ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 304 พูดไปทุกอย่างแล้ว และที่นี่น่าสนใจยิ่งนัก!
บทที่ 304 พูดไปทุกอย่างแล้ว และที่นี่น่าสนใจยิ่งนัก!
เมื่อลู่เฉินเห็นว่าชายชราผู้นี้มีความมุ่งมั่นมากเพียงนี้ จึงเอ่ยออกมาว่า “เช่นนั้นคงต้องดูว่า เจ้าจะจับข้าได้หรือไม่”
“เจ้าได้ถูงข้ากักขังไว้เสียแล้ว” ชายชรากวาดพื้นจ้องมองคนตรงหน้า ทว่าชายหนุ่มเพียงกล่าวว่า “เมื่อข้าสามารถทำลายได้ครั้งหนึ่ง เช่นนั้น ครั้งที่สองข้าก็ยังทำลายได้”
แต่ชายชรากวาดพื้นยังคงพูดด้วยความมั่นใจ “ก่อนหน้านี้ ข้าใช้พลังไปเพียงแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น แต่ตอนนี้ ข้าได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวแล้ว ดังนั้นหากเจ้าคิดทำลายม่านนี้นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้!”
ลู่เฉินกลับจ้องมองไปยังชายชรากวาดพื้น “เจ้าคงไม่คิดว่าข้าทำลายม่านนั่นโดยใช้พลังหรอกนะ?”
“หากไม่ใช้พลัง เช่นนั้นใช้สิ่งใด?” ชายชรากวาดพื้นผู้นี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าลู่เฉินกำลังพูดถึงสิ่งใด ชายหนุ่มจึงเปิดใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ต่อไป โดยเฉพาะยามเมื่อต้องสู้กับม่านนี้ ก่อนที่ในมือของเขาจะปรากฏศิลาวิญญาณออกมาสองถึงสามชิ้น
ชายชรากวาดพื้นได้แต่แปลกใจว่าลู่เฉินกำลังคิดจะทำสิ่งใด
ขณะนั้นเอง ‘เพล้ง!’ เสียงม่านป้องกันถูกทำลายจนแตกสลายไป
ชายชรากวาดพื้นพลันตกตะลึงขึ้นมาและเตรียมที่จะลงมืออีกครั้ง แต่ศิลาวิญญาณในมือลู่เฉินก็ได้ทำลายดวงตาของรูปปั้นหินที่อยู่รอบ ๆ ตำหนักแห่งนี้ไป
เพียงไม่นาน บริเวณรอบ ๆ นี้ก็ค่อย ๆ ปรากฏหมอกอันหนาทึบ
ลู่เฉินจึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “ลาก่อน”
ชายชรากวาดพื้นตกตะลึงขึ้นมา รีบพุ่งตัวไปตรงหน้าลู่เฉินทันที แต่ชายหนุ่มกลับหายไปเสียแล้ว และรอบ ๆ ก็เหลือเพียงหมอกหนาเท่านั้น ทำให้ชายชรากวาดพื้นผู้นี้รู้สึกกังวลใจขึ้นมา “เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่ามีค่ายกลเช่นนี้อยู่!”
“ข้าบอกแล้ว ที่นี่น่าสนใจนัก” ชายหนุ่มเดินอยู่บริเวณรอบ ๆ และยังควบคุมกลิ่นอายได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังควบคุมค่ายกลม่านหมอกนี้ด้วย ดังนั้นไม่ว่าเขาคิดจะเคลื่อนย้ายภายในตำหนักนี้เช่นไรก็ย่อมสามารถทำได้ ส่วนชายชรากวาดพื้นผู้นั้น ทุกครั้งที่จับทิศทางของลู่เฉินจากเสียงได้ เมื่อเขาตามไปก็กลับพบเพียงความว่างเปล่าเสมอ
จึงทำให้ชายชรากวาดพื้นกังวลใจขึ้นมา “แท้จริงแล้วเจ้าคือผู้ใดกันแน่!”
“ข้าเป็นเพียงแค่ผู้น้อยที่เพิ่งเข้าร่วมพระราชวังไร้หน้านี้เท่านั้น” ลู่เฉินกล่าว แต่ชายชรากวาดพื้นยังคงโจมตีตามเสียงที่ได้ยิน แต่ชายหนุ่มยังคงไม่เป็นอันใด เขาพูดขึ้นมาว่า “วางมือเสียเถิด ค่ายกลรอบ ๆ นี้ถูกข้าควบคุมไว้เสียแล้ว”
“ถูกเจ้าควบคุม?” ชายชรากวาดพื้นแสดงสีหน้าประหลาดใจ
ลู่เฉินจึงขานรับพลางยิ้ม “หรือว่าเจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ ค่ายกลนี้อยู่มานานนับแต่โบราณ และไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมมันได้” ชายชรากวาดพื้นไม่เชื่อ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มพลางเอ่ยออกมา “สิ่งที่ควรพูด ข้าพูดไปหมดแล้ว จะเชื่อหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจ้า!”
ชายชรากวาดพื้นโจมตีไปรอบด้าน แต่การกระทำนี้กลับเป็นการก่อกวนผู้คนที่ฝึกฝนอยู่รอบ ๆ ดังนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเปิดประตูหินของตนออกมา
ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เมื่อเห็นเมฆหมอกจึงต่างก็พากันแปลกใจว่าเกิดเหตุใดขึ้น
แต่เมื่อมีคนเห็นชายชรากวาดพื้นผู้นี้ แต่ละคนจึงกล่าวด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสเซียว!”
“พวกเจ้าทุกคนจงมายืนข้างข้า!” ชายชรากวาดพื้นพูดด้วยความร้อนใจ ทุกคนดูจะไม่เข้าใจ ทว่าก็ทำได้เพียงไปยืนอยู่ด้านข้างเท่านั้น
จนกระทั่งหนึ่งในประตูหินบานใหญ่ทั้งสามบานถูกเปิดออก และภายในนั้นมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมา
เห็นเพียงชายวัยกลางคนผู้นี้สวมชุดคลุมยาวสีเงิน บนบ่ามีนกอินทรีตัวสีเงินเกาะอยู่และดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีแดงเลือด
เมื่อทุกคนเห็นเขาต่างก็พากันกล่าวขึ้นมาด้วยความเคารพ “ประมุขซู”
ซูหนานเป็นหนึ่งในประมุขทั้งสามของพระราชวังไร้หน้า แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นชายชรากวาดพื้นก็ยังกล่าวทักทายด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสเซียว เกิดเหตุใดขึ้นหรือ?”
ชายชรากวาดพื้นจึงเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา เมื่อซูหนานได้ยินจึงรู้สึกตกใจขึ้นมา “ว่าอย่างไรนะ? มีคนนอกเข้ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่?”
ไม่เพียงแค่ซูหนานเท่านั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์คนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน
ชายชรากวาดพื้นขานรับ “เจ้าหนุ่มผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา!”
“แต่เหตุใดข้าจึงไม่พบเขา” ซูหนานมองไปรอบ ๆ ด้วยความแปลกใจ ชายชรากวาดพื้นจึงตอบกลับ “ค่ายกลนี้ถูกเขาควบคุมอยู่ และเขายังสามารถควบคุมกลิ่นอายได้ ทำให้ไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของเขา”
ซูหนานมีสีหน้าไม่ดีนัก “พระราชวังไร้หน้าของเราตัดขาดจากโลกภายนอกมาโดยตลอด เหตุใดเขาจึงเข้ามาได้?”
“คำถามนี้ ต้องย้อนกลับไปถามหญิงแก่นั่น” ชายชรากวาดพื้นมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา ซูหนานสงสัย เขาจึงเอ่ยถามออกมา “ค่ายกลนี้สามารถปิดได้หรือไม่?”
“ข้าเคยลองแล้ว ไม่ได้!” ชายชรากวาดพื้นส่ายศีรษะอย่างไร้หนทาง
จู่ ๆ เสียงของลู่เฉินก็ดังขึ้นมาจากมุมมืด “พวกเจ้าคุยกันเป็นอย่างไรบ้าง?”
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา และต่างแปลกใจว่าคนผู้นั้นอยู่ที่ใด จากนั้นซูหนานก็พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ข้าคือประมุขแห่งพระราชวังไร้หน้า ไม่ทราบว่าเจ้าคือผู้ใด เหตุใดจึงมาสร้างความวุ่นวายยังพระราชวังไร้หน้าแห่งนี้”
“ข้าไม่ได้มาสร้างความวุ่นวาย ข้าเพียงแค่มาตามหาม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้า!” ชายหนุ่มตอบ
ทุกคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป ซูหนานจึงอธิบายต่อ “ม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้านั้น มีเพียงแค่บุตรศักดิ์สิทธิ์ ประมุข รวมถึงผู้อาวุโสพิเศษบางคนเท่านั้นจึงจะสามารถสัมผัสได้ และเมื่อสัมผัสแล้วก็อาจจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในนั้น”
“ข้าไร้ซึ่งตำแหน่งที่เจ้าเอ่ยมาทั้งหมด แต่ข้าเพียงแค่อยากดู ไม่เช่นนั้น วันนี้ข้าก็คงไม่เปิดค่ายกลนี้” ลู่เฉินยิ้มหยัน
ประโยคดังกล่าวทำให้ซูหนานกังวลใจขึ้นมา จึงมองไปยังชายชรากวาดพื้นผู้นั้น “ผู้อาวุโสเซียว ตอนนี้ควรทำเช่นไร?”
ชายชรากวาดพื้นจึงส่งเสียงที่ได้ยินเพียงสองคนไปยังซูหนาน “ม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้า ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
“ตำหนักไร้หน้าในแดนศักดิ์สิทธิ์!”
“ตำหนักไร้หน้า…สามารถให้เขาเข้าไปลองดูได้! ถึงครานั้น เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บ นับเป็นโอกาสในการลงมือของเรา!” ชายชราคิดแล้วจึงเอ่ยออกมา ซูหนานเข้าใจได้ทันทีจึงขานรับ “ได้”
ดังนั้นซูหนานจึงตอบกลับไปยังเสียงที่ดังมาจากมุมมืด “เจ้าหนุ่ม ข้ารู้ว่าม้วนตำรานั้นอยู่ที่ใด ถ้าหากเจ้ามีความกล้ามากพอก็จงตามข้ามา”
“นำทางไป” ลู่เฉินไร้ซึ่งความหวาดกลัว เมื่อซูหนานมาถึงมุมกำแพงก็วางมือลงไป จากนั้นเมื่อรวบรวมพลังเข้ามา บนกำแพงนี้จึงเกิดลวดลายบางอย่าง จากนั้นบันไดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
เพียงเห็นซูหนานและชายชรากวาดพื้นเดินเข้าไปยังบันได ทว่าลู่เฉินยังคงไม่ปรากฏตัวออกมา
นี่ทำให้ซูหนานที่อยู่บนบันไดย้อนถามขึ้นมาว่า “อย่างไรกัน? ไม่กล้าหรือ?”
“ไม่ใช่ไม่กล้า เพียงแค่แปลกใจว่าม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้านี้จะอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ ผ่านบันไดนี้ไป ก็จะเป็นตำหนักแห่งหนึ่ง และม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้าก็อยู่ภายในตำหนักนั้น!” ซูหนานชี้ไปยังบันไดที่อยู่ไม่ไกลนัก
ลู่เฉินที่อยู่ท่ามกลางหมอกนั้นกวาดมองไปยังบันได เขาพบว่าใต้บันไดนั้น รอบด้านมีแสงสีทองจาง ๆ บางอย่าง แต่ภายในตำหนักเป็นเช่นไรนั้น เขาไม่สามารถมองเห็นได้
ดังนั้นเมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ชายหนุ่มที่อยู่ในม่านหมอกพลันกางมือทั้งสองข้างออก จากนั้นก็พลันปรากฏดินบางอย่าง และดินเหล่านี้ก็กลายเป็นตุ๊กตาดิน ก่อนที่พวกมันจะพากันเผยตัวและเดินตรงไปยังบันได
เมื่อซูหนานเห็นตุ๊กตาดินนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น “นี่คือสิ่งใดกัน?”
ไม่เพียงแต่ซูหนานเท่านั้น ชายชรากวาดพื้นพิจารณาตุ๊กตาดินนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “เจ้าหนุ่ม ของของเจ้าชิ้นนี้คือสิ่งใดกัน?”
“เป็นเพียงตุ๊กตาดินที่ไม่ทำร้ายคน” ตุ๊กตาดินของลู่เฉินนี้ไม่สามารถโจมตีได้ แต่ตัวเขาสามารถแทรกจิตเข้าไปผนึกอยู่ในตุ๊กตาดินนี้เพื่อทำการสื่อสารได้
เช่นนี้แล้ว ถึงแม้จะถูกทำลายไป ทว่ามันก็ไม่เกิดผล
ดังนั้นเมื่อชายชรากวาดพื้นและซูหนานสบตากัน ทั้งสองจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้านี้อยู่ที่ใดกัน?” ตุ๊กตาดินที่มาถึงทางขึ้นบันไดมองไปยังตำหนัก และพบว่ามีความน่าสนใจยิ่งนัก!