ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 227 สัตว์อสูรวิญญาณ ผู้คุ้มครองสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 227 สัตว์อสูรวิญญาณ ผู้คุ้มครองสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
หยางเป่ยเหรินที่ดูเหมือนเม่นผู้นี้สับสนขึ้นมา และมองไปยังลู่เฉินด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน แต่เจ้ากลับมีพลังมากกว่าขั้นสร้างรากฐาน!”
ไม่เพียงแค่หยางเป่ยเหรินเท่านั้น เพราะผู้คนในมุมมืดต่างก็รู้สึกว่าลู่เฉินนั้นไม่ธรรมดา
ลู่เฉินยิ้มพราย เขามองไปรอบ ๆ แล้วกล่าวว่า “อย่ามัวพูดไร้สาระ ข้าถามเจ้าว่ายังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่? ถ้าหากไม่มี ข้าจะได้จบเรื่องนี้เสียที!”
หยางเป่ยเหรินกังวลใจ จึงมองไปยังมุมมืดนั้นและกล่าวขึ้นมาด้วยความเคารพว่า “เจ้าสำนัก”
“ศาสตราวุธวิถีมารนี้ เป็นสิ่งที่สำนักของเราผนึกกันมาหลายชั่วอายุ ผู้ใดก็ไม่สามารถนำไปได้!” น้ำเสียงเคร่งขรึมดังกังวานออกมา
ลู่เฉินได้ยินเสียงนี้จึงยิ้มประหลาด “เจ้าก็คือเจ้าสำนัก?”
“ใช่! ข้าคือเจ้าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ฉินเทียนเลี่ย!” ขณะนั้นเอง ลูกไฟกลุ่มหนึ่งก็ร่วงลงมาจากฟากฟ้า และลูกไฟเหล่านั้นก็กลายเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดเกราะสีแดงเพลิง ในมือถือทวนสีแดงเพลิง ท่าทางดุร้ายอย่างมาก
ลู่เฉินปรายตามองก็พบว่าอีกฝ่ายดูอายุราว ๆ สี่สิบถึงห้าสิบปี แต่ในเรื่องของพละกำลังนั้น คนผู้นี้อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม แต่สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดคือรากวิญญาณของเขา เพราะมันคือรากวิญญาณหกดาว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งเช่นนี้!
เมื่อหยางเป่ยเหรินมองเห็นคนผู้นั้น เขาก็กล่าวแสดงความเคารพออกมา “เจ้าสำนัก”
“เจ้าคือผู้ที่ขโมยวิชาของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้วหนีไป จากนั้นไปยังสำนักเก้าสุขสงบ แล้วยังกลับมาแก้แค้น?” ฉินเทียนเลี่ยกล่าวดูถูก แต่เมื่อชายหนุ่มได้ยิน เขากลับยิ้มพลางเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าเรื่องที่สำนักเล็ก ๆ ของเจ้าใส่ร้ายข้า …เจ้าก็รู้เช่นกัน!”
ผู้คนรอบ ๆ ต่างสงสัยว่าสองคนนี้คุยเรื่องใดกัน ขณะที่ฉินเทียนเลี่ยเบิกตากว้างด้วยความโกรธ “เจ้าพูดว่าสำนักเล็ก ๆ พูดให้ร้ายเจ้างั้นหรือ?!”
“หรือว่าไม่ใช่?”
“เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเจ้าขโมยไป ยังจะพูดว่าถูกพูดจาให้ร้ายอีกงั้นหรือ? ช่างน่าขันนัก!” เห็นได้ชัดว่าฉินเทียนเลี่ยมั่นใจว่าลู่เฉินคือผู้ที่ขโมยไปจริง ๆ
“ดูเหมือนว่าอธิบายกับเจ้าไปก็คงจะไม่เข้าใจสินะ”
“พ่อหนุ่ม ถ้าหากไม่อยากตาย ข้าแนะนำให้เจ้ารีบยอมแพ้และสำนักผิดซะ!” ฉินเทียนเลี่ยแสดงท่าทีหยิ่งผยอง เขากวัดแกว่งทวนในมือไปมา ทำให้เกิดลูกไฟสว่างวาบไปรอบทิศ และได้ยินเสียงพยัคฆ์คำรามดังมาจากหมอกหนา
เมื่อได้ยินเสียงคำราม ลู่เฉินก็เผยยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะทำสัตว์วิญญาณกัน!”
“ใช่! สัตว์สวรรค์ห้าดาว! พยัคฆ์อัคคีเพลิง!” ฉินเทียนเลี่ยกล่าวอย่างพึงพอใจ แต่ลู่เฉินดูไม่ใส่ใจนัก “ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเลี้ยงอะไร ตอนนี้ข้ามีเพียงทางเลือกเดียวที่จะมอบให้พวกเจ้าเท่านั้น!”
“ทางเลือกให้พวกข้า? ช่างน่าขันนัก!” ฉินเทียนเลี่ยรู้สึกว่าลู่เฉินทะนงตัวเกินไป เขาพุ่งตัวไปตรงหน้าชายหนุ่มและพร้อมที่จะใช้ทวนทิ่มทะลวงอีกฝ่าย ซึ่งทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินคงต้องถูกฆ่าตายแน่!
ทว่าใครจะคาดคิดว่าลู่เฉินจะใช้ ‘เคล็ดหลบหนีหมื่นลี้’ หายเข้าไปยังหมอกหนาที่อยู่ไกลออกไปทันที พร้อมกับพูดติดตลกขึ้นมาว่า “การโจมตีของเจ้าจะมาถึงข้าหรือไม่?”
ความเร็วในการเคลื่อนไหวของลู่เฉินนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง ถึงขนาดที่หยางเป่ยเหรินอดไม่ได้ที่จะสงสัย “นี่มันความเร็วของภูตผีใดกัน?”
ฉินเทียนเลี่ยมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าสำนัก ดังนั้นมีหรือที่เขาจะปล่อยให้ลู่เฉินหนีไปจากสายตาของตนได้? เขาตะโกนก้องพลางกวัดแกว่งทวนในมือ ก่อนที่รอบกายลู่เฉินจะเต็มไปด้วยค่ายกลทวนไฟ ทำให้เงาทวนนับไม่ถ้วนสว่างวาบอยู่รอบบริเวณนั้น “ตอนนี้ยังคิดว่าจะหนีไปได้อีกหรือไม่?”
“ถ้าคิดจะหนีนั้นง่ายมาก เพียงแค่ข้าไม่อยากมาเสียเวลากับเจ้าเท่านั้น!” ลู่เฉินกล่าวจบก็สะบัดมือข้างหนึ่ง ทำให้ระฆังของหยางเป่ยเหรินลอยออกไปทันที ก่อนจะกระทบเข้ากับเงาทวนทีละเล่ม
“นี่มัน!” หยางเป่ยเหรินรู้สึกสับสน ส่วนฉินเทียนเลี่ยเบิกตากว้างมองไปยังหยางเป่ยเหรินแล้วตะโกนว่า “เก็บสมบัติวิญญาณของเจ้าเสีย!”
“ข้า… ข้าไม่สามารถควบคุมได้!” หยางเป่ยเหรินตอบอย่างตระหนก
นี่จึงทำให้ฉินเทียนเลี่ยโมโหจนกัดฟันกรอด “ไร้ประโยชน์!”
หยางเป่ยเหรินไม่รู้ว่าตนควรพูดเช่นไร ขณะที่ลู่เฉินจ้องมองมายังฉินเทียนเลี่ยพลางเอ่ยว่า “ยังมีวิธีใดอีก รีบนำออกมา ข้าจะรอดูเสียหน่อยว่าพวกเจ้าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ แท้จริงแล้วมีฝีมือเพียงใด!”
“พ่อหนุ่ม ข้ายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดด้วยซ้ำ!” ฉินเทียนเลี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เช่นนั้นก็มาเถิด!”
“ได้! ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองลูกไฟปลิดชีพของข้า!” ฉินเทียนเลี่ยเริ่มร่ายรำทวนในมือ ส่งลูกไฟบนอากาศทั่วทุกสารทิศให้กลายเป็นเงางูเพลิง
เงางูเพลิงเหล่านี้ลอยไปลอยมาและยังส่งเสียง ‘ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว’ อยู่รอบ ๆ
ทันใดนั้น มันก็ร่วงหล่นลงมายังศีรษะของลู่เฉิน!
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะหนีไปหรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ครั้งนี้ลู่เฉินไม่หนี อีกทั้งยังเปิดใช้ ‘กำแพงพันชั้น’ ปล่อยให้เงาทวนนั้นกระทบเข้ากับกำแพงอย่างบ้าคลั่งจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง ปัง ปัง!’
เพียงไม่นานกำแพงก็ถูกทำลายไปถึงเก้าสิบชั้น ทว่ายังโชคดีที่เหลือกำแพงสามชั้นสุดท้ายที่แข็งแกร่งยิ่งนัก! อาจกล่าวได้ว่าลู่เฉินสามารถต้านทานท่าไม้ตายนี้ไว้ได้!
ฉินเทียนเลี่ยพลันเผยท่าทีเย็นชาออกมาทันที “จัดวางค่ายกลวิญญาณเพลิง!”
“ขอรับ!”
เวลานี้บนอากาศพลันเกิดลูกไฟสว่างวาบขึ้นมา และยอดฝีมือเหล่านั้นพากันยืนอยู่รอบ ๆ จากในค่ายกล แม้แต่หยางเป่ยเหรินก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน และเมื่อฉินเทียนเลี่ยร่ายทวน เงาทวนเหล่านั้นก็ยิ่งแข็งแกร่ง จนสุดท้ายก็ได้กลายเป็น ‘เงามังกรเพลิง’!
“พ่อหนุ่ม เจ้ากลัวแล้วหรือ?” ฉินเทียนเลี่ยที่ควบคุมลูกไฟเหล่านั้นหัวเราะขึ้นมา ลู่เฉินจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “หากเจ้าสูญเสียการควบคุมทวนนี่ไปเสียล่ะ?”
“น่าตลกนัก นี่เป็นสมบัติวิญญาณของข้า จะสูญเสียการควบคุมได้เช่นไร?” ฉินเทียนเลี่ยไม่เชื่อ อีกทั้งยังออกแรงกวัดแกว่งอีกครั้ง คิดจะนำไฟมังกรเพลิงนี้โจมตีไปยังร่างของลู่เฉิน
ทว่าจู่ ๆ ทวนก็เกิดเสียการควบคุมขึ้นมา ทำให้เงามังกรเพลิงโจมตีพลาด และเมื่อการโจมตีตกลงสู่พื้น มันก็ทำให้เกิดหลุมกว้างขนาดใหญ่ ซึ่งลู่เฉินที่เห็นภาพนั้นพลันถอนหายใจออกมาพลางเอ่ยว่า “พลังมหาศาลนัก”
“เจ้า!” ฉินเทียนเลี่ยไม่พอใจ จากนั้นจึงมองไปยังทวนในมือตนคล้ายกับกังวลว่าทวนจะเสียการควบคุมไปอีก
หยางเป่ยเหรินที่กังวลขึ้นมาถึงกับเอ่ยว่า “เจ้าสำนัก เขาสามารถควบคุมสมบัติวิญญาณของผู้อื่นได้”
“ข้าไม่เชื่อ!” ฉินเทียนเลี่ยยังคงไม่เชื่อ จึงเพิ่มพลังเข้าไปอีกเพื่อที่จะใช้มันซ้ำอีกครา
ลู่เฉินที่เห็นเช่นนั้นก็พลันแสยะยิ้ม “ยังจะทำต่ออีกหรือ?”
ฉินเทียนเลี่ยได้ยินแล้วก็อยากจะวางทวนลง เขาตะโกนออกมาว่า “แม้ไม่มีสมบัติวิญญาณ ข้าก็ยังสามารถทำได้!”
ครั้นเอ่ยจบ ริมฝีปากของฉินเทียนเลี่ยก็เปล่งเสียงประหลาดออกมา
เพียงไม่นาน พยัคฆ์สีแดงเพลิงก็วิ่งมาจากระยะไกลด้วยความเร็ว
พยัคฆ์ตัวนี้แท้จริงแล้วก็คือพยัคฆ์อัคคีเพลิง มันมีขนาดใหญ่ประมาณมนุษย์ห้าถึงหกคนรวมกัน และขาทั้งสี่ของมันก็ราวกับเสาเข็ม และขณะที่วิ่งมานั้น บนตัวมันยังแผ่กระจายไปด้วยเปลวเพลิงออกมาไม่หยุด!
ฉินเทียนเลี่ยตะโกนสั่งพยัคฆ์อัคคีเพลิงตัวนั้นทันที “จัดการเขา!”
หลังจากได้รับคำสั่ง แววตาของพยัคฆ์อัคคีเพลิงก็พลันเปลี่ยนไป จากนั้นปากของมันก็พ่นเปลวไฟออกมาในฉับพลัน!
แต่ลู่เฉินไม่กลัว เขากลับยืนแสยะยิ้มอยู่ตรงนั้น “คิดว่าของเช่นนี้จะทำอันใดข้าได้?”
ฉินเทียนเลี่ยหัวเราะเยาะ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพยัคฆ์อัคคีเพลิงตนนี้แข็งแกร่งเพียงใด?”
“แข็งแกร่ง?”
“ใช่ มันคือสัตว์อสูรวิญญาณที่คุ้มครองสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และมีชีวิตมานานนับห้าพันปี มันทรงพลังถึงขนาดปะทะกับผู้ฝึกตนในขั้นแปลงเซียนได้” ฉินเทียนเลี่ยกล่าวโอ้อวด
ทุกคนคิดว่าคำพูดนี้จะทำให้ลู่เฉินหวาดกลัว
แต่ลู่เฉินกลับนิ่งเฉยและยังคงเผยรอยยิ้มออกมา “อย่าว่าแต่เป็นสัตว์อสูรวิญญาณเลย ถึงแม้จะเป็นสัตว์อสูรเทพเซียน สัตว์ในตำนาน ข้าก็ไม่กลัว!”
“น่าตลกนัก!” ฉินเทียนเลี่ยคิดว่าลู่เฉินเพียงแค่พูดติดตลกเท่านั้น และคนในมุมมืดเหล่านั้นต่างพากันหัวเราะเยาะขึ้นมา “เจ้ายอมแพ้เสียเถิด! ”
“ใช่ พยัคฆ์อัคคีเพลิงของพวกข้านั้นดุร้ายมาก!”
“ถูกต้อง หากถูกมันกลืนกินไป แม้แต่ซากเจ้าก็จะไม่เหลือ!”
ขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะนั้น ลู่เฉินกลับแสยะยิ้มออกมา ฉินเทียนเลี่ยจึงถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้ายิ้มอันใด?!”