ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 297 ร่างกายของนางผนึกบางสิ่งไว้!
บทที่ 297 ร่างกายของนางผนึกบางสิ่งไว้!
เมื่อเห็นท่าทีของหวังอวี่ เถ้าแก่เนี้ยก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ในขณะที่หวังอวี่ดูกระตือรือร้นมากขึ้นเมื่อเห็นเถ้าแก่เนี้ยยิ้มเช่นนั้น “คอยดู!”
ลู่เฉินถอนหายใจ “สาวน้อยผู้นี้ไม่มีปัญหาเรื่องสติปัญญาใช่หรือไม่?”
เห็นเพียงลู่เฉินพิจารณาอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ทั้งที่ดูเหมือนอายุยี่สิบปีเศษ แต่กลับทำตัวแปลก ๆ และติดสุรา โดยเฉพาะน้ำเสียงและแววตานั้นราวกับสาวน้อยแสนดื้อรั้นอย่างไรอย่างนั้น
ด้วยเหตุนี้ ลู่เฉินจึงทนดูไม่ได้อีกต่อไป “สาวน้อย เรื่องนั้น อย่าล้อเล่นดีกว่า”
“สาวน้อย เจ้าเรียกใครว่าสาวน้อย!!!” หวังอวี่กำลังจะระเบิดโทสะ แต่กลับโดนลู่เฉินที่ถามด้วยความสงสัยขัดขึ้นมาเสียก่อน “หรือว่าเจ้าไม่เด็กแล้วหรือ?”
“ข้า!” หวังอวี่โกรธจัด นางง้างฝ่ามือคิดตบออกไป
และขณะที่ฝ่ามือนั้นอยู่ห่างจากใบหน้าของลู่เฉินเพียงช่วงหนึ่งข้อนิ้ว…‘กำแพงพันชั้น’ บนร่างของลู่เฉินก็พลันถูกเปิดออก มันปัดป้องการโจมตีของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
ฉากนี้ทำให้เถ้าแก่เนี้ยร้องออกมาดังลั่น “ร้ายกาจ!”
หวังอวี่ตกตะลึง “เจ้าอยู่ในขั้นสร้างรากฐานชัด ๆ แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?!”
“ข้าอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะแพ้เจ้า” ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ แต่เถ้าแก่เนี้ยกลับแหย่หวังอวี่ต่อไปว่า “สาวน้อย ใจเย็นลงก่อน เจ้าโค่นเขาไม่ได้หรอก!”
การยุแหย่ของเถ้าแก่เนี้ยทำให้หวังอวี่โกรธจนแทบบ้า “ก็แค่โชคดี!”
หลังจากกล่าวจบ ผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ก็ลองโจมตีอีกครั้ง และคราวนี้ยังรวบรวมความแข็งแกร่งของนางไปที่หมัด
เนื่องจากหวังอวี่มีพลังในขั้นก่อกำเนิดระดับสูง และครอบครองรากวิญญาณสวรรค์ธาตุเพลิงระดับแปดดาว …ด้วยพรสวรรค์และความแข็งแกร่งนี้ หากอยากทำลายลู่เฉินที่อยู่ในขั้นสร้างรากฐานก็น่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง
แต่เมื่อหมัดนั้นกระแทก ‘กำแพงพันชั้น’ อย่างแรง มันกลับไม่สามารถทำลายกำแพงนี้ได้ ทำให้ทั้งหวังอวี่และเถ้าแก่เนี้ยต่างตกตะลึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเถ้าแก่เนี้ย นางรู้ว่าลู่เฉินนั้นไม่ธรรมดา แต่นางก็คิดไม่ถึงว่าการป้องกันของเขาจะแข็งแกร่งเช่นนี้ และหวังอวี่ก็ดูราวกับผู้หญิงบ้าไร้สติปัญญา นางร้อนใจพูดพร่ำบ่นออกมาไม่หยุดว่า “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!”
จากนั้นแสงสีแดงก็สว่างวาบบนร่างของหวังอวี่ และด้านหลังยังมีเงาสีแดงเลือดปรากฏอยู่
เงานี้ดูเหมือนแมงมุมสีแดงตัวหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
เถ้าแก่เนี้ยพลันตกใจ “ไม่นะ เจ้านั่นกำลังจะตื่น!”
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “มีปีศาจถูกผนึกอยู่ในร่างกายนาง!”
เถ้าแก่เนี้ยอึ้งไปครู่หนึ่ง “เจ้ามองออกหรือ?”
“ตอนแรกข้ามองไม่ออก แต่ตอนนี้ข้ามองออกแล้ว” ลู่เฉินมองไปที่หวังอวี่ด้วยความสงสัย และเห็นได้ชัดว่าปีศาจตนนี้ต้องการควบคุมอารมณ์ของหญิงสาว เพื่อเปิดช่องให้ตัวมันหลุดออกมา กระทั่งพยายามเกลี้ยกล่อมหวังอวี่ว่า “ปล่อยข้าออกไป แล้วข้าจะมอบพลังให้เจ้า!”
สติของหวังอวี่ใกล้จะพังทลายแล้ว แต่เถ้าแก่เนี้ยกลับรีบพูดว่า “อย่า อย่าตื่นเต้นไป ข้าคืนของให้ เรื่องทุกอย่างก็จบแล้ว!”
หลังจากพูดจบ เถ้าแก่เนี้ยก็รีบหยิบกล่องออกมาและยัดใส่มือของนาง ทำให้ท่าทีของหวังอวี่ค่อย ๆ สงบลง ทิ้งไว้เพียงเม็ดเหงื่อชื้นที่ปกคลุมเต็มหน้าผากและเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วง
เถ้าแก่เนี้ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ข้าก็บอกแล้ว สาวน้อย เหตุใดเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ด้วย?”
หวังอวี่วางกล่องนี้แล้วจ้องไปที่ลู่เฉิน “ใครให้เขายั่วโมโหข้า!”
ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น “เห็นได้ชัดว่าเจ้าทำลายการป้องกันของข้าไม่ได้ เจ้าจะโทษว่าข้าทำให้เจ้าโมโหได้อย่างไร?”
“แต่เจ้าทำให้ข้าโกรธ!” หวังอวี่รู้สึกกลัดกลุ้มใจ และในขณะนี้เอง เสียงของหญิงชราในพระราชวังก็พลันร้องถามขึ้นว่า “เกิดอันใดขึ้น?”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เมื่อครู่ได้ปลุกท่านยายในพระราชวัง เถ้าแก่เนี้ยจึงรีบพูดด้วยความเคารพว่า “ท่านยาย มีคนอยากเข้าร่วมพระราชวังไร้หน้า แต่เขามีพลังที่แปลกเฉพาะ และไม่สามารถทดสอบได้เลย ข้าจึงพาเขามาที่นี่เพื่อให้ท่านพิจารณาดู!”
“แล้วกลิ่นอายเมื่อครู่เล่า?” เสียงจากหญิงชราถามอย่างสงสัยในความมืด
เถ้าแก่เนี้ยมองไปที่หวังอวี่ทันที “รีบพูดเร็ว”
หวังอวี่พูดอย่างเสียใจว่า “เมื่อครู่ ข้าไม่สามารถล้มเขาได้ ดังนั้นข้าจึงโกรธ”
“สาวน้อย” ท่านยายซึ่งอยู่ในความมืดดูไม่พอใจเล็กน้อย ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยขอร้องว่า “ท่านยาย เด็กคนนี้พิเศษมาก ข้าว่าเขาเหมาะสมที่จะเข้าร่วมกับพวกเรา!”
“เหมาะสมหรือไม่ เข้ามาคุยก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หลังจากพูดจบ เถ้าแก่เนี้ยก็มองไปที่ลู่เฉินและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไปกันเถอะ”
ลู่เฉินมีท่าทีสงบลงทันที เขามองไปยังหวังอวี่และพบว่าใต้ตาของนางดูเหมือนจะมีดวงตาอีกคู่หนึ่งจ้องมองมาที่ตน ชายหนุ่มจึงฉีกยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “สาวน้อย อย่าโกรธเลย ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกปีศาจตัวนั้นฆ่าในไม่ช้าก็เร็ว!”
หวังอวี่ทำหน้ามุ่ย “เจ้านั่นแหละจะถูกฆ่า!”
ลู่เฉินยิ้มและไม่พูดอันใดอีก จากนั้นก็เดินตามเถ้าแก่เนี้ยไป ส่วนหวังอวี่ก็รีบตามไปติด ๆ ทว่าเถ้าแก่เนี้ยกลับพูดกับลู่เฉินด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนที่นางยังเด็ก ปีศาจตนหนึ่งได้ปรากฏตัวในพระราชวังไร้หน้าของเรา และปีศาจตนนี้ก็น่ากลัวมาก มันต้องการที่จะยึดร่างของนาง ดังนั้นผู้อาวุโสของพระราชวังไร้หน้าจึงผนึกปีศาจไว้ในร่างของนางแทน!”
“โอ้? ปีศาจตนนั้นมาหานางโดยเฉพาะงั้นหรือ?”
“อืม ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทว่าปีศาจตัวนั้นคล้ายจะหมายตานางไว้ตั้งแต่เด็กแล้ว”
“แล้วนางกลายมาเป็นทูตของพระราชวังไร้หน้าของพวกเจ้าได้อย่างไร? หรืออีกอย่างคือนางเข้าร่วมพระราชวังไร้หน้าได้อย่างไร?” ลู่เฉินสงสัย แต่ขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง หวังอวี่ก็ตะโกนออกมาว่า “เถ้าแก่เนี้ย อย่าพูดถึงภูมิหลังของข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะเปิดโปงเจ้าด้วย!”
เถ้าแก่เนี้ยมองไปที่ลู่เฉินด้วยความลำบากใจทันที “ดูสิ นางไม่ยอมให้ข้าบอกเจ้า!”
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าทุกคนจะมีความลับมากมาย” ลู่เฉินยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยฉีกยิ้มตอบกลับมาว่า “คนส่วนใหญ่ที่มาที่พระราชวังไร้หน้าล้วนหลีกหนีจากโลกภายนอก!”
“หลีกหนีจากโลกภายนอก? นี่มันออกบวชหรือไร?” ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น
“เจ้าคิดว่าใช่ก็ใช่” เถ้าแก่เนี้ยพูดในขณะที่กำลังครุ่นคิดอันใดบางอย่าง ทว่าลู่เฉินก็ไม่ได้สนใจที่จะถาม เพราะถึงอย่างไรเสียจุดประสงค์ในการมาของเขาก็เพื่อตามหาราชาหมื่นหน้า ดังนั้นเขาจึงต้องการเข้าร่วมพระราชวังไร้หน้าเสียก่อน แล้วค่อยตรวจสอบอีกครั้ง
แต่เถ้าแก่เนี้ยไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เฉินถึงมาที่นี่ ดังนั้นนางจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ เหตุใดถึงอยากเข้าร่วมพระราชวังไร้หน้า?”
“มีธุระ”
“ธุระอันใด?” เถ้าแก่เนี้ยพลันสงสัย และหวังอวี่ก็กะพริบตาเล็ก ๆ ของนางพลางจ้องไปที่ลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใด และไม่นานก็มาถึงด้านในตำหนัก โดยในที่นั้นมีเพียงหญิงชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน หญิงชรานางนี้มีเรือนผมสีขาวโพลนไว้ยาวลากพื้น อีกทั้งสองมือก็ยังไว้เล็บยาว
“ผมขาวยาวขนาดนั้น?” ลู่เฉินสงสัยว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องทำเช่นนี้
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยและหวังอวี่เห็นหญิงชรา พวกนางก็ทยอยกันเอ่ยด้วยความเคารพว่า “ท่านยาย!”
ใบหน้าของท่านยายมีรอยย่น แต่ดวงตาของนางฉายแววอยากรู้อยากเห็น “เจ้าคือคนที่ทำให้เสี่ยวอวี่โมโหหรือ?”
“ข้าไม่ได้ทำ” เถ้าแก่เนี้ยส่ายหัว
“แล้วเมื่อครู่เกิดอันใดขึ้น?” ท่านยายสงสัย และหลังจากที่เถ้าแก่เนี้ยอธิบายทุกอย่างแล้ว ท่านยายก็ถามแปลก ๆ ว่า “เจ้าหมายความว่า เสี่ยวอวี่ไม่สามารถทำลายการป้องกันของเขาได้หรือ?”
เถ้าแก่เนี้ยส่งเสียงอืมแล้วเอ่ยว่า “เจ้าค่ะ!”
ท่านยายจึงหันมาพิจารณาลู่เฉินพลางกวาดสายตาขึ้นลง จากนั้นก็ขมวดคิ้ว “บอกมาเถิด เหตุใดเจ้าถึงมาที่พระราชวังไร้หน้าของข้า?”
“ข้าอยากเข้าร่วม!” ลู่เฉิเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
แต่ท่านยายไม่เชื่อและเย้ยหยันว่า “ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานที่สามารถต้านทานการป้องกันของเสี่ยวอวี่ได้ ทั่วทั้งมหาทวีปจิ่วโหยวอาจจะไม่มีผู้ใดทำได้!”
หลังจากพูดจบ ท่านยายคนนี้ก็จงใจแผ่กลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมา เพื่อพยายาม ‘ข่มขู่’ ลู่เฉิน ให้เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริง
เถ้าแก่เนี้ยตกใจ รีบมองไปที่ลู่เฉินแล้วกล่าวว่า “อย่าซ่อนมันต่อหน้าท่านยาย!”
หวังอวี่ยังเตือนลู่เฉินด้วยว่า “ท่านยายของข้าไม่มีทางถูกหลอกได้ง่าย ๆ!”