ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 318 บนหนทางของสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ ยิ่งเดินยิ่งไกลออกไป!
บทที่ 318 บนหนทางของสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ ยิ่งเดินยิ่งไกลออกไป!
“สี่สิบเก้าระดับ เช่นนั้นก็น่าตกใจเกินไปเสียแล้ว!” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา แต่หนานเหยายิ่งสับสนมากขึ้น
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอันใด แต่ยังคงทำการหลอมรวมธงทั้งสองเข้าด้วยกันต่อไป
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา ลู่เฉินจึงพาหนานเหยาขึ้นไปบนหลังของสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง จากนั้นจึงนำทัพออกเดินทางต่อไป
หนานกงมู่ที่เฝ้าดูอยู่นั้นเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “มากันแล้ว”
เมื่อเฮยเม่ยเห็นท่าทางที่ดูมั่นใจของเขา ก็พลันแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “เหตุใดเขาจึงนิ่งสงบเพียงนี้?”
“นิ่งสงบ? นั่นเป็นเพราะว่าเขายังไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะอันตรายเพียงใด” หนานกงมู่พูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม แต่เฮยเม่ยกลับรู้สึกว่าอาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ค่ายทั้งสามได้ตั้งขวางลู่เฉินไว้ โดยมีหนานเหยาและเหล่าสัตว์ปีศาจอยู่เบื้องหน้า
ไม่เพียงเท่านั้น ค่ายทั้งสามนี้ยังแผ่กระจายแสงสว่างสามชนิดที่แตกต่างกัน
หนานเหยาเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “นี่ น่าจะเป็นค่ายวิญญาณดิน ค่ายวิญญาณเพลิง และค่ายวิญญาณไม้!”
“อีกสามค่ายในธาตุทั้งห้า” เพียงแค่มอง ลู่เฉินก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง แต่หนานเหยากลับดูจริงจังขึ้นมา “อาจารย์ เช่นนั้น สัตว์ปีศาจเหล่านี้ จะยังจัดการได้หรือไม่?”
ลู่เฉินส่ายศีรษะพลันยิ้มออกมา “จัดการเจ้าหนุ่มพวกนั้น ก็มากเกินพอแล้ว!”
แต่หนานเหยากลับยังรู้สึกกังวลใจ “อาจารย์ ท่านดูสัตว์ปีศาจพวกนี้ เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้นั้น พวกมันบาดเจ็บไปเกือบครึ่ง ถ้าหากยังเดินหน้าต่อไป ข้าเกรงว่าจะยังไม่ทันพ้นทั้งสิบแปดค่ายก็จะตายกันหมดเสียก่อน!”
“วางใจเถิด ยิ่งเดินหน้าต่อไป พวกเขาจะยิ่งดุร้ายมากขึ้น!”
“เพราะเหตุใดกัน?”
“เพราะเสียงท่วงทำนองของเหล่าสัตว์ร้าย จะฝังอยู่ภายในร่างกายของพวกเขา ทำให้ร่างกายของพวกเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งหาญกล้า เปรียบดั่งจำต้องล้างบาปด้วยเลือดเนื้อเสียก่อน จึงจะเกิดใหม่และกลายพันธุ์ไป!”
ทั้งหมดนี้หนานเหยาฟังแล้วยังคงไม่เข้าใจนัก “อาจารย์ สัตว์ร้ายกลายพันธุ์คือสิ่งใดกัน?”
“ก็คือสัตว์ปีศาจ ที่เมื่อได้ยินเสียงท่วงทำนองของเหล่าสัตว์ร้ายก็จะมีอาการดุร้ายมากขึ้น และขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น มันจะต่อสู้อย่างบ้าคลั่งเพื่อเอาชีวิตรอด และจะทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่วนสัตว์ปีศาจที่ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้นั้น ก็จะถูกกำจัดไปเองโดยธรรมชาติ” เมื่อลู่เฉินพูดจบ หนานเหยาก็ถึงกับอ้าปากค้าง “เช่นนั้น โอกาสในการอยู่รอดนั้นมีมากน้อยเพียงใด?”
“ต้องดูความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย
หนานเหยาไม่สามารถจิตนาการถึงความน่ากลัวของลู่เฉินได้ และในขณะนั้นเอง ค่ายทั้งสามบนภูเขาก็เปล่งแสงสว่างวาบออกมา จากนั้นบนยอดเขาทั้งสามก็พลันเผยให้เห็นผู้คน และแต่ละคนก็กำลังจ้องมองมา
ในนั้นมีผู้นำของทั้งสามค่าย หลางซาน และจินเฟยต้วนอยู่ด้วยกัน
พวกเขากำลังปรึกษากันว่าจะจัดการลู่เฉินและสัตว์ปีศาจเหล่านี้อย่างไรในคราเดียว
“บุกเข้าไปตรง ๆ ก็จบแล้ว!” ชายผู้หนึ่งที่ร่างกายสว่างไปด้วยแสงเพลิงพูดขึ้น และอีกคนหนึ่งที่ร่างกายมีแสงของไม้พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “หรือจะให้พวกพฤกษาของข้าลงมือเสียก่อน!”
ชายผู้มีแสงของดินพูดขึ้นมาว่า “รอดูกับดักของข้าก่อนดีกว่า!”
ขณะที่คนเหล่านี้กำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จินเฟยต้วนจึงเสนอขึ้นมา “พวกเจ้าทั้งสาม ร่วมมือกันเถิด!”
หลางซานเห็นด้วย “ใช่ เจ้าหนุ่มผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก ถ้าหากเข้าไปทีละคน เกรงว่าจะถูกพวกเขาทำลายได้ สู้ร่วมมือกันจะดีกว่า!”
“ได้!” ทั้งสามขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
หลังจากนั้น บนพื้นดินด้านหน้ารอบด้านได้เกิดรอยแตกขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือคนของค่ายวิญญาณดิน
ขณะเดียวกัน ต้นไม้ที่อยู่รอบด้าน จู่ ๆ ก็เกิดเถาวัลย์ยาวออกมาพันล้อมเหล่าสัตว์ปีศาจไว้ในทันที ดึงและลากลงมายังรอยแตกอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นรอยแตกก็ปิดสนิท ทำให้สัตว์ปีศาจมากมายถูกฆ่าตายในทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น หนานเหยาก็ถึงกับตกตะลึงขึ้นมา “นี่ น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
และในขณะนั้นเอง ลูกกลมเพลิงขนาดใหญ่นับไม่ถ้วนที่อยู่บนท้องฟ้าก็พุ่งไปโจมตีสัตว์ปีศาจที่บินอยู่
สัตว์ปีศาจที่บินอยู่เหล่านั้น บางตัวก็ใช้เนื้อกายในการป้องกัน บางตัวก็ใช้เคล็ดวิชาสัตว์ร้ายโจมตีกลับ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง สัตว์ปีศาจที่อยู่ด้านหน้ามีทั้งตายและบาดเจ็บ แต่ลู่เฉินกลับนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา เขาดีดกู่ฉินด้วยความนิ่งสงบ และเสียงนี้ก็ค่อย ๆ รุนแรงและบ้าคลั่งยิ่งขึ้น
หนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ กลับยิ้มออกมา “สู้จนกว่าจะตาย!”
เฮยเม่ยกลับมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา “ดูนั่น! สัตว์ปีศาจที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาอีกแล้ว และสัตว์ปีศาจที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินก็ปีนออกมาแล้วด้วย!”
เมื่อหนานกงมู่เห็นสัตว์ปีศาจเหล่านั้นเต็มไปด้วยเลือด แต่ยังสามารถต่อสู้ต่อไปได้นั้น ก็พลันมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “นี่… เกิดอันใดขึ้นกันแน่!”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นใครกัน! เหตุใดจึงมีพลังในการควบคุมสัตว์ปีศาจให้แข็งแกร่งเช่นนี้ได้!” เฮยเม่ยยิ่งรู้สึกว่าลู่เฉินนั้นไม่ใช่คนธรรมดา ส่วนหนานกงมู่พลันบันดาลโทสะขึ้นมา จึงถ่ายทอดคำสั่งออกไป “ไม่ว่าอย่างไร ต้องฆ่าให้ตายทั้งหมด!”
ผู้นำทั้งห้ารับคำสั่ง จึงรีบออกคำสั่งแก่คนของตนทันที
เห็นเพียงการสู้รบที่น่ากลัว แต่ไม่ว่าอย่างไร คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถโจมตีไปยังด้านหน้าของลู่เฉินและหนานเหยาได้ แต่ละคนจึงกลายเป็นเพียงศพที่ล้มลงต่อหน้าสัตว์ปีศาจเท่านั้น
หนานเหยาเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง “อาจารย์ ท่านน่ากลัวเกินไปเสียแล้ว”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้าย ขณะเดียวกันยังได้ปล่อยเสียงหนึ่งออกมาให้สะท้อนออกไปรอบ ๆ “พวกเจ้าแดนศักดิ์สิทธิ์ จงฟังข้าให้ดี!”
พวกเขาต่างก็กังวลใจว่าเหตุใดเสียงของผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“หากไม่อยากตาย จงไสหัวออกไปจากแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ แต่หากอยากตาย จงต่อสู้ต่อไป!” สิ้นประโยคนั้น คนเหล่านี้ต่างก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที
หนานกงมู่ถ่ายทอดคำสั่งไปยังพวกเขา “ฆ่าพวกเขาซะ!”
ถึงแม้ว่าสัตว์ปีศาจเหล่านี้จะดุร้ายมาก แต่คนเหล่านั้นก็ยังพุ่งเข้าไปโจมตี
หนานเหยารู้สึกแปลกใจ “อาจารย์ ตอนนี้สัตว์ปีศาจเหล่านี้ถึงระดับที่เท่าใดแล้วหรือ?”
“ระดับที่สองแล้ว”
“เช่นนั้น ระดับที่สามล่ะ?”
“ทุก ๆ ขั้น ต้องมีระยะเวลาห่างกันประมาณหนึ่งก้านธูป ดังนั้น เราจำเป็นต้องยื้อเวลาเอาไว้ มิเช่นนั้นสัตว์ปีศาจเหล่านี้จะรับไม่ไหวและล้มลงได้ง่าย” ลู่เฉินอธิบาย ทำให้หนานเหยาพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าสับสน “นั่นหมายความว่า จะเพิ่มขึ้นไปแต่ละขั้นนั้น ต้องมีระยะเวลาห่างกันช่วงหนึ่ง”
“อืม จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างเหมาะสม!” ชายหนุ่มอธิบาย ทำให้หนานเหยาค่อย ๆ เข้าใจมากขึ้น “ไม่แปลกเลยที่อาจารย์ยังไม่เร่งไปถึงระดับที่สี่สิบเก้า!”
ลู่เฉินเพียงยิ้มแต่ไม่ได้พูดอันใดต่อ
ทว่าโดยธรรมชาติแล้ว สัตว์ปีศาจเหล่านี้มักจะได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่อพวกมันไม่กลัวตาย นี่จึงทำให้คนเหล่านั้นหวาดกลัว และเมื่อไม่สามารถต้านทานสัตว์ปีศาจได้ พวกเขาก็จะค่อย ๆ หนีออกไปเอง
หนานกงมู่โมโหจนกระทืบเท้าไม่หยุด “นี่จับเขาไม่ได้เลยหรือ!”
“มาถึงค่ายที่ห้าแล้ว…” เฮยเม่ยมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขณะที่หนานกงมู่พูดออกมาด้วยความโกรธว่า “ด้านหลังยังมีอีกสิบสามค่าย ไม่กลัวหรอก!”
“แต่ทั้งห้าค่ายนี้ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก” เฮยเม่ยรู้ว่าศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บนั้น สำหรับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดแล้ว นับเป็นความเสียหายอย่างรุนแรง เพราะพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นอนาคตของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดทั้งสิ้น
แต่หนานกงมู่ไม่สนใจ นางเพียงแค่ต้องการให้ลู่เฉินตายโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยอันใด
ดังนั้น หนานกงมู่จึงเบิกตากว้างพลางกล่าวออกมาว่า “แม้จะต้องสูญเสียทุกอย่าง ก็ต้องฆ่าเขาให้ได้!”
เฮยเม่ยไม่รู้จะพูดสิ่งใด ส่วนลู่เฉินนั้นยังคงนำธงถอนออกมาจากภูเขาทั้งสามลูกต่อไป และนำมาหลอมรวมเข้ากับอีกสองธงที่เหลือเข้าด้วยกัน
นี่จึงทำให้เฮยเม่ยรู้สึกสงสัยขึ้นมา “เหตุใดเขาจึงต้องนำธงเหล่านั้นออกมาทุกครั้ง”
“คาดว่าคงคิดจะพิจารณาถึงความลับของธงเหล่านี้” หนานกงมู่คาดเดา แต่เฮยเม่ยกลับสงสัย “ความลับ? ความลับใดกัน?”
“เรื่องนี้ ข้าไม่รู้” หนานกงมู่เองก็ไม่รู้เช่นกันและคร้านที่จะทำความเข้าใจ
เฮยเม่ยจึงทำได้เพียงมองดูต่อไป ส่วนหนานกงมู่ก็กวาดสายตามองไปยังอีกสามค่ายที่อยู่ด้านหลัง ที่นั่นยังมีภูเขาอีกห้าลูก
เห็นเพียงหนานกงมู่สั่งการไปยังอีกคนที่อยู่บริเวณภูเขาห้าลูกนั้น
…
ลู่เฉินใช้เวลาที่นั่นไปประมาณหนึ่งก้านธูป จึงพูดออกมาว่า “ไป”
เพียงไม่นาน ทั้งสองคน รวมทั้งเหล่าสัตว์ปีศาจก็มาถึงด้านหน้าของภูเขาทั้งห้าลูก
เมื่อเห็นภูเขาทั้งห้าลูก หนานเหยาจึงตกตะลึงขึ้นมา “นี่คือ?”