ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 303 ถูกมองถึงเจตนา? มีส่วนเกี่ยวข้อง?
บทที่ 303 ถูกมองถึงเจตนา? มีส่วนเกี่ยวข้อง?
เถ้าแก่เนี้ย หวังอวี่ และคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด จึงได้แต่ทำตามความคิดของเขา นำทางชายหนุ่มไปยังริมสระน้ำที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอก
เห็นเพียงสระน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา ซึ่งไม่สามารถมองเห็นสภาพภายในที่ถูกหมอกสีขาวปกคลุมอยู่ได้
แต่คนเหล่านี้ต่างก็ ‘หวาดกลัว’ โดยเฉพาะหวังอวี่ที่ยังเอ่ยเตือนลู่เฉิน “ข้าจะบอกเจ้าให้ ภายในนี้นับว่าอันตรายมากนัก!”
“สระน้ำแห่งหนึ่ง?” ลู่เฉินแปลกใจว่าเหตุใดแดนศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นสระน้ำนี้ได้
เมื่อหวังอวี่เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ฟังคำพูดของตน จึงพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “อย่ามองว่ามันเป็นเพียงแค่สระน้ำแห่งหนึ่ง เพียงแค่เจ้าก้าวเข้าไปเหยียบบนใบบัวที่ลอยอยู่ภายในสระน้ำนั้น เจ้าจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป!”
“ความจำเสื่อม?”
“ใช่!” เมื่อหวังอวี่เห็นว่าลู่เฉินสนใจขึ้นมา นางจึงเริ่มพูดจาน่ากลัวออกไป เถ้าแก่เนี้ยที่กระดกสุราเข้าปากไปหนึ่งอึกจึงเอ่ยเตือนขึ้นมา “ภายในสระน้ำนี้ ยังมีเหล่าแมลงและหมอกพิษที่น่ากลัวอยู่อีกมาก!”
เมื่อได้ยินว่ามีแมลงและหมอกพิษ ชายหนุ่มจึงเผยรอยยิ้มออกมา “นี่คืออันตรายที่พวกเจ้าพูดถึงอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อหวังอวี่เห็นว่าเขาไม่กลัว จึงหัวเราะพลางเอ่ยออกมา “แมลงนี้ไม่ใช่แมลงธรรมดา และหมอกพิษพวกนี้ ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน!”
ทันใดนั้นลู่เฉินได้กระโดดไปยืนอยู่บนใบบัวใบหนึ่งที่ลอยอยู่ และกระโดดต่อไปที่อื่นอย่างรวดเร็ว จากนั้นเพียงไม่นานก็หายไปท่ามกลางหมอกหนา
“เขาบ้าไปแล้ว?” หวังอวี่สับสนขึ้นมา เถ้าแก่เนี้ยจึงได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเสียจริง”
ขณะนั้นเอง ชายชราผู้นั้นจึงพึมพำออกมา “ดูเหมือนว่าเขาจะไม่กลัวพิษร้ายภายในนี้!”
หวังอวี่และเถ้าแก่เนี้ยได้แต่สงสัย และชายชราผู้นั้นก็ได้แต่แสดงสีหน้าสงสัยออกมาเช่นกัน “เขาไปถึงประตูทางเข้าของแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว อีกทั้งยังฝ่าฝูงแมลงเข้าไปได้ด้วย!”
“ว่าอย่างไรนะ?” หวังอวี่และเถ้าแก่เนี้ยแทบจะไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของชายชราก็พากันประหลาดใจขึ้นมา
ชายชราคิดแล้วจึงแปลงเป็นเงาร่างหนึ่งและหายตัวไป
หวังอวี่รีบตะโกนขึ้นมาทันที “ผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์ พาพวกข้าเข้าไปด้วย!”
แต่ชายชราหายตัวไปอย่างรวดเร็ว หวังอวี่จึงพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “หญิงขี้เมา!”
เถ้าแก่เนี้ยพลันสงสัยขึ้นมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ เคยพูดไว้ว่าตัวเขานั้นร้อยพิษไม่กล้ำกลาย!”
“เช่นนั้น แมลงล่ะ? เขาก็ไม่กลัวอย่างนั้นหรือ?” หวังอวี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย เถ้าแก่เนี้ยจึงพูดต่อ “ยามเมื่อเขาอยู่บนภูเขาที่ไร้ผู้คน แมลงเหล่านั้นก็ไม่ทำอะไรเขา ข้าคิดว่า เขาก็คงไม่กลัวแมลงเช่นกัน!”
หวังอวี่จึงรู้สึกงุนงง “หญิงขี้เมา เจ้าคิดว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ แท้จริงแล้วคือผู้ใดกัน? เป็นเพียงขั้นสร้างรากฐาน แต่กลับประหลาดเพียงนี้!”
“เขาไม่ธรรมดาอย่างที่พวกเราคิด แม้แต่…” เถ้าแก่เนี้ยไม่กล้าคิดอะไรไปมากกว่านี้ หวังอวี่ได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “แม้แต่สิ่งใดกัน?”
“เขามาหาพวกเราถึงพระราชวังไร้หน้า ย่อมต้องมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นอยู่” เถ้าแก่เนี้ยพูดถึงสิ่งที่ตนกำลังคิดออกมา หวังอวี่จึงได้แต่สงสัย “ท่านยายยืนยันแล้ว หรือว่ามีอันใดผิดพลาดอย่างนั้นหรือ?”
“ข้ามักจะรู้สึกว่า เขาสามารถหลบเลี่ยงการทดสอบสมบัติวิญญาณของท่านยายได้” เมื่อเถ้าแก่เนี้ยพูดจบก็กระดกสุราเข้าปากและไม่ได้พูดอะไรต่อไป หวังอวี่จึงประหลาดใจ
ส่วนลู่เฉินนั้นได้มาถึงด้านหน้าของประตูหิน จากนั้นจึงผลักมันเปิดออกเพื่อเดินต่อไปยังด้านหน้า
เมื่อก้าวเข้ามาก็พบว่ามันเป็นเพียงทางเดินมืดสลัว รอบข้างทางเดินเต็มไปด้วยค้างคาว และการโจมตีของค้างคาวเหล่านั้นดูแข็งแกร่งมาก
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ฝูงค้างคาวเหล่านี้ก็บินเข้ามา แต่กลิ่นอาย ‘ราชันย์อสูร’ ของลู่เฉินที่แผ่ออกมา ฝูงค้างคาวเหล่านี้จึงบินถอยออกไป ซึ่งภาพดังกล่าวถูกชายชราที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดมองเห็นทั้งสิ้น
ชายชรากวาดพื้นผู้นี้ยืนอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ลู่เฉินปรากฏตัวเลือนรางอยู่
“ค้างคาวเหล่านี้ไม่โจมตีเขาจริงหรือ?” ชายชรากวาดพื้นผู้นี้รู้ดีกว่าค้างคาวคืออุปสรรคที่ยากลำบากที่สุดภายในนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้คนภายนอกไม่กล้าเข้ามา แต่อุปสรรคเหล่านี้กลับไม่โจมตีชายหนุ่มสักนิด
นี่จึงทำให้ชายชรากวาดพื้นเต็มไปด้วยความแปลกใจและตามไปอย่างเงียบ ๆ
สำหรับลู่เฉินนั้น เขาเดินตามทางไปประมาณหนึ่งร้อยก้าวจึงมาถึงยังตำหนักใหญ่รอบ ๆ ตำหนักนี้ มีรูปปั้นหินไร้ใบหน้ามากมาย
ขณะเดียวกัน ด้านหลังของรูปปั้นหินเหล่านี้ล้วนมีประตูหินบานหนึ่งอยู่ และด้านข้างของประตูหินนี้ต่างก็มีแผ่นป้ายแขวนอยู่ว่าเป็นสถานที่ฝึกฝนของผู้ใด เป็นที่พักผ่อนของผู้ใด
สิ่งแรกที่เห็นคือแผ่นป้ายสลักอ้างว่าตนนั้นเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันที่ด้านหลังของรูปปั้นหินทั้งสามยังเป็นที่ตั้งของประมุขทั้งสาม ดังนั้นแผ่นป้ายของทั้งสามในบริเวณนั้นจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ในขณะที่ลู่เฉินซึ่งกำลังสงสัยว่าม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้านี้ควรจะอยู่ที่ใดนั้น ชายชรากวาดพื้นก็ปรากฏกายออกมา “ไม่ทราบว่าเจ้ามาทำอันใดที่แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้?”
เมื่อลู่เฉินเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาพอดีจึงยิ้มออกมา “หากข้าบอกว่า ข้ามาตามหาม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้าล่ะ?”
“ม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้า?” ชายชรากวาดพื้นได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าตามหาสิ่งนี้ทำไมกัน?”
“มีบางสิ่งที่ข้าต้องการในนั้น!”
“แท้จริงแล้วเจ้าคือผู้ใด เหตุใดจึงตามหาม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้าของพระราชวังไร้หน้า?” ชายชรากวาดพื้นยิ่งรู้สึกว่าลู่เฉินกำลังมีบางปัญหาบางอย่างจึงตามหาสิ่งนี้
เพราะแท้จริงแล้วสิ่งสำคัญของพระราชวังไร้หน้านี้คือการอยู่อย่างสันโดษ แต่บัดนี้คนนอกมากลับมาตามหาสิ่งนี้ และยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน ทว่ากลับเดินมาถึงจุดนี้ได้
ดังนั้นชายชรากวาดพื้นผู้นี้จึงอดไม่ได้ที่จะระแวดระวัง
เมื่อลู่เฉินดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังสนใจเรื่องใดจึงเอ่ยออกมาว่า “ข้าเพียงแค่สนใจ”
“ผู้ที่รู้เกี่ยวกับม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้านั้นมีไม่มากนัก แต่เจ้านั้น ครั้นมาถึงยังพระราชวังไร้หน้ากลับรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว และยังรู้ด้วยว่าอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ เกรงว่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วล่ะ?” ชายชรากวาดพื้นจ้องมองชายหนุ่ม
ไม่เพียงเท่านั้น ชายชราผู้นี้ยังตวัดไม้กวาดลงไปบนพื้น จากนั้นจึงปรากฏม่านแสงสีเขียวปกคลุมล้อมลู่เฉิน
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มพลางมองเขา “หากข้าบอกว่า ข้าพบมันใต้รูปปั้นไร้ใบหน้าขนาดใหญ่ที่แท่นบูชา เจ้าเชื่อหรือไม่?”
“ใต้รูปปั้นนั่น?”
“ใช่ เมื่อเข้าใกล้มัน ข้าจึงมองเห็น” ชายหนุ่มกล่าว แต่ชายชรายังคงถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “ตรงนั้นมีข้อความว่าอย่างไร?”
“เขียนไว้ว่า ถูกลิขิตไว้ให้มาตามหาม้วนตำราไร้ใบหน้าที่นี่” ลู่เฉินพูดเหตุผลดังกล่าวออกมา
แต่ชายชรากวาดพื้นกลับไม่เชื่อ “เจ้าคิดว่า ข้าจะเชื่ออย่างนั้นหรือ?”
“จะเชื่อหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้า แต่สิ่งที่ข้าควรพูดก็พูดออกไปทั้งหมดแล้ว!” เขามองชายชรากวาดพื้นผู้นั้นอย่างเฉยเมย แต่ชายชราเอ่ยกับลู่เฉินว่า “ถ้าเจ้าไม่พูด เกรงว่าวันนี้จะไม่สามารถเดินออกไปจากที่นี่ได้!”
เขายิ้มเจื่อน “เจ้าคิดจะขัดขวางข้างั้นหรือ?”
“ข้าเพียงแค่รับปากว่าจะไม่ขัดขวางเจ้าที่แท่นบูชา แต่ที่นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่แท่นบูชา” ชายชราจ้องลู่เฉิน ทว่าชายหนุ่มเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “ดูเหมือนว่าในพระราชวังไร้หน้านี้ ตำแหน่งของเจ้าคงจะสูงอยู่ไม่น้อย”
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น?”
“สามารถเข้ามาที่นี่ได้อย่างง่ายดาย ฝีมือของเจ้านับว่าไม่อ่อนแอ!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
ชายชราถือไม้กวาดในมือไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งค่อย ๆ ลูบหนวดเคราของตน “เจ้ามีสายตาที่แหลมคมนัก แต่อย่าคิดว่าเช่นนี้แล้ว ข้าจะไม่เค้นถามถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้า!”
“เป้าหมายของข้านั้นธรรมดานัก เพียงแค่มายังพระราชวังไร้หน้าเพื่อเรียนรู้อะไรอีกหลาย ๆ สิ่ง เช่นนี้แล้วมีปัญหาใดหรือ?” ลู่เฉินยิ้มพลันมองไปยังชายชรากวาดพื้น
ชายชราได้แต่ส่ายหัวพลางเอ่ยว่า “บอกข้ามาตรง ๆ เจ้าต้องมีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่เป็นแน่!”
ลู่เฉินได้แต่แสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าจะคุยกับเจ้าไม่รู้ความจริง ๆ!”
“ว่ามาเถิด เช่นนั้นข้าอาจจะต้องลงมือ!” ชายชราเอ่ยพลางจ้องมองมายังชายหนุ่มด้วยแววตาดุร้าย ลู่เฉินจึงมองไปรอบ ๆ พลางยิ้มออกมา “สถานที่ของแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ดูน่าสนใจนัก”
“จะน่าสนใจหรือไม่นั้น เจ้าต้องบอกข้ามา ข้าจึงจะปล่อยเจ้าเป็นอิสระ” ชายชรายังคงไม่เลิกรา ดูเหมือนว่ายังยืนกรานที่จะถามหาคำตอบเช่นนี้ต่อไป