ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 228 สัตว์อสูรวิญญาณที่คุ้มครองตนนี้ มีไว้เพียงแค่ทำให้หวาดกลัวจนหนีไป!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 228 สัตว์อสูรวิญญาณที่คุ้มครองตนนี้ มีไว้เพียงแค่ทำให้หวาดกลัวจนหนีไป!
บทที่ 228 สัตว์อสูรวิญญาณที่คุ้มครองตนนี้ มีไว้เพียงแค่ทำให้หวาดกลัวจนหนีไป!
“ที่ข้ายิ้ม เพราะอีกครู่หนึ่งมันจะกลัวข้า!” ลู่เฉินพูดด้วยความมั่นใจ แต่ฉินเทียนหลานกลับยิ้มเย็นชา “กลัวเจ้า? เจ้านี่ช่างโอ้อวดยิ่งนัก!”
“หากไม่เชื่อ เจ้าก็รอดู!” ลู่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องของพยัคฆ์อัคคีเพลิงนี้นัก
ฉินเทียนเลี่ยคิดว่าลู่เฉินกำลังขู่ให้กลัว เขาจึงไม่ได้ใส่ใจ และหันไปมองพยัคฆ์อัคคีเพลิงก่อนจะกล่าวว่า “ท่านพยัคฆ์ มอบหน้าที่นี้ให้ท่านแล้ว!”
เมื่อพยัคฆ์อัคคีเพลิงได้ยินดังนั้น มันก็พลันคำรามออกมาเสียงดัง ราวกับเป็นการตอบรับ
จากนั้นพยัคฆ์อัคคีเพลิงจึงก้าวไปหาลู่เฉินทีละก้าว
ทว่าใครจะคาดคิดว่าลู่เฉินกลับปล่อยกลิ่นอายราชันย์อสูรออกมา และแม้แรกเริ่มเดิมทีพยัคฆ์อัคคีเพลิงนี้จะไม่ได้สนใจเรื่องของมนุษย์ต่ำต้อยผู้นี้ แต่เมื่อเข้าใกล้จนเกือบเผชิญหน้ากับลู่เฉิน มันก็พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว จากนั้นจึงตอบสนองด้วยสัญชาตญาณที่หวาดกลัวจนถอยหลังหนีไป
“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้ที่อยู่ในมุมมืดเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
หยางเป่ยเหรินถึงกับงุนงง “ท่านพยัคฆ์ไปพบสิ่งใดเข้า?”
ฉินเทียนเลี่ยเองก็กังวลใจขึ้นมา จึงตะโกนไปหาพยัคฆ์อัคคีเพลิงทันที “เร็ว! รีบทำลายเขาซะ”
ทว่าพยัคฆ์อัคคีเพลิงกลับคำรามเสียงดัง มันแสดงความรู้สึกหวาดกลัวออกมา ก่อนจะหมุนตัวหายออกไปทันที
สุดท้ายจึงเหลือเพียงฉินเทียนเลี่ยที่บัดนี้แสดงสีหน้าสับสน ในขณะที่ลู่เฉินเผยยิ้มขณะมองไปยังอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “เป็นเช่นไร ข้าพูดไม่ผิด เมื่อมันเห็นข้า มันก็จะหวาดกลัวจนหนีไปเสียเอง”
“พ่อหนุ่ม เจ้า… เจ้าคือผู้ใดกันแน่!” ฉินเทียนเลี่ยมองไปยังลู่เฉินด้วยแววตาโกรธเคือง
“ข้าบอกแล้วว่าข้ามาเอาศาสตราวุธวิถีมาร”
“ฝันไปเถิด!” ฉินเทียนเลี่ยตะโกน จากนั้นจึงให้ผู้คนรอบ ๆ เข้าล้อมโจมตีลู่เฉิน ทว่า ‘กำแพงพันชั้น’ ของชายหนุ่มนั้นแข็งแกร่งเกินไป คนเหล่านี้จึงไม่สามารถทำลายได้ และไม่นานพวกเขาก็ยอมรามือไป
บางคนตะโกนมายังฉินเทียนเลี่ยว่า “เจ้าสำนัก พวก… พวกข้าว่าจะถอยไปด้านในเสียก่อน จากนั้นจะเคลื่อนค่ายกลปิดผนึก!”
“ใช่ เคลื่อนค่ายกลปิดผนึก!” มีคนตอบรับขึ้นมา
และคนอื่น ๆ ต่างก็พากันเห็นด้วย
ฉินเทียนเลี่ยจึงจ้องไปยังลู่เฉินและเอ่ยยั่วยุ “หากเจ้ามีความสามารถนักก็จงมานำไปเอง!”
ครั้นเอ่ยจบ ฉินเทียนเลี่ยก็พลันหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เฉินมองไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายหายไปก่อนจะเผยยิ้มประหลาดออกมา “ข้าจะรอดูว่าผนึกของพวกเจ้าคือสิ่งใด!”
จากนั้นลู่เฉินจึงเดินหายเข้าไปภายในหมอกหนาด้วยความมั่นใจ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ได้พบกับเขตแดนสีทองสว่างไสวราวกับแก้วที่ส่องประกาย และขณะเดียวกัน ภายในเขตแดนนี้ก็มีชายชราอยู่กลุ่มหนึ่ง!
ด้านหลังชายชรากลุ่มนี้ เป็นศิลาหินขนาดใหญ่ และบนศิลาหินนี้มีร่องรอยอยู่จำนวนมาก อีกทั้งตรงกลางของศิลาหินก็ยังมีผลน้ำเต้าสีม่วงเล็ก ๆ วางอยู่ ดูคล้ายกับต้องการจะปกปิดบางสิ่ง
เมื่อลู่เฉินจ้องมองอย่างละเอียดแล้ว เขาก็พบว่าด้านบนของมันมีไอมารหนาแน่นอยู่มากทีเดียว
“นี่ก็คือศาสตราวุธวิถีมารที่ว่านั่น?” เมื่อลู่เฉินมองเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าสิ่งนี้คือศาสตราวุธวิธีมาร เขาจึงแสดงสีหน้าสงสัยออกมา ส่วนชายชราเหล่านั้นก็เริ่มพากันยั่วยุ
“พ่อหนุ่ม เจ้าเข้ามาไม่ได้หรอกหรือ?”
“พ่อหนุ่ม รู้หรือไม่ว่าผนึกนี้แข็งแกร่งเพียงใด?”
“พ่อหนุ่ม ลำพังแค่เจ้า? ยังกล้าคิดเป็นศัตรูกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์หรือ!”
…
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มและมองไปยังฉินเทียนเลี่ย “ศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เวลานี้ถูกข้าสยบไปหมดแล้ว”
คำพูดดังกล่าวทำให้ฉินเทียนเลี่ยรู้สึกไม่สบายใจนัก “เป็นไปไม่ได้!”
“หากไม่เชื่อ เจ้าก็ลองติดต่อคนเหล่านั้นดูว่ายังมีผู้ใดสามารถติดต่อกับเจ้าได้หรือไม่”
อีกฝ่ายจึงคิดจะติดต่อกับเยว่เซียวซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุด ทว่าสุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ จึงทำให้เขาบันดาลโทสะออกมา “ผู้อาวุโสสูงสุดอยู่ที่ใด?!”
“ผู้อาวุโสสูงสุด? ก็อยู่กับข้า” ครั้นเอ่ยจบ ลู่เฉินจึงนำกู่ฉินออกมา ไม่นานนักก็มีเงาหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
เมื่อทุกคนเห็นร่างวิญญาณของเยว่เซียวที่ถูกลู่เฉินพันรัดตรึงไว้ แต่ละคนก็พากันเบิกตากว้าง
จนกระทั่งเมื่อเยว่เซียวเห็นฉินเทียนเลี่ย เขาก็พลันเริ่มดิ้นรนขัดขืน “เจ้าสำนัก ช่วย… ช่วยข้า!”
ฉินเทียนเลี่ยบันดาลโทสะจนกัดฟันกรอดทันที เขาจ้องมองไปยังลู่เฉินแล้วตะคอกใส่ “พ่อหนุ่ม! สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของข้าไม่เคยมีความคับแค้นใจใด ๆ กับเจ้า เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเยี่ยงนี้!”
“ไม่มีความคับแค้นใจ? คำนี้เกรงว่าข้าจะต้องเป็นคนพูดเสียเอง”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฉินเทียนเลี่ยเอ่ยถามด้วยความโมโห ลู่เฉินจึงเผยยิ้มเย็นชา “อู่เหยียน เหตุใดเขาจึงคิดร้ายต่อข้า?”
“เป็นเพราะเจ้าขโมยของเองไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงกลายเป็นว่าเขาใส่ร้ายเจ้ากัน?” ฉินเทียนเลี่ยไม่คิดว่าอู่เหยียนจะทำร้ายลู่เฉิน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มประหลาดออกมา “เช่นนั้นเขาอยู่ที่ใด? เจ้ากล้าให้เขาออกมาหรือไม่?”
“เหตุใดข้าจึงต้องให้เขาออกมา?” ฉินเทียนเลี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
“ได้ รอให้ข้าจับเจ้าได้เสียก่อน แล้วข้าจะถามดี ๆ อีกครั้ง!”
ทันใดนั้น ลู่เฉินก็สามารถติดสินได้ว่าอู่เหยียนผู้นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับพันธมิตรชิงรากวิญญาณเป็นแน่ มิเช่นนั้นคงไม่ทำร้ายเขาอย่างไร้สาเหตุ และยังสร้างโอกาสให้คนชิงเอารากวิญญาณของเขาหนีไปอีกด้วย!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ลู่เฉินจึงคิดอยากจะจับอู่เหยียนผู้นี้มาให้ได้
แต่ฉินเทียนเลี่ยกลับเบิกตากว้างพลางกล่าวว่า “คิดอยากจะจับข้า? เช่นนั้นก็คงต้องรอดูว่าเจ้าจะสามารถทำลายชั้นการป้องกันนี้ได้หรือไม่ แล้วจึงค่อยว่ากัน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็พลันมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “การจัดการผนึกเช่นนี้ …เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”
“เรื่องเล็กน้อย? เจ้านี่ชอบพูดจาตลกนัก!” ฉินเทียนเลี่ยยังคงคิดว่าลู่เฉินเพียงพูดโอ้อวดเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็มองลู่เฉินด้วยสายตาดูถูก
แต่ลู่เฉินกลับเดินตรงไปยังด้านหน้าเขตแดน จากนั้นก็ขยับตัวอยู่เพียงไม่กี่ก้าว เพียงเท่านี้ก็สามารถทะลุผ่านเขตแดนมาได้
ฉากนี้ทำให้ทุกคนต่างพากันตกตะลึงจนไม่กล้าเชื่อว่าลู่เฉินจะสามารถเข้ามาได้จริง ๆ
ฉินเทียนเลี่ยหวาดกลัวจนตะโกนสั่งทุกคนว่า “ถอย!”
ทว่าลู่เฉินกลับรีบเดินหน้าต่อไปทันที และเดินไปรอบ ๆ เขตแดนนี้ อีกทั้งยังสัมผัสเข้าถึงบางสถานที่
ฉินเทียนเลี่ยที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าคิดทำอันใด?”
“เปลี่ยนผนึกนี้เสียหน่อย ทำให้พวกเจ้าไม่สามารถออกไปได้!”
ทุกคนไม่เชื่อ ทว่าผลลัพธ์นั้นก็คือทุกคนไม่สามารถออกไปได้จริง ๆ โดยเฉพาะฉินเทียนเลี่ยที่แม้จะโจมตีไปยังเขตแดนนี้แต่กลับไร้ประโยชน์ และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำลายเขตแดนนี้ได้!
เมื่อคนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้น พวกเขาจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ฉินเทียนเลี่ยตะโกนบอกทุกคนว่า “ทุกคนร่วมมือกันฆ่าเขา!”
ทุกคนเองก็คิดเช่นนั้น แต่การป้องกันของลู่เฉินเมื่อครู่นี้น่ากลัวเกินไป และสัตว์อสูรวิญญาณนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้ ทำให้ทุกคนต่างก็ค่อย ๆ เสียกำลังใจไป
ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ ราวกับว่าต่างก็ยอมแพ้ไป ฉินเทียนเลี่ยจึงตะโกนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งว่า “พวกเจ้าทำสิ่งใดกัน?”
“เจ้าสำนัก พวก… พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
“ใช่ เจ้าสำนัก พวกเรายอมแพ้เถิด!”
“เจ้าสำนัก ศาสตราวุธวิถีมารนี้ก็อยู่ที่นี่มานานมากแล้ว ถ้าเขาอยากนำมันไปก็ให้เขานำไปเถิด เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเทียนเลี่ยจึงบันดาลโทสะขึ้นมา “คำสั่งของข้าคือให้คุ้มครองศาสตราวุธวิถีมารนี้ หรือพวกเจ้าหลงลืมสิ่งที่เจ้าสำนักคนก่อนมอบหมายหน้าที่ให้งั้นหรือ?”
เรื่องนี้ทุกคนต่างก็รับรู้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นความตายนี้ พวกเขาก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ดังนั้นทุกคนต่างก็หันมองหน้ากัน ก่อนที่ฉินเทียนเลี่ยจะพูดให้กำลังใจทุกคนว่า “เขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น จะทำอะไรพวกเราได้?”
หยางเป่ยเหรินรู้สึกว่าสิ่งนี้มีเหตุผล จึงหันไปพูดกับทุกคนว่า “ใช่ เจ้าสำนักพูดถูก เขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งเท่านั้น จะสามารถทำอะไรพวกเราได้?”
แต่ลู่เฉินกลับเผยยิ้มขณะมองทุกคนแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าจะเป็นคนเปิดทางให้ข้า หรือว่าจะให้ข้าจัดการพวกเจ้าเพื่อเปิดทางเสียเอง?”
“พ่อหนุ่ม ข้ารับรองว่าไม่ว่าการป้องกันของเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ถ้าหากเจ้าคิดจะทำร้ายข้า นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้!” ฉินเทียนเลี่ยพูดอย่างมั่นใจ
ลู่เฉินจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “โอ้ จริงหรือ?”