ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 302 พบเรื่องไม่คาดคิดบน ‘รูปปั้นหิน’ นั่น!
บทที่ 302 พบเรื่องไม่คาดคิดบน ‘รูปปั้นหิน’ นั่น!
แมลงนิทราเฒ่าผู้นี้รู้ดีถึงสถานการณ์ของหวังอวี่ ดังนั้นจึงจ้องมองไปยังลู่เฉินด้วยความสงสัย “เจ้ามีวิธีปราบปีศาจในร่างกายของนางจริงหรือ?”
“แน่นอน” ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้ม จากนั้นร่างกายก็สั่นขึ้นมา วงแสงนั่นถูกทำลายลง เหล่าผู้เฝ้ามองต่างอ้าปากค้าง ทั้งยังทำให้แมลงนิทราเฒ่าตกตะลึงขึ้นมา “เหตุใดเจ้าจึงทำลายเคล็ดวิชาของข้าได้?”
“เคล็ดวิชาขี้เซาของเจ้าเช่นนี้ สำหรับข้าแล้ว แทบจะไม่มีผลอันใดเลย!” คำพูดของลู่เฉินทำให้แมลงนิทราเฒ่าคลางแคลงใจ “เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่มีผล?”
“ไม่มี!” ลู่เฉินตอบกลับด้วยความมั่นใจ
แมลงนิทราเฒ่าเดินวนไปวนมารอบกายลู่เฉิน “หากเจ้ายังสามารถทำลายเคล็ดวิชาข้าได้ ข้าก็จะไม่ขัดขวางเจ้า!”
“คำพูดของเจ้า ข้าคงเชื่อไม่ได้!” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม แต่แมลงนิทราเฒ่ายังคงพูดต่ออย่างไร้ยางอาย “เหตุใดจึงไม่เชื่อคำพูดของข้า?”
“เมื่อครู่พูดอย่างดิบดีกว่าหากข้าเข้ามาได้ เจ้าจะไม่ขัดขวางข้า แต่ดูตอนนี้สิ?” ลู่เฉินพูดเยาะเย้ยอีกฝ่าย
คำพูดดังกล่าวทำให้หวังอวี่ตะโกนขึ้นมาอย่างเห็นด้วย “ใช่ ชายชราเช่นเจ้า พูดไม่เป็นคำพูด!”
“ท่านผู้เฒ่า เช่นนี้จะทำให้ผู้คนมองท่านไม่ดีเอาได้” เถ้าแก่เนี้ยดื่มสุราพลางเอ่ยออกมา แต่แมลงนิทราเฒ่ายังคงยืนยันคำเดิม “หากครั้งนี้เจ้าสามารถทำลายได้ ข้าจะให้เจ้าเข้าไปแน่นอน!”
ลู่เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา “จะลองเชื่อเจ้าอีกสักครั้งแล้วกัน แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย”
แมลงนิทราเฒ่ารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที จากนั้นจึงเปิดม่านแสงสีเขียวขึ้นมาอีกครั้ง แต่ลู่เฉินใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ค่อย ๆ กำจัดพลังม่านนี้ให้หมดไป และทำลายมันลงโดยไม่ลังเล
หากพูดว่าครั้งแรกนั้นเป็นเพราะโชค ทุกคนย่อมไม่เห็น แต่ตอนนี้เป็นครั้งที่สอง ทุกคนจึงได้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว และก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะหวังอวี่ที่ยังพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น “แมลงนิทราเฒ่า ท่านต้องยอมแพ้แล้ว!”
แมลงนิทราเฒ่ารู้สึกสับสน แต่ก็ไม่อยากทำให้เรื่องยุ่งยาก จึงทำได้เพียงถือไม้กวาดไว้ จากนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินด้วยแววตาหดหู่ “ได้ เจ้าเข้าไปเถิด!”
ลู่เฉินจึงหมุนตัวและเดินตรงเข้าไปด้านใน
หวังอวี่หัวเราะแล้วมองไปยังแมลงนิทราเฒ่า “ในที่สุดท่านก็ต้องยอม!”
เถ้าแก่เนี้ยกระดกสุราเข้าปาก จากนั้นจึงมองไปยังเขาพร้อมกับรอยยิ้ม “บางครั้งท่านก็โดนหลอกเช่นกัน!”
แมลงนิทราเฒ่าอ่ยถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “เขาคือผู้ใดกันแน่?”
เถ้าแก่เนี้ยเดินไปพลางแนะนำไป ขณะที่ลู่เฉินกำลังเดินอยู่ด้านหน้า
เบื้องหน้าของลู่เฉินคือผืนหญ้า และเมื่อผ่านผืนหญ้านี้ไปก็มีต้นไม้อยู่บางส่วน
หากผ่านต้นไม้พวกนี้ไปก็จะมีรูปปั้นขนาดใหญ่สองตัวตั้งอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน เมื่อมองขึ้นไป มันมีความสูงประมาณสิบชั้น เมื่อมองไปแล้วหนึ่งในนั้นคือเขาเอง ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นไร้ใบหน้า จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าคือใคร
แต่เมื่อลู่เฉินยืนอยู่บนรูปปั้นหินนี้ จึงได้เห็นว่าด้านล่างมีตัวอักษรสลักอยู่สองถึงสามตัว ‘นิรนาม ห้ามอ่าน!’
‘นิรนาม ห้ามอ่าน?’ ในตอนแรกนั้นลู่เฉินไม่รู้ว่ามีความหมายเช่นไร แต่เมื่อคิดจะเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ แมลงนิทราเฒ่ากลับเอ่ยขึ้นมา “เจ้าไม่ควรเข้าใกล้รูปปั้นหินมากเกินไป มิเช่นนั้นอาจได้รับการลงโทษจากสวรรค์ได้!”
“การลงโทษจากสวรรค์?” ลู่เฉินมองไปยังแมลงนิทราเฒ่าด้วยความแปลกใจ แต่เขาเพียงพยักหน้าตอบ “รูปปั้นหินทั้งสองตัวนี้ ต้องยืนห่างออกมาห้าก้าว ถ้าหากเข้าใกล้อาจจะเกิดปรากฏการณ์ฟ้าดินสลัว และเกิดฟ้าผ่าฟ้าร้องที่ทำให้เจ้าถึงตายได้นะ!”
ลู่เฉินกลับไม่คิดเช่นนั้น เขายังตั้งใจจะเดินออกไปด้านหน้า
แมลงนิทราเฒ่าพลันตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
ไม่เพียงแมลงนิทราเฒ่าเท่านั้นที่กังวลใจ หวังอวี่ก็ตะโกนขึ้นมาเช่นกัน “อย่าเข้าใกล้รูปปั้นสองตัวนั้นนะ!”
เถ้าแก่เนี้ยมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าหนุ่มผู้นี้บ้าไปแล้ว!”
ในขณะนั้นเอง ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มขึ้นมา มีเสียงฟ้าร้องและสายฟ้าผ่าลงมารอบด้าน บรรดาศิษย์ที่อยู่ด้านนอกของแท่นบูชาพากันหวาดกลัว ต่างก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับแท่นบูชาแห่งนี้
“แย่แล้ว การลงโทษจากสวรรค์เกิดขึ้นแล้ว!” แมลงนิทราเฒ่ารู้สึกกลัวขึ้นมา สีหน้าของหวังอวี่ดูซีดลงทันที จึงหันไปตะโกนเรียกลู่เฉิน “เร็ว รีบออกมา!”
ลู่เฉินไม่คิดสนใจ เขายังคงก้าวต่อไปด้านหน้า จนมาถึงข้างใต้รูปปั้นอีกตัวหนึ่ง จากนั้นมือข้างหนึ่งก็ค่อย ๆ ยื่นไปสัมผัส ก่อนจะได้เห็นตัวหนังสือที่มีแสงสีทองมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมา
แมลงนิทราเฒ่าและคนอื่น ๆ ตกตะลึงขึ้นมา ต่างแปลกใจว่าเกิดอันใดขึ้น
ลู่เฉินมองตัวหนังสือขนาดเล็กเหล่านั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
“เจ้ามาแล้วหรือ? ข้ารอเจ้านานเหลือเกิน! …ถ้าหากต้องการตามหาข้า จงไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ในพระราชวังไร้หน้า นำม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้ามา ในนั้นมีคำตอบที่เจ้าต้องการอยู่!” ลู่เฉินไม่จำเป็นต้องตามหาก็รู้ว่าน้ำเสียงนั้นเป็นของราชาหมื่นหน้า
เพียงแต่ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่า ราชาหมื่นหน้าจะคำนวณการมาถึงของตนได้อย่างแม่นยำเช่นนี้
“คำทำนายของเจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียจริง” หลังจากลู่เฉินรวบรวมสติกลับมา จึงหมุนตัวเดินออกไป แล้วท้องฟ้าก็กลับมาสงบดังเดิม
ทุกคนกลับรู้สึกสับสน โดยเฉพาะแมลงนิทราเฒ่าที่มองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ “เหตุใดสายฟ้าจึงไม่โจมตีเจ้า?”
ลู่เฉินจึงอธิบาย “รอบ ๆ นี้ล้วนเป็นค่ายกล ส่วนตัวข้านั้นมีความเข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลอย่างดี ดังนั้นข้าจึงสามารถทำให้พวกมันไม่โจมตีข้าได้!”
การอธิบายของลู่เฉินทำให้แมลงนิทราเฒ่าและคนอื่น ๆ รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อเกินไป
แล้วหวังอวี่ก็กล่าวกับลู่เฉินว่า “เจ้าเป็นเพียงคนธรรมดา เหตุใดค่ายกลนี้จึงปฏิบัติแตกต่างได้?”
เถ้าแก่เนี้ยกรอกสุราใส่ปาก สายตาจ้องมองมายังลู่เฉิน ขณะเดียวกันภายในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัย ‘แท้จริงแล้วเขาคือผู้ใดกัน!’
ขณะเดียวกัน ลู่เฉินกลับตอบเพียงสั้น ๆ ทำให้หวังอวี่ถึงกับเบิกตากว้าง
“เอาล่ะ นำข้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้า” ลู่เฉินเอ่ยสั้น ๆ เช่นนั้น ทำให้หวังอวี่ตกตะลึงขึ้นมา “ว่าอย่างไรนะ?”
เถ้าแก่เนี้ยได้ยินแล้วถึงกับขมวดคิ้วมุ่น “แดนศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่พวกข้าก็ไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าไปได้!”
แมลงนิทราเฒ่าเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ธรรมดา แต่แดนศักดิ์สิทธิ์มีเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์กับประมุขเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้!”
ลู่เฉินมองไปยังพวกเขา “เพียงแค่พวกเจ้าบอกข้าว่าแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใด ข้าสามารถเข้าไปเองได้!”
หวังอวี่พูดขึ้นมาด้วยความกังวลใจ “เจ้าอย่าบ้าไปนักเลย ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ไม่สามารถเข้าไปได้!”
เถ้าแก่เนี้ยจึงเอ่ยขึ้นมาเช่นกัน “เจ้าหนุ่ม เจ้านับว่าเป็นผู้เก่งกาจ แต่สถานที่แห่งนั้น เจ้าเข้าไปไม่ได้จริง ๆ!”
“เป็นค่ายกลหรือไม่?” ลู่เฉินย้อนถาม ทั้งสามส่ายหัวแทนคำตอบ แมลงนิทราเฒ่ายังคงพูดด้วยความมั่นใจขึ้นมา “ข้าเคยเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นเมื่อตอนเป็นหนุ่มสาว! มันไม่ใช่ค่ายกลแน่!”
“โอ้? เช่นนั้นคืออะไรกัน?” ชายหนุ่มอยากรู้นักว่าที่นั่นเป็นสถานที่เช่นไรกัน
แมลงนิทราเฒ่ากลับยิ้มพลางมองลู่เฉิน “เจ้าหนุ่มน้อย ถึงแม้ข้าจะบอกเจ้าไป เจ้าก็ไม่มีความสามารถมากพอที่จะเข้าไปได้ ดังนั้นเจ้าจงยอมแพ้เสียเถิด!”
หวังอวี่พูดขึ้นมาอย่างเห็นด้วยเช่นกัน “ใช่ อย่าคิดลองเลย มิเช่นนั้นอาจจะไม่เหลือแม้แต่ชีวิตก็เป็นได้!”
ลู่เฉินจึงมองไปยังหวังอวี่พลางยิ้มออกมา “ข้อตกลงระหว่างเจ้ากับข้า ยังจำได้หรือไม่?”
“ยังจำได้ดี!” ราวกับหวังอวี่คิดอะไรบางอย่างออกจึงพูดด้วยความตกใจขึ้นมา เถ้าแก่เนี้ยขมวดคิ้วมุ่นพลันมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนู นี่ไม่ใช่เรื่องตลก เจ้าต้องคิดให้รอบคอบ!”
“รอบคอบ รอบคอบมาก!” ลู่เฉินพูดด้วยความมั่นใจ
หวังอวี่จึงทำได้เพียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ไปก็ไป!”
เมื่อพูดจบ นางจึงทำได้เพียงนำทางไปอย่างว่าง่าย ส่วนเถ้าแก่เนี้ยก็ได้แต่เดินตามไป ขณะที่แมลงนิทราเฒ่าซึ่งกวาดพื้นอยู่นั้นกลับร้อนใจขึ้นมา “เฮ้ สาวน้อยทั้งสองคน อยากส่งเขาไปตายอย่างนั้นหรือ?”
หวังอวี่พูดอย่างหมดหนทาง “ข้าได้ทำข้อตกลงบางอย่างไว้กับเขา เขาอยากไปที่ใด ข้าก็ต้องนำทางไป มิเช่นนั้นข้าอาจจะตายได้!”
“ว่าอย่างไรนะ?” แมลงนิทราเฒ่าเบิกตากว้างพลันมองไปยังหวังอวี่ หวังอวี่จึงถอนหายใจออกมาและมองไปยังลู่เฉิน “ไปเถิด!”
แมลงนิทราเฒ่าขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นจึงแอบติดตามไปอย่างเงียบ ๆ
ส่วนลู่เฉินนั้นอยากรู้ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์แท้จริงแล้วคือที่ใดกัน เหตุใดคนพวกนี้จึงคิดว่ามันน่ากลัวนัก และในขณะเดียวกัน เขาก็แปลกใจว่าราชาหมื่นหน้าคือผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึงต้องให้ตนไปนำของบางอย่างมาจากที่นั่น