ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 305 แดนแห่งแรกของมหาทวีปจิ่วโหยว กระจกนภาวิญญาณ!
บทที่ 305 แดนแห่งแรกของมหาทวีปจิ่วโหยว กระจกนภาวิญญาณ!
ตำหนักนี้เต็มไปด้วยกระจกสีทองลอยอยู่รอบด้าน และกระจกนี้สามารถเปล่งแสงสีทองก็กระจายไปรอบพื้นที่
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแสงสีทองจากกระจกแต่ละบานส่องกระทบกันก็กลายเป็นกลุ่มหมอกสีทอง ราวกับว่าเมื่อของบางสิ่งไปสัมผัสเข้าก็อาจจะถูกมันเผาไหม้ก็เป็นได้
ซูหนานกลัวว่าตุ๊กตาดินที่ลู่เฉินควบคุมอยู่นั้นจะมองไม่เห็นสิ่งนี้ ดังนั้นจึงชี้ไปยังพื้นที่ตรงกลาง ซึ่งตรงนั้นมีกระจกหลายบานแขวนอยู่ด้วยกัน และบริเวณนั้นมีหินก้อนหนึ่งส่องแสงสีทองจาง ๆ อยู่
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” คนควบคุมตุ๊กตาดินอยู่นั้นเผยยิ้มออกมา
ซูหนานจึงพูดขึ้นมาว่า “ม้วนตำราอยู่ตรงนั้น แต่จะหาเจอหรือไม่นั้นก็ต้องดูทักษะของตัวเจ้าเองเสียแล้ว”
ชายชรากวาดพื้นจ้องมองไปยังทางเข้าของบันได รอดูว่าตัวตนที่แท้จริงของลู่เฉินนั้น ท้ายที่สุดจะเข้ามาหรือไม่ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ตุ๊กตาดินกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามา ทำให้ชายชรากวาดพื้นผู้นี้ขมวดคิ้วมุ่น “เหตุใดจึงขี้ขลาดเพียงนี้?”
ใครจะคิดว่าเมื่อตุ๊กตาดินเหล่านี้เข้ามาพร้อมกัน แสงสีทองจากกระจกเหล่านั้นก็แผดเผาตุ๊กตาดินพวกนั้นจนกลายเป็นเถ้าทันที
และในขณะนั้นเอง ซูหนานและชายชรากวาดพื้นต่างก็ตกใจขึ้นมา เพราะท่ามกลางตุ๊กตาดินเหล่านั้นมีตัวหนึ่งที่เป็นตัวปลอม
พูดได้ว่าลู่เฉินทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของตนกลายเป็นตุ๊กตาดิน แต่เมื่อเดินไปด้านหน้าแล้วจึงแสดงตัวตนออกมา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองตกตะลึงยิ่งไปกว่านั้นคือ อีกฝ่ายสามารถเดินผ่านท่ามกลางแสงสีทองเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย และมันสามารถเปิดทางให้เขาได้อย่างน่าประหลาด จึงทำให้เขาไม่ถูกโจมตีแม้แต่น้อย
ดังนั้นลู่เฉินจึงสามารเดินมายังก้อนหินสีทองนี้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังแม้แต่น้อย ซูหนานที่เห็นดังนั้นจึงรู้สึกสับสนขึ้นมา “นี่… เป็นไปได้อย่างไร!?”
ชายชรากวาดพื้นรีบขยับไม้กวาดในมือทันที แสงสีเขียวที่แข็งแกร่งจึงพุ่งออกไปเพื่อโจมตีชายหนุ่ม แต่ภาพที่น่าประหลาดใจก็ได้เกิดขึ้น
เห็นเพียงกระจกรอบด้านหลอมเข้าด้วยกันกลายเป็นกระจกใหญ่บานหนึ่ง ทำให้แสงสีเขียวตีกระทบลงบน ‘กระจก’ และสะท้อนกลับมา ชายชราเห็นดังนั้นก็หวาดกลัวจนต้องรีบหลบออกไปทันที แต่แสงสีเขียวที่สะท้อนกลับมานั้น เมื่อโจมตีลงบนด้านหลังของบันไดก็ทำให้บันไดนั้นถูกทำลายลงทันที
เมื่อเห็นภาพดังกล่าว ซูหนานพลันรู้สึกสับสนจนต้องเอ่ยออกมา “ผู้อาวุโสเซียว นี่…”
“เขา… เขาสามารถควบคุมเศษกระจกแตกพวกนี้ได้!” ชายชราเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดขัด ซูหนานได้ยินเช่นนั้นแล้วถึงกับพูดไม่ออก “ลือกันว่ามีเพียงบรรพชนของพระราชวังไร้หน้าของเราเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้”
“ใช่!” ชายชรากวาดพื้นรู้สึกสับสน และเสียงของลู่เฉินกลับดังออกมาจากกระจกบานใหญ่ “สิ่งนี้เรียกว่ากระจกนภาวิญญาณ! สามารถสะท้อนเคล็ดวิชาการโจมตีที่แข็งแกร่งได้! และในขณะเดียวกัน แสงสีทองที่ถูกปล่อยออกมาจากกระจกนภาวิญญาณนี้ก็แฝงไปด้วยพลังแผดเผาที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
เมื่อทั้งสองได้ยินว่ามีกระจกนภาวิญญาณ พวกเขาต่างก็เบิกตากว้าง โดยเฉพาะซูหนานที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัด “มหาทวีปจิ่วโหยว แดนแห่งแรก! กระจกนภาวิญญาณ!”
ไม่เพียงแต่ซูหนานเท่านั้น ชายชรากวาดพื้นก็พูดด้วยท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมา “กระจกนภาวิญญาณ เป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าเก้าดาว ว่ากันว่าสูญหายไปนานแล้ว เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่กัน?”
“เรื่องนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องบอกพวกเจ้า!” ลู่เฉินพูดจบก็ไม่พูดอันใดต่อ เพียงแค่เปิด ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ขณะเดียวกันก็มีเพียงความคิดเดียวคือเมื่อควบคุมหินสีทองได้แล้วเช่นนี้ จึงเดินเข้าไปยัง ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ทันที
ทั้งสองคนไม่รู้ว่าด้านหลังกระจกบานนั้นเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าลู่เฉินยังอยู่ที่นั่น ยิ่งกระจกนั้นยังคงเปล่งแสงสีทองออกมา ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ก็ทำได้เพียงกังวลใจอยู่ตรงนั้น
“ผู้อาวุโสเซียว ตอนนี้ควรทำเช่นไร?” ซูหนานดูเคร่งขรึมขึ้นมา
ชายชรากวาดพื้นพลันตกตะลึงขึ้นมา “ยังจำกฎบรรทัดแรกบนม้วนตำราศักดิ์สิทธิ์ไร้หน้าได้หรือไม่?”
“ผู้ใดสามารถควบคุมกระจกภายในนี้ได้ ผู้นั้นสามารถครอบครองทุกสิ่งภายในพระราชวังไร้หน้าได้ แม้แต่คนของพระราชวังไร้หน้าก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขา” ชายชรากวาดพื้นค่อย ๆ อธิบายออกมา
ซูหนานได้ยินดังนั้นก็พลันตกตะลึงขึ้นมา “ท่านหมายความว่า…ต่อไปนี้ พวกเราต้องเชื่อฟังเจ้าหนุ่มผู้นั้นหรือ?”
“ดูก่อน แล้วค่อยว่ากันเถิด” ชายชรากวาดพื้นก็รู้สึกว่ามันจะดูกะทันหันเกินไป จึงทำได้เพียงรอดูเท่านั้น
…
ภายใน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ลู่เฉินนำก้อนหินออกมา จากนั้นก็เพิ่มพลังปราณเข้าไป ก้อนหินก้อนนี้จึงเปลี่ยนเป็นตำราหินเล่มหนาเล่มหนึ่ง ตำราหินหน้าแรกนั้นได้บันทึกกฎบางส่วนของพระราชวังไร้หน้าเอาไว้
เป็นต้นว่าผู้ใดควบคุมกระจกเหล่านั้น ผู้นั้นสามารถครอบครองทุกสิ่งของพระราชวังไร้หน้าได้
แต่เขาไม่สนใจสิ่งนี้ จึงพลิกดูและพบว่าด้านหน้าของม้วนตำรานี้บันทึกคำแนะนำเคล็ดวิชาบางส่วนไว้
ทว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ จนกระทั่งมือพลิกไปหน้าหลังสุด ซึ่งเป็นผนึกอักขระยันต์บางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเนื้อหาด้านในได้
แต่เมื่อลู่เฉินสัมผัสถึงกลิ่นอายของราชาหมื่นหน้าบนอักขระยันต์นี้ได้ เขาจึงยิ้มเย็นชาออกมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ สร้างปัญหายุ่งยากให้ข้าอีกแล้ว?”
เห็นเพียงชายหนุ่มเอามือข้างหนึ่งลูบมัน จากนั้นก็ใช้เคล็ดทลายอักขระ
เพียงไม่นาน หน้าแรกที่ถูกผนึกไว้จึงปรากฏออกมา ด้านบนเขียนไว้ว่า ‘เมื่อเจ้าเห็นสิ่งนี้ หมายความว่าเจ้าได้เชื่อคำทำนายของข้าแล้ว นายท่านลู่!’
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “เจ้าหนุ่มผู้นี้!”
เขาพบว่าราชาหมื่นหน้านี้ ในภายหลังได้หาสถานที่ในการสร้างพระราชวังไร้หน้าขึ้นมา จากนั้นจึงได้สร้างรูปปั้นขึ้นมาที่นี่ จนสุดท้ายก็ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในม้วนตำรา และยังทำลายกระจกนภาวิญญาณ เพื่อต้องการให้อาวุธวิญญาณภายในนี้รู้จักเพียงลู่เฉินเท่านั้น
หลังจากนั้น ราชาหมื่นหน้าก็ ‘หายไป’
“เจ้าหนุ่มผู้นี้สร้างสำนักขึ้นมา จากนั้นตนเองก็หายไป? ทำเพื่อสิ่งใดกัน?” ลู่เฉินสงสัย มือพลิกไปยังหน้าที่สอง หลังจากเปิดออกอีกครั้ง ภายในหน้ากระดาษก็ได้พูดถึง ‘หลังจากหนึ่งแสนปีผ่านไป หลายสถานที่ในมหาทวีปจิ่วโหยวก็เกิดการแตกร้าว’
ไม่เพียงเท่านั้น ยังพูดไว้ว่าโลกหลายใบนั้นต่างก็เชื่อมโยงผ่านมหาทวีปจิ่วโหยว
“เชื่อมโยงผ่านมหาทวีปจิ่วโหยว?” ชายหนุ่มรู้สึกจริงจังขึ้นมา และค่อย ๆ หวนคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ตัวอย่างเช่นปีศาจเก่งกาจบางส่วนที่ไม่ควรปรากฏตัวขึ้นในมหาทวีปจิ่วโหยวนี้ แต่ตอนนี้มีปีศาจอยู่ที่นี่ นั่นหมายความว่าอาจมาจากโลกอื่นก็เป็นได้
แต่นี่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกแปลกใจมากนัก
อันที่จริงสิ่งที่ทำให้ลู่เฉินรู้สึกตกใจมากกว่าคือเรื่องที่ราชาหมื่นหน้าพูดว่ามีคนคิดจะ ‘ชุบชีวิต’ ผู้ที่อ่อนแอเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง และการ ‘ชุบชีวิต’ นี้จะใช้หลายวิธีในการชุบชีวิตขึ้นมา
เช่น หากวิญญาณยังคงอยู่ ก็จะใช้กายเนื้ออื่นมาแทนที่ หรือชุบชีวิตทั้งวิญญาณและกายเนื้อพร้อม ๆ กัน
ภายในนั้น สิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือ ราชาหมื่นหน้าได้พูดถึงนักบุญหญิงแห่งวังเหมันต์สงัด ที่ผ่านการ ‘ชุบชีวิต’ แล้ว
“ดูเหมือนว่านางจะไม่ใช่ผู้สืบทอดธรรมดา แต่กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่จริง ๆ!” สีหน้าลู่เฉินเปลี่ยนไป แล้วเขาก็พลิกหน้าถัดไปทันทีเพราะอยากรู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แต่สุดท้ายราชาหมื่นหน้ากลับทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า ‘หนึ่งแสนปีต่อมา มหาทวีปจิ่วโหยวจะกลายเป็น…’
ด้านหลังกลับไม่มีอันใดต่อจากนั้นอีก ราวกับว่าถูกเขียนไว้เพียงครึ่งหนึ่งและหยุดทิ้งไว้เท่านั้น
นี่ทำให้ลู่เฉินรู้สึกจริงจังขึ้นมา “ชายหนุ่มผู้นี้ตั้งใจเช่นนี้ หรือว่าเกิดเรื่องใดขึ้นจึงไม่เขียนต่อ?”
สีหน้าของชายหนุ่มดูไม่เข้าใจนัก และในตอนนั้นเอง ม้วนตำรานั้นก็สว่างวาบขึ้นมากลายมาเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง และเมื่อลู่เฉินเพิ่มพลังปราณเข้าไปก็ราวกับว่าก้อนหินนี้ได้ ‘ตาย’ ไปเสียแล้ว มันไม่ปรากฏอันใดออกมาอีก
“ชายผู้นี้คิดจะทำสิ่งใดกัน?” ในใจรู้สึกอดรนทนไม่ได้ที่จะตามหาราชาหมื่นหน้านี้ออกมาให้จงได้
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ที่ใด ลู่เฉินก็ไร้ซึ่งร่องรอยจะสืบหา ทำได้เพียงเก็บก้อนหินเพื่อไปถามคนของพระราชวังไร้หน้า และดูว่าจะคาดคั้นเรื่องใดออกมาจากปากคนเหล่านั้นได้บ้างหรือไม่
เมื่อเดินออกมาจาก ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ และปัดมือข้างหนึ่ง กระจกบานนั้นก็เล็กลงจนสุดท้ายกลายเป็นเพียงชิ้นเล็ก ๆ ตกลงสู่มือของลู่เฉิน
เมื่อชายชรากวาดพื้นและซูหนานเห็นภาพดังกล่าวก็พลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที