ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 300 แค่ตบไหล่ก็ทำให้ปีศาจกลับเข้าร่างด้วยความตกใจ!
บทที่ 300 แค่ตบไหล่ก็ทำให้ปีศาจกลับเข้าร่างด้วยความตกใจ!
ลู่เฉินมองกลับไปที่ฝ่ามือข้างนั้น “ฝ่ามือพิษอัคคี เจ้ากล้าเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้หรือ? ไม่กลัวว่ามันจะย้อนกลับไปทำร้ายตนเองหรือไร?”
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรู้จักวิชาฝ่ามือของตน หวังอวี่ก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ใช่!”
แต่เถ้าแก่เนี้ยที่อยู่ข้าง ๆ กลับหยอกล้อว่า “สาวน้อย เจ้าทำลายการป้องกันของเขาไม่ได้ แล้วยังจะอยากใช้เคล็ดฝ่ามือฟาดเขาอีกหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หวังอวี่ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงเริ่มต่อรองกับลู่เฉินว่า “เอาอย่างนี้ เจ้าอย่าเปิดการป้องกันของเจ้า แล้วรับฝ่ามือของข้า หากเจ้าไม่เป็นไร ข้าจะพาเจ้าไปทุกที่ที่เจ้าต้องการ แต่หากมีอันใดเกิดขึ้น เจ้าก็เรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงเป็นอย่างไร?”
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยได้ยินดังนั้น นางก็พูดอย่างหมดหนทางว่า “ข้าบอกไปแล้ว แต่เจ้ายังทำตัวเป็นเด็กอยู่อีกหรือ?”
“เด็กหรือ?” หวังอวี่ไม่คิดเช่นนั้น แต่ลู่เฉินกลับคิดเช่นกันว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือนเด็ก ทว่าเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่ดี อย่างน้อยก็สามารถหลอกเด็กผู้หญิงที่ ‘สติปัญญา’ มีปัญหาผู้นี้ได้
ดังนั้นชายหนุ่มจึงผลักเรือไปตามทาง “แล้วถ้าเจ้าแพ้จนเสียใจล่ะ?”
“เสียใจอันใด?”
“หากข้าต้านทานได้ แล้วเจ้าไม่รักษาสัญญา ไม่ยอมพาข้าไปในที่ที่ข้าอยากไปล่ะ?”
ทันทีที่จบประโยค หวังอวี่ก็หยิบกระดาษยันต์ออกมาทันที ด้านหลังเป็นสีขาวและด้านหน้าเป็นสีดำ
“ยันต์สัญญาหยินหยาง!” ลู่เฉินจำสิ่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว
“ใช่ ด้วยสิ่งนี้ เราสองคนสามารถสาบานด้วยเลือดคนละหยด และใครก็ตามที่กลับใจในยามนั้น วิญญาณของเขาจะถูกทำลาย!” หวังอวี่สาบาน
ลู่เฉินกล่าวพลางยิ้ม “ข้าเกรงว่าถึงยามนั้นเจ้าจะเสียใจ!”
“เมื่อมียันต์แผ่นนี้อยู่ ข้าย่อมไม่มีทางเป็นเช่นนั้น!” เพื่อล่อให้ลู่เฉินหลงกล หวังอวี่จึงไม่คิดสนใจสิ่งใด
เถ้าแก่เนี้ยที่อยู่ข้าง ๆ มักจะรู้สึกว่าลู่เฉินดูจะมีแผนการรับมืออยู่เสมอ นางจึงเตือนหวังอวี่ว่า “สาวน้อย ดูสิ เขามีความมั่นใจมาก ซึ่งมันหมายความว่าเขาไม่กลัวพิษของเจ้า!”
แต่หวังอวี่ผู้นี้ไม่เชื่อและรู้สึกว่าลู่เฉินไม่สามารถต้านทานฝ่ามือพิษของนางได้ ดังนั้นนางจึงอวดเถ้าแก่เนี้ยว่า “ผีสุรา เจ้ากลัวว่าถ้าเขาแพ้ข้า แล้วเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิง แต่ไม่เรียกเจ้าสินะ!”
เถ้าแก่เนี้ยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะ พวกเจ้าอยากเล่น ก็เล่นเถิด ข้าจะคอยดูอยู่ข้าง ๆ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หวังอวี่ก็มองไปที่ลู่เฉินอีกครั้ง “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ได้ มาเลย!”
จากนั้นทั้งสองก็หยดเลือดลงบนยันต์สัญญาหยินหยาง จากนั้นพวกเขาก็สาบาน และหลังจากแสงสองสายส่องลงมาบนร่างของทั้งสอง หวังอวี่ก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า “มา มากินฝ่ามือของข้า”
ชายหนุ่มอมยิ้ม
จากนั้นหวังอวี่ก็ตบหน้าอกของลู่เฉินด้วยฝ่ามือผ่านอากาศ แล้วรอยฝ่ามือที่มีแสงสีเขียวก็สว่างวาบบนร่างของเขา
เถ้าแก่เนี้ยจ้องไปที่ลู่เฉินอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่หวังอวี่กลับดีใจอย่างมาก “ตอนนี้ฝ่ามือพิษอัคคีได้เข้าสู่ร่างกายของเจ้าแล้ว”
“แล้ว?” ลู่เฉินมองนางด้วยรอยยิ้ม
ทว่าหวังอวี่กลับเอ่ยปากว่า “ภายในสิบลมหายใจ ฝ่ามือพิษอัคคีนี้จะระบายปราณของเจ้าออกมา จากนั้นก็จะสร้างพิษอัคคีในร่างกายของเจ้า จนในที่สุดเจ้าก็จะถูกเผาจนตาย!”
“แต่ข้าไม่รู้สึกอันใดเลย” ลู่เฉินมองไปที่หวังอวี่พร้อมด้วยรอยยิ้ม
แต่หวังอวี่กลับพูดว่า “สิบลมหายใจ!”
“ยามนี้ยังไม่ถึงสิบลมหายใจหรือ?” ลู่เฉินถามอีกครั้ง ขณะที่หวังอวี่คำนวณเวลา “ยังอีกเดี๋ยว”
แต่เถ้าแก่เนี้ยที่อยู่ด้านข้างกลับขมวดคิ้ว “เขาไม่เป็นอันใดเลย!”
หวังอวี่กลอกตา “เจ้าจะไปรู้อะไร!”
เถ้าแก่เนี้ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเงียบ จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็มองไปยังหวังอวี่ที่ใจร้อนเล็กน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง? ครบเวลาหรือยัง?”
“ไม่ถูกสิ เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นอันใดเลย?” หวังอวี่ไม่เชื่อ ขณะมองไปยังลู่เฉิน และชายหนุ่มก็มองกลับมาที่นาง “คิดเล่นพนันก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ นำทางเสีย!”
หวังอวี่กังวลมาก “ไม่ เป็นไปไม่ได้! เจ้าต้อง…!”
ยามนี้อารมณ์ของหวังอวี่เริ่มไม่คงที่อีกครั้ง แล้วเถ้าแก่เนี้ยก็เอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าบอกแล้วสาวน้อย ระวังอารมณ์ของเจ้า มิฉะนั้นปีศาจนั่นจะมารบกวนเจ้าอีก!”
“ไม่ ไม่!” หวังอวี่ร้อนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นเงาที่อยู่ข้างหลังก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในคราวนี้สามารถเห็นเงาสีขาวเหมือนปีศาจจิ้งจอกได้ชัดเจน
ปีศาจจิ้งจอกหัวเราะเยาะหวังอวี่ “ขอเถอะ เอาร่างกายของเจ้าให้ข้า แล้วข้าจะให้พลังแก่เจ้า!”
สีหน้าของหวังอวี่ดูไม่ได้ เห็นได้ชัดว่ากำลังดิ้นรน แม้กระทั่งกระซิบว่า “ไม่ ข้าไม่ยอม!”
เถ้าแก่เนี้ยตกใจมาก “ดูแลนางด้วย ข้าจะไปหาท่านยาย!”
“ไม่จำเป็น!” ลู่เฉินแผ่กลิ่นอาย ‘จักรพรรดิปีศาจ’ ที่ทรงพลังออกมาทันที จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งตบไหล่ของหวังอวี่
ปีศาจจิ้งจอกพลันกรีดร้องด้วยความตกใจ จากนั้นถอยกลับเข้าไปในร่างของหวังอวี่ จนนางกลับมาสงบสติอารมณ์ ขณะเดียวกัน เหงื่อก็ไหลหยดลงมาจากหน้าผากของนาง
แต่ทั้งหวังอวี่และเถ้าแก่เนี้ยกลับมองลู่เฉินแปลก ๆ
ชายหนุ่มเพียงเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “ข้ารู้จักเคล็ดวิชาปราบปีศาจมาบ้าง นี่หาใช่เรื่องใหญ่!”
แต่เถ้าแก่เนี้ยกลับพูดขึ้นมาแปลก ๆ ว่า “แม้แต่ผู้อาวุโสก็ไม่สามารถยับยั้งปีศาจตัวนี้ได้ตามใจ ทว่าเจ้าแค่ตบไหล่นาง มันก็หายไปแล้ว” เถ้าแก่เนี้ยหญิงคนนั้นตกตะลึง
หวังอวี่มองลู่เฉินอย่างประหลาดใจมากขึ้น “เจ้าทำได้อย่างไรกันแน่?”
ลู่เฉินหันกลับมาและพูดว่า “ไปที่แท่นบูชา”
หวังอวี่รีบตามไปอย่างรวดเร็ว “บอกข้ามา เจ้าใช้วิธีใดไล่ปีศาจตัวนั้นกลับไป!”
เถ้าแก่เนี้ยยังคงมองชายหนุ่มอย่างสงสัย แล้วลู่เฉินก็พูดเพียงว่า “ข้าบอกว่าข้าปราบปีศาจเป็น ไม่มีอันใดแอบแฝงเสียหน่อย!”
แน่นอนว่าหวังอวี่กับเถ้าแก่เนี้ยไม่เชื่อ และยังคงพัวพันกับลู่เฉินต่อไป
ลู่เฉินแค่ให้พวกเขานำทางไปยังแท่นบูชา และไม่พูดอันใดอีก
หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ พวกเขาก็มาถึงด้านนอกเขตแดนป้องกัน ซึ่งมีกลุ่มชายไร้หน้าคอยคุ้มกันอยู่ เมื่อเห็นหวังอวี่กับเถ้าแก่เนี้ย พวกเขาก็พูดด้วยความเคารพว่า “ท่านทูตทั้งสอง”
หวังอวี่มองไปที่พวกเขา “เรามีธุระต้องเข้าไป!”
คนเหล่านี้มองไปยังลู่เฉิน และบางคนก็พูดว่า “พวกท่านเข้าไปได้ แต่เขา…”
“เขามากับพวกเรา และท่านยายก็เพิ่งอนุญาต หากไม่เชื่อข้า ก็ไปถามที่พระราชวังไร้หน้าได้เลย” หวังอวี่ชี้ไปที่ลู่เฉิน ทำให้สีหน้าของคนเหล่านี้เคร่งขรึมขึ้น
เถ้าแก่เนี้ยหยิบไหสุราขึ้นมาแล้วพูดว่า “อันใดนะ? ให้ข้าเชิญท่านยายของพวกเจ้าหรือ?”
คนเหล่านี้กล้าดีอย่างไร แต่แล้วพวกเขาก็ชี้ไปยังก้อนหินที่อยู่ไม่ไกลนัก
“พวกเจ้าไปถามผู้รับผิดชอบในครั้งนี้เถิด”
“ผู้รับผิดชอบ?” เถ้าแก่เนี้ยสงสัย แต่หวังอวี่รู้สึกงงงวย “ผู้รับผิดชอบคือ?”
หลังจากที่ศิษย์เหล่านั้นอธิบายแล้ว ลู่เฉินกับคนอื่น ๆ ถึงได้รู้ว่า ทางเข้าที่นี่จะเปลี่ยนผู้รับผิดชอบทุกปี และผู้รับผิดชอบต้องตกลงก่อนจึงจะเข้าออกที่นี่ได้
ครานี้ หวังอวี่พลันอารมณ์เสียและวิ่งไป “ข้าอยากรู้ว่าเป็นใคร”
เมื่อหวังอวี่เดินอ้อมก้อนหินไปและกำลังจะสาปแช่ง นางก็เบิกตากว้าง “เป็นเจ้า!”
เถ้าแก่เนี้ยพลันสงสัย “ผู้ใด?”
หวังอวี่รีบตะโกนบอกเถ้าแก่เนี้ยว่า “ใช่ เขาเอง!”
เถ้าแก่เนี้ยรู้สึกงุนงง นางหันมองไปที่ลู่เฉิน “ไป ไปดู!”
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปที่ก้อนหินใหญ่ เพราะหินก้อนนี้มีหน้าที่รบกวนจิตสัมผัส ดังนั้นแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด หากเข้าใกล้ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครบางคนซ่อนอยู่ที่นั่น