ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 295 จงยอมรับความพ่ายแพ้ อย่าบ่ายเบี่ยง!
บทที่ 295 จงยอมรับความพ่ายแพ้ อย่าบ่ายเบี่ยง!
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยพูดจบ นางก็ถือลูกแก้วไว้ในมือข้างหนึ่งและอีกมือหนึ่งถือเหยือกสุรา เดินไปพลางสะอึกไปพลาง ทว่าลู่เฉินที่อยู่ในลูกแก้วกลับยังคงยิ้มให้นางอยู่ “วิชาของเจ้าไม่เหมือนใครจริง ๆ แต่นี่ก็มิอาจขังข้าได้”
“หนุ่มน้อย อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้ดักจับผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดกลุ่มหนึ่งก็มิใช่ปัญหา!” เถ้าแก่เนี้ยเย้าแหย่ลู่เฉิน แต่ชายหนุ่มไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาอีก ขณะที่เถ้าแก่เนี้ยเดินไปถึงภายใน และเตรียมตัวกลับไปที่หอก็พลันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
เพราะทันใดนั้นเอง ‘ลูกแก้ว’ ที่ถืออยู่ในมือซ้ายกลับปริแตก จากนั้นก็บังเกิดเสียง ‘บึ้ม!’
ลูกแก้วพลันระเบิดออก จากนั้นลู่เฉินก็ปรากฏตัวต่อหน้าเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ด้วยรอยยิ้มสนุก “ข้าบอกแล้วว่าเจ้าขังข้าไม่ได้!”
เถ้าแก่เนี้ยมองชายตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ประเมินเขาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “เจ้าหนู เจ้ามีความสามารถทีเดียว”
“ข้ารู้ เช่นนั้นเจ้าควรเข้าใจว่าเจ้าไม่สามารถทำอันใดข้าได้” ลู่เฉินมองนางด้วยรอยยิ้ม และเถ้าแก่เนี้ยก็ยิ้มตอบเล็กน้อย “เมื่อครู่นี้ข้าเพียงแต่ไม่ได้ใส่พลังให้ลูกแก้วเท่านั้น!”
“โอ้? ยังอยากลองอีกหรือ?”
“แน่นอน!” ครั้งนี้เถ้าแก่เนี้ยเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ทำให้ลู่เฉินเข้าไปพัวพันกับฟองอากาศ จากนั้นร่างกายของเขาก็หดตัวลงเล็กน้อย จนในที่สุดก็กลายเป็นลูกแก้ว ทั้งยังมีการป้องกันชั้นแสงหลายชั้นรอบ ๆ ลูกแก้วอีกด้วย
ขณะเดียวกันนั้น เถ้าแก่เนี้ยก็หยิบลูกแก้วขึ้นมาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นอย่างไร? หนีไม่รอดแล้วสิ?”
ลู่เฉินหัวเราะทันทีที่ได้ยิน
“เจ้าหัวเราะอันใด?”
“ข้าหัวเราะกับความไม่รู้ของเจ้า” เมื่อชายหนุ่มพูดจบ เขาก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ โดยดูดซับพลังบนลูกแก้วอย่างเมามัน เมื่อเถ้าแก่เนี้ยพบว่ากลิ่นอายบนลูกแก้วอ่อนลง นางก็เพิ่มพลังเข้าไปอีก
แต่ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมาก ดังนั้นหลังจากที่เถ้าแก่เนี้ยใช้พลังจนหมด นางก็โยนลูกแก้วออกไป ลูกแก้วจึงระเบิดจนกระทั่งลู่เฉินหลุดออกมา ทั้งมองไปที่อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
เถ้าแก่เนี้ยค่อย ๆ ฟื้นฟูพลังวิญญาณ ทว่ายามนี้สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมแล้ว “เจ้าเป็นผู้ใดกัน?!”
“ข้ามาที่นี่เพื่อซื้อสุราเท่านั้น” ลู่เฉินมองเถ้าแก่เนี้ยด้วยรอยยิ้ม แต่เถ้าแก่เนี้ยยังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “สุราคืนสู่บ้านเกิดของพวกเราหมดแล้ว”
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือ?” ลู่เฉินถามกลับ
เถ้าแก่เนี้ยเงียบไปก่อนจะพูดว่า “ข้าเปล่า ข้าพูดเรื่องจริง”
“ดูเหมือนว่าข้าต้องชี้แนะเจ้าสักหน่อยแล้ว”
“อันใดนะ? เจ้ายังต้องการโจมตีข้าอยู่หรือ?”
“ลองดูสิ แล้วเจ้าจะรู้!”
เถ้าแก่เนี้ยยิ้มอย่างมั่นใจ “ได้ หากเจ้าเอาชนะข้าได้ ข้าจะให้สุราแก่เจ้า ถ้าเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้ เจ้าก็ควรออกจากที่นี่โดยเร็ว!”
หลังจากพูดจบ เถ้าแก่เนี้ยก็ร่ายเกราะกำบังที่ส่งกลิ่นของสุราออกมา และบนเกราะกำบังนี้ สามารถมองเห็นเปลวไฟได้เป็นครั้งคราว
ลู่เฉินเอ่ยว่า “เกราะกำบังสุรานี้น่าสนใจ!”
“หากเจ้ารู้จักเกราะกำบังสุราจริง ๆ เจ้าก็ควรรู้ว่าเกราะกำบังสุรานั้นแข็งแกร่งกว่าเกราะกำบังวิญญาณทั่วไป และฐานการบ่มเพาะของข้าก็แข็งแกร่งกว่าของเจ้ามาก ดังนั้นหากเจ้าต้องการทำลายเกราะกำบังของข้า อย่างน้อยเจ้าก็ต้องอยู่ในขั้นแปลงเซียน!” เถ้าแก่เนี้ยพูดอย่างมั่นใจ
ลู่เฉินส่ายหัว “ไม่จำเป็น!”
“โอ้? งั้นหรือ?” เถ้าแก่เนี้ยสงสัยว่าคนตรงหน้ากำลังทำอันใด แต่ในตอนนั้นเอง ลู่เฉินพลันหยิบกระบี่สยบเก้าทิศและไข่มุกหลอมปราณออกมาพร้อมกัน จากนั้นพลังของเขาก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าเถ้าแก่เนี้ยไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าลู่เฉินเพิ่งดูดพลังวิญญาณไปเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่นาน ปราณกระบี่สามพันสายที่ลู่เฉินเรียกออกมาก็ถูกบีบอัดจนเหลือเพียงปราณกระบี่สามสาย
ปราณกระบี่ทั้งสามนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่เถ้าแก่เนี้ยที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงความน่าสยดสยองของพวกมันได้ ในที่สุดนางก็ถามออกมาว่า “เห็นได้ชัดว่าเจ้าอยู่ในขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น เหตุใดจึงสามารถใช้ปราณกระบี่ที่ทรงพลังเช่นนี้ได้!”
“เป็นอย่างไร? กลัวแล้วหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ครั้นได้ยินเช่นนั้น เถ้าแก่เนี้ยก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป นางกระโดดขึ้นไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งยิ้มให้ลู่เฉิน “เจ้าไม่ได้บอกว่าห้ามบินขึ้นท้องฟ้า!”
ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย “เจ้าอย่าคิดว่าอยู่บนท้องฟ้าแล้วข้าจะทำอันใดเจ้าไม่ได้!”
“ไร้สาระ ข้าสามารถหลบได้อย่างอิสระบนท้องฟ้า ส่วนการโจมตีของเจ้า แม้กระทั่งข้ายังแตะต้องไม่ได้ นับประสาอันใดกับการทำลายเกราะกำบังของข้า” เถ้าแก่เนี้ยยิ้มอย่างมั่นใจจากนั้นก็เทเหยือกในมือของนางลงมาเป็นระยะ
ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าเห็นพวกขี้เมามามากมาย แต่สตรีขี้เมาเช่นเจ้านับเป็นคนแรก!”
“ช่วยไม่ได้ สุราทำให้ข้ามีความสุข และมันก็ทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นด้วย!” เถ้าแก่เนี้ยอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าในตอนนี้เอง ลู่เฉินก็เปลี่ยนไปใช้ธนูเงามาร รอยยิ้มของเถ้าแก่เนี้ยจึงค่อย ๆ หายไป “ศาสตราวุธวิถีมาร เจ้าเป็นผู้ฝึกตนสองวิถี?”
“คิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินถามกลับ ทว่าคันธนูในมือของเขาก็เริ่มพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง
เถ้าแก่เนี้ยถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
“ไม่ต้องกังวลไป!” หลังจากลู่เฉินพูดจบ เงาลูกศรบนคันธนูพลันพุ่งออกไป ความเร็วนั้นถือว่ารวดเร็วอย่างยิ่ง พริบตาเดียวก็ไปถึงที่กำบังด้านหน้าเถ้าแก่เนี้ยแล้ว ที่กำบังนั้นพลันแตกระแหง และในที่สุดก็ ‘ร้าว’ ราวกับแก้วแตก
“นี่…!” เถ้าแก่เนี้ยตกใจ ส่วนลู่เฉินนั้นยิ้มกว้างให้นาง “เจ้าแพ้แล้ว!”
ใบหน้างดงามของเถ้าแก่เนี้ยเหลือเพียงความซีดเซียว ขณะที่ลู่เฉินเก็บคันธนูกลับไปและพูดว่า “เจ้าจะไม่บ่ายเบี่ยงแล้วใช่หรือไม่?”
เถ้าแก่เนี้ยเหาะลงมาตรงหน้าลู่เฉิน มือก็คว้าเหยือกสุราสีดำออกมาจากแขนตัวเอง แต่แล้วนางก็เตือนว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสุรานี้มีไว้เพื่ออันใด?”
“ไม่รู้” ลู่เฉินแสร้งทำเป็นโง่งม
แต่เถ้าแก่เนี้ยกลับมองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือ?”
“ถูกต้อง!”
“แต่ข้าแนะนำเจ้าว่า เจ้าไม่ควรดื่มมัน ไม่อย่างนั้นเจ้าจะเสียใจ!” เถ้าแก่เนี้ยกล่าวเตือน ทว่าลู่เฉินเพียงแย้มยิ้มดังเคย “มีอันใดให้เสียใจกัน?”
พูดจบ ชายหนุ่มก็รับมันไปดื่มทันที
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกวิงเวียนตาลาย ทว่าด้วยวิญญาณอันทรงพลัง ไม่นานลู่เฉินก็สงบลง แต่เพื่อที่จะสามารถเข้าสู่พระราชวังไร้หน้าได้ ลู่เฉินจึงแสร้งทำเป็นสลบลงบนพื้น
เถ้าแก่เนี้ยถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าพูดไปหมดแล้ว เจ้าจะต้องเสียใจ!”
ในเวลานี้เอง พลันมีสตรีหลายนางที่ถือร่มปรากฏตัวขึ้น และสตรีเหล่านี้ก็ ‘ไร้หน้า’ ราวกับว่าพวกนางมีชั้นผิวหนังอยู่บนใบหน้าอย่างไรอย่างนั้น
ลู่เฉินสงสัยว่าสตรีเหล่านี้เป็นใคร
แต่ตอนนี้เอง พวกนางหยิบถุงดำออกมาและวางแผนที่จะยัดลู่เฉินลงไป ทว่าเถ้าแก่เนี้ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา ข้าวางแผนที่จะพาเขาเข้าไปในพระราชวังไร้หน้าด้วย!”
หลังจากที่สตรีเหล่านี้ลังเลอยู่พักหนึ่ง พวกนางก็ถอยออกไปทีละคน ก่อนจะหายไปในที่สุด
ลู่เฉินลอบยิ้มออกมา “พาข้าไปที่พระราชวังไร้หน้าหรือ?”
ยามนี้ เถ้าแก่เนี้ยถูกความสามารถของลู่เฉินดึงดูด ดังนั้นนางจึงคว้าเขาไว้ก่อนจะพาเดินไปที่หอของนาง หลังจากเปิดตู้แล้ว ค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ปรากฏขึ้นที่นั่น
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยพาลู่เฉินผ่านมาทางค่ายกลเคลื่อนย้ายแล้วก็มาถึงป่าแห่งหนึ่ง
เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ทิ้งลู่เฉินไว้แล้วหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาแกว่งข้างรูจมูกของลู่เฉิน ลู่เฉินแสร้งทำเป็นตื่นและมองไปรอบ ๆ
“นี่คือที่ใด?”
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าจะต้องเสียใจ!” เถ้าแก่เนี้ยยืนอยู่ข้าง ๆ พลางมองไปที่ลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม