ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 299 เรียกศิษย์พี่หญิง? เจ้าไม่มีคุณสมบัติ!
บทที่ 299 เรียกศิษย์พี่หญิง? เจ้าไม่มีคุณสมบัติ!
หวังอวี่เองก็ขู่ขวัญอีกฝ่ายเช่นกัน “หากท่านยายถาม มาดูกันว่าเจ้าจะตอบอย่างไร!”
“ยังคงเป็นคำตอบเดิม!” ลู่เฉินยิ้ม แต่เถ้าแก่เนี้ยและหวังอวี่ไม่เชื่อ
ทว่าลู่เฉินก็ไม่พูดอันใด เพียงแค่เดินจากไปทันที
ทางด้านเถ้าแก่เนี้ย นางกำลังดื่มสุราพลางจ้องมองไปที่ลู่เฉินแล้วขบคิดในใจ ส่วนหวังอวี่นั้นนางไม่ยินดีและยืนกรานที่จะถามว่าเพราะเหตุใด นางจึงเอาแต่ซักถามลู่เฉินไปตลอดทาง
ทว่าลู่เฉินไม่ตอบนาง เพียงเดินกลับไปที่พระราชวังไร้หน้าอย่างเงียบ ๆ
ท่านยายที่อยู่ในพระราชวังไร้หน้านั้น เมื่อเห็นทั้งสามคนเพิ่งออกไปก็กลับมาไวเสียแล้วจึงถามว่า “อันใดนะ? เจ้ายอมแพ้แล้วหรือ?”
แต่หวังอวี่กลับพูดว่า “ท่านยาย เขาได้มันมา แต่เขาไม่ได้บอกว่านำมันมาได้อย่างไร”
“ได้มันมาแล้ว?” ท่านยายขมวดคิ้ว รู้สึกเหลือเชื่อ ลู่เฉินจึงหยิบแผ่นป้ายออกมาแล้วโยนออกไป
ท่านยายหยิบมันมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นแผ่นป้ายนั้นจริง ๆ สตรีชราจึงถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าได้มาอย่างไร?”
“เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอแล้ว” ลู่เฉินอธิบาย
“ไม่มีแมลงไล่ตามเจ้าหรือ?”
ลู่เฉินยิ้ม “มี แต่ข้าวิ่งเร็ว พวกมันตามไม่ทัน”
วาจานี้ทำให้ทุกคนไม่คิดที่จะเชื่อ ท่านยายจึงหยิบลูกบอลผลึกใสออกมาอีกครั้ง และขอให้ลู่เฉินวางมือลงไป แต่คำตอบของลู่เฉินก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ซึ่งทำให้ท่านยายถึงกับสงสัย “มันแปลกจริง ๆ”
“การทดสอบของข้าน่าจะถือว่าผ่านแล้วสินะ?” ลู่เฉินถามกลับ
ท่านยายเงียบไป ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เพราะเจ้าเพิ่งอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน พระราชวังไร้หน้าไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม้ว่าเจ้าจะเข้าร่วมพระราชวังไร้หน้าแล้ว แต่เจ้าก็เป็นแค่แขกของพระราชวังไร้หน้าของเรา”
“เป็นแขกของพวกเจ้า?”
“อืม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมิ่งเซียงและหวังอวี่จะรับหน้าที่ดูแลเจ้า ถ้าเจ้าต้องการอันใด เจ้าสามารถไปหาพวกนางได้ ถ้าพวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้ เจ้าก็มาหาข้า!” หลังจากที่ท่านยายพูดจบ นางก็หยิบแผ่นป้ายขึ้นมาดู หลังจากนั้นไม่นาน ร่างทั้งร่างของนางก็สลายหายไป
ในเวลาเดียวกัน ท่านยายก็พูดกับทั้งสองว่า “วันนี้ก็มอบให้พวกเจ้าดูแลเขาแล้ว!”
“เจ้าค่ะ ท่านยาย!” ทั้งสองตอบรับพร้อมเพรียงกัน
ลู่เฉินกลับหันกายเดินออกจากห้องโถง แต่หวังอวี่กลับเริ่มกระโดดและวิ่งออกไปขวางลู่เฉินทันที “เฮ้! เจ้า เหตุใดเจ้าจึงไร้มารยาทเช่นนี้!”
“มารยาท? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้ายังไม่ได้แนะนำตัวเอง และตอนนี้ข้าก็เป็นศิษย์พี่หญิงของเจ้า! เจ้าเข้าใจหรือไม่?” หวังอวี่หยุดลู่เฉินไว้และพูดอย่างจริงจัง
เถ้าแก่เนี้ยถึงกับหัวเราะขณะดื่มสุรา เห็นได้ชัดว่ารู้สึกราวกับว่าได้เปรียบอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนลู่เฉิน เขาพูดโดยไม่คิดว่า “เป็นศิษย์พี่หญิงของข้าหรือ? เจ้าไม่มีคุณสมบัติ!”
“อันใดนะ?” หวังอวี่เคยเห็นคนบ้า ๆ บอ ๆ แต่ไม่เคยเห็นคนบ้าขนาดนี้มาก่อน!
เถ้าแก่เนี้ยถึงกับบ่นว่า “สาวน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมรับเจ้า”
“ดูเหมือนจะยอมรับเจ้าอย่างนั้นสินะ” หวังอวี่พูดอย่างโกรธเคือง และเถ้าแก่เนี้ยก็ยิ้มออกมาหลังจากที่เห็นท่าทีกวน ๆ ของหวังอวี่ “อย่าโกรธเลย ไม่เช่นนั้นสิ่งที่อยู่ในร่างกายจะครอบงำเจ้าเอาได้”
“ข้ารู้ตัวดี!” หวังอวี่ตะคอก
เถ้าแก่เนี้ยไม่มีทางเลือกอื่น นางจึงดื่มสุราและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มาเถอะพ่อหนุ่ม ข้าจะแนะนำเจ้าเอง ถึงอย่างไรเสียจากนี้ไปเจ้าก็จะเป็นแขกของพระราชวังไร้หน้าแล้ว”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ตอบว่า “ข้าชื่อลู่เฉิน”
“ลู่เฉิน? เหตุใดเจ้าถึงได้ชื่อเดียวกับจอมมารลู่ผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว” เถ้าแก่เนี้ยบ่น และหวังอวี่ก็พูดขึ้นว่า “เจ้านี่หน้าหนานัก!”
“หนาจริงหรือ?” ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น
หวังอวี่ค้อนปะหลักปะเหลือก “ไร้สาระ รูปปั้นหินของจอมมารลู่ผู้ยิ่งใหญ่นี้ยังคงอยู่ในพระราชวังไร้หน้าของพวกเรา! และเจ้ายังคิดใช้ชื่อนี้? หากเจ้าบอกให้ศิษย์คนอื่นรู้ พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร?”
เมื่อลู่เฉินได้ยินเช่นนี้ เขาก็แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา “รูปปั้นหินของจอมมารลู่ผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในพระราชวังไร้หน้าของพวกเจ้าหรือ?”
“ไร้สาระ มันถูกวางไว้บนแท่นบูชาของพระราชวังไร้หน้าของพวกเรานั่นไง” หวังอวี่ตอบ
ลู่เฉินถามต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นราชาหมื่นหน้า พวกเจ้ารู้จักเขาหรือไม่?”
“ราชาหมื่นหน้า? ราชาหมื่นหน้าคืออันใด?” เรื่องนี้หวังอวี่ไม่รู้เรื่องเลย ส่วนเถ้าแก่เนี้ยรู้สึกสงสัย ว่าบางทีสิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุที่ลู่เฉินมาที่นี่
ดังนั้นเถ้าแก่เนี้ยจึงจิบสุราไปอึกหนึ่งและถามหยั่งเชิงด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยว่า “ราชาหมื่นหน้าผู้นี้ เป็นคนของพระราชวังไร้หน้าของพวกเราหรือ?”
ลู่เฉินไม่รู้ แต่เขากลับถามออกไปว่า “เคล็ดวิชายักษ์ไร้หน้านั่นเป็นของพระราชวังไร้หน้าหรือไม่?”
“ใช่ นี่เป็นวิชาขั้นสูงของพระราชวังไร้หน้าของพวกเรา แต่เคล็ดนี้ลึกล้ำยิ่ง และทุกคนสามารถเข้าใจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เถ้าแก่เนี้ยตอบ
“แล้ววิชานี้มาได้อย่างไร พวกเจ้ารู้หรือไม่?” ลู่เฉินยังคงถามต่อไป
เถ้าแก่เนี้ยถามแปลก ๆ ว่า “เจ้ามาที่นี่เพื่อเคล็ดวิชานี้หรือ?”
ลู่เฉินชะงักไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา “ใช่”
“ดูเหมือนว่าเจ้ามาที่พระราชวังไร้หน้าเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง”
“มาฝึกบำเพ็ญนั่นนับหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้ม แต่เถ้าแก่เนี้ยจ้องมองลู่เฉินด้วยสายตาแปลก ๆ จนลู่เฉินเอ่ยถามขึ้นว่า “แท่นบูชานี้อยู่ที่ไหน?”
“เจ้าถามถึงแท่นบูชาเพราะอันใด?” เถ้าแก่เนี้ยมองไปที่ลู่เฉินด้วยความสงสัย
ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม “รูปปั้นหินของจอมมารลู่เป็นสิ่งแปลกใหม่ อย่างไรข้าก็ต้องไปดูสักหน่อยใช่หรือไม่!”
เถ้าแก่เนี้ยสังเกตพบพิรุธ แต่หวังอวี่กลับมองไปที่ลู่เฉินโดยไม่คิดอันใด “อยากให้พวกเราพาเจ้าไปที่นั่น ย่อมได้! แต่เจ้าต้องเรียกพวกเราว่าศิษย์พี่หญิง!”
ลู่เฉินเดินไปรอบ ๆ พวกนางและพูดว่า “หากไม่มีพวกเจ้า ข้าก็ถามคนอื่นได้!”
“เจ้า เจ้าเด็กนี่ แม้ว่าเจ้าจะไป เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไป!” หวังอวี่เริ่มโต้เถียง
เถ้าแก่เนี้ยยังหัวเราะและพูดว่า “ถ้าเจ้าต้องการเข้าสู่แท่นบูชา เจ้าต้องให้พวกเรานำทาง และเจ้าเป็นเพียงผู้มาใหม่ ดังนั้นเจ้าจึงไม่มีคุณสมบัติ!”
หวังอวี่ยังจ้องไปที่ลู่เฉินอย่างมีชัยชนะ กำลังรอให้ชายหนุ่ม ‘ยอมจำนน’ กับตัวเอง
แต่ลู่เฉินกลับพูดด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ว่า “ข้าจะหาวิธีเอง ดังนั้นอย่ากังวลไปเลย!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เดินลงจากภูเขา
หวังอวี่รู้สึกไม่ยินยอม นางมองไปที่เถ้าแก่เนี้ยแล้วเอ่ยว่า “ข้าบอกแล้ว ผีสุรา เหตุใดชายคนนี้ถึงบ้าเช่นนี้?”
“ใครให้เจ้าโค่นเขาไม่ได้ล่ะ” เถ้าแก่เนี้ยพลันดูถูก แต่หวังอวี่กลับไม่พอใจ “ทำอย่างกับว่าเจ้าโค่นเขาได้อย่างนั้นแหละ”
เถ้าแก่เนี้ยขมวดคิ้ว “ข้าโค่นเขาไม่ได้”
หวังอวี่ยิ้มออกมาหลังจากครุ่นคิดเรื่องนี้ “แต่ข้ามีวิธีทำให้เขายอมเรียกเราว่าศิษย์พี่หญิง!”
เถ้าแก่เนี้ยสงสัยว่าอีกฝ่ายจะทำอันใดอีก
และในยามนั้น หวังอวี่ก็มาอยู่ข้างหลังลู่เฉิน นางเข้าไปตบไหล่ของชายหนุ่ม จากนั้นที่ไหล่หนาก็มีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้น ก่อนที่หวังอวี่จะพูดขึ้นว่า “พ่อหนุ่ม ข้าแนะนำให้เจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงภายในหนึ่งเค่อ!”
ผู้ใดจะรู้ว่าลู่เฉินจะเดินไปพูดไปว่า “แค่วิชาพิษของเจ้า ใช้ต่อกรกับมดปลวกอันใดนั้นก็พอได้ แต่ถ้าเจ้าใช้มันจัดการข้า เจ้าก็นับว่าไร้เดียงสายิ่งนัก!”
หวังอวี่ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “เจ้ารู้ว่าข้าใช้พิษ?”
เถ้าแก่เนี้ยตกใจ ถึงอย่างไรเสียพิษของหวังอวี่นั้นแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดก็ยังไม่อาจต้านทานได้ ดังนั้นนางจึงมองไปที่ลู่เฉินด้วยท่าทางแปลก ๆ “เจ้าไม่กลัวพิษของนางจริง ๆ หรือ?”
ลู่เฉินมองดูคนเขลาทั้งสองแล้วพูดว่า “บอกตามตรง สำหรับข้า แม้จะเป็นพิษนับร้อยนับพัน มันก็ไม่อาจทำอันใดข้าได้!”
ทันทีที่เปล่งคำพูดออกมา หวังอวี่ก็ยังคงไม่เชื่อ นางพูดอย่างดื้อดึงว่า “นั่นเพราะเจ้าไม่เคยเผชิญกับยอดฝีมือที่เก่งกาจด้านพิษเช่นข้า!”
หลังจากพูดจบ แสงสีเขียวที่มือขวาของหวังอวี่ก็กะพริบและมีเปลวไฟอยู่ในลำแสงสีเขียว ดูแแล้วปลกประหลาดยิ่งนัก!