้ยินเช่นกัน
ทว่าลู่เฉินไม่ได้สนใจ “เรื่องเล็กน้อย”
ลู่เฉินเอ่ยจบก็เดินเข้าไปภายใน และหายตัวไปท่ามกลางผืนหมอกหนา
ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น
ขณะนั้นเอง ท่ามกลางหมอกหนาแห่งนี้ก็ได้มีเสียงของภูตผีร้องไห้และหมาป่าเห่าหอนดังออกมาเป็นระยะ ทำให้ทุกคนพากันหวาดกลัวจนต่างก็ถอยห่างออกมา
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น?” มีคนหนึ่งถามขึ้นมา
และก็มีบางคนที่รู้สึกแปลกใจ “คงไม่ได้มีปีศาจอะไรใช่หรือไม่?”
“แต่เสียงนี้ ช่างน่ากลัวนัก!”
“ยังมีนี่อีก …เสียงระฆัง!”
เสียงระฆังเหง่งหง่างที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนรู้สึกสับสน จนอยากที่จะไปดูว่าภายในนั้นเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
ทางด้านลู่เฉินที่ยืนอยู่ในนั้น เขากำลังมองดูระฆังสีทองที่ลอยอยู่ตรงหน้า อีกทั้งรอบ ๆ ระฆังทองนี้ยังมีเงาของปีศาจนับไม่ถ้วนล้อมรอบอยู่
“ผู้ใดกัน!” จู่ ๆ ก็มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งดังออกมาจากระฆังทอง
ลู่เฉินยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ขั้นพลังไม่เบาเลย”
“ข้าถามเจ้าว่าเจ้าคือผู้ใดกัน!” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถามขึ้นมา
“ข้ามาตามหาศาสตราวุธวิถีมารที่นี่”
เมื่อได้ยินคำว่าศาสตราวุธวิถีมาร อีกฝ่ายก็ตะโกนออกมาทันทีว่า “เจ้าคือมาร!”
“ข้าจะเป็นมารหรือไม่นั้นสำคัญด้วยหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
“หากเจ้าเป็นมาร ข้าจะทำให้เจ้าตายเสียที่นี่!”
พูดจบ เสียงระฆังนี้ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ และภูตผีรวมถึงหมาป่าเหล่านั้นก็ยิ่งร้องโหยหวนออกมาราวกับว่าพวกมันกำลังโกรธและเจ็บปวด
แต่ลู่เฉินกลับเอ่ยอย่างไม่สนใจว่า “ภูตผีและเสียงระฆังนี้ ไม่สามารถทำอะไรข้าได้”
“เพราะข้ายังไม่โจมตีเจ้าต่างหาก!”
ทันใดนั้น ภูตผีเหล่านั้นต่างก็พุ่งไปหาลู่เฉินทันที พวกมันต่างหมายจะเข้าไปในร่างของลู่เฉิน ราวกับต้องการทำลายจิตวิญญาณของชายหนุ่ม!
ทว่าหลังจากที่ภูตผีเข้าไปในร่างของลู่เฉิน พวกมันก็หายไปทันที
เจ้าของเสียงชราผู้นั้นพลันตกตะลึงทันที “นี่เรื่องอันใดกัน?”
“ข้าบอกแล้ว ของเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรข้าได้”
คนผู้นั้นไม่เชื่อจึงลองอีกครั้ง แต่ผลยังคงออกมาเป็นเช่นเดิม จนสุดท้ายก็มีคนคนหนึ่งตกลงมาจากกลางสุญญะ
คนผู้นี้หลังค่อมเล็กน้อย บนตัวสวมเสื้อเกราะนักรบ และบนเสื้อเกราะยังมีหนามแหลมคมราวกับเม่น
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีศีรษะโล้น ดวงตาทั้งสองมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะยามที่มองมายังลู่เฉิน ดูราวกับว่ากลายเป็นเพียงเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้น
“แท้จริงแล้วเจ้ามาทำไม?!” ชายประหลาดผู้นี้มองไปยังลู่เฉิน ซึ่งชายหนุ่มก็มองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้าพูดไปแล้ว ข้ามาเพื่อรับศาสตราวุธวิถีมาร”
“รนตาที่ตาย!” อีกฝ่ายพูดจบก็พลันโยนระฆังออกมา และเมื่อระฆังกำลังจะโจมตีลู่เฉิน ชายหนุ่มก็พลันสะบัดมือ ส่งให้ระฆังนี้ลอยออกไปทันที
ชายผู้นั้นตกตะลึง เขารีบควบคุมมันแต่ก็ต้องพบว่าตนไม่สามารถควบคุมระฆังนี้ได้แล้ว!
เขาถึงกับแปลกใจขึ้นมา เบิกตากว้างและจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เหตุใดเจ้าจึงสามารถควบคุมสมบัติวิญญาณของข้าได้!”
“เพียงแค่เป็นสมบัติวิญญาณ ข้าก็สามารถควบคุมได้ทั้งหมด!”
“อวดดีนัก!” ชายผู้นั้นเบิกตากว้าง ทำให้ดวงตาเล็ก ๆ คู่นั้นดูใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าไม่อยากเสียเวลา ดังนั้นเจ้าถอยไปเสียจะดีกว่า หรือว่าจะให้ข้าลงมือ?” ลู่เฉินกล่าวกับอีกฝ่าย
ทว่าชายผู้นี้กลับยิ้มเยือกเย็น “ข้า หยางเป่ยเหริน ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม!”
“เจ้าจะเป็นขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อมหรือไม่ มันเกี่ยวอันใดกับข้า?”
ชายผู้มีนามว่าหยางเป่ยเหริน แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพบคนที่หยิ่งผยองเช่นนี้มาก่อน “เจ้ามันบ้ายิ่งนัก!”
“มาเถิด ข้าจะดูเสียหน่อยว่าเจ้ามีความสามารถแค่ไหน”
ประโยคดังกล่าวยิ่งเป็นการกล่าวยั่วยุหยางเป่ยเหริน ทำให้คนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในมุมมืดกระซิบกันเบา ๆ
“ชายผู้นี้โผล่มาจากที่ใดกัน? เหตุใดถึงได้บ้าบิ่นเช่นนี้?”
“เมื่อไหร่กันที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีคนเช่นนี้?”
“ไม่น่าจะใช่คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
“เช่นนั้น สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กล้าให้เขาเข้ามางั้นหรือ?”
คนพวกนี้ต่างแปลกใจว่าลู่เฉินสามารถเข้ามาได้อย่างไร ในขณะที่หยางเป่ยเหรินกำมือขวาแน่น จากนั้นจึงปล่อยเงาหมัดสีทองออกไปยังลู่เฉินที่ตกเป็นเป้าหมาย
ทุกคนต่างคิดว่าร่างของลู่เฉินคงจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ
แต่ใครจะคาดคิดว่ากลับมี ‘กำแพงพันชั้น’ ปรากฏขึ้นเสียอย่างนั้น ทำให้ลู่เฉินไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ แม้แต่น้อย
ฉากดังกล่าวทำให้ผู้ที่อยู่ในมุมมืดต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา
“นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”
“เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน เหตุใดจึงมีการป้องกันที่แข็งแกร่งเพียงนี้?”
“แท้จริงแล้ว เขาคือผู้ใดกันแน่!”
ทุกคนเริ่มสงสัยในตัวตนของลู่เฉิน ทว่าหยางเป่ยเหรินยังคงคิดว่าตนควบคุมพลังได้ไม่ดี จึงลงมือทำเช่นเดิมอีกครั้ง ทว่าผลยังคงเป็นเช่นเดิม นั่นคือไม่สามารถทำลายการป้องกันของลู่เฉินได้!
ลู่เฉินยิ้มให้กับภาพตรงหน้าแล้วถามว่า “ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่?”