ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 319 ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งดี มาเลย!
บทที่ 319 ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งดี มาเลย!
ภูเขาทั้งห้าลูกนี้ ดูราวกับนิ้วมือทั้งห้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น ขณะเดียวกันระหว่างนิ้วทั้งห้านี้มีโซ่ตรวนส่องแสงสีดำพันล้อมรอบอยู่จำนวนมาก
ขณะเดียวกัน บนโซ่ตรวนเหล่านี้ก็ยังมีคนยืนอยู่มากมาย
คนเหล่านี้ต่างก็มีรากวิญญาณทั้งห้าธาตุ ไม่ว่าจะเป็น ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน และยังมีหลายคนที่เป็นรากวิญญาณคู่
เมื่อหนานเหยาเห็นเช่นนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมา “อาจารย์ ดูนั่น คนพวกนั้นมีจำนวนมาก และยังมีพลังปราณหลายชนิดด้วย”
“รากวิญญาณคู่!” ลู่เฉินตอบ หนานเหยาจึงตกใจขึ้นมาอีกครั้ง “ทั้งหมดหรือ?”
“ถึงแม้จะเป็นเพียงหนึ่งในสามแดนศักดิ์สิทธิ์ของแดนทักษิณา แต่หลายปีมานี้ คงจะได้รับผู้ที่มีความสามารถเข้ามามากมาย” ชายหนุ่มอธิบายต่อ
หนานเหยารู้สึกว่ามีเหตุผล “นั่นหมายความว่า แดนศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องการไปที่นั่น และยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มาจากหลาย ๆ สำนักเพื่อทำการฝึกฝนที่นี่”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดนี้ จะไม่มีอีกต่อไป!”
“อาจารย์ ท่าน…”
“ทำลายพวกเขานั้นยุ่งยาก เพียงแค่ให้พวกเขาไสหัวออกไปจากแดนศักดิ์สิทธิ์ก็พอ!” สิ้นประโยคของเขา ชายหนุ่มก็เริ่มบรรเลิงกู่ฉิน และครั้งนี้ท่วงทำนองของเหล่าสัตว์ร้ายนั้นได้ไปถึงระดับที่สามแล้ว ด้วยเหตุนี้ สัตว์ปีศาจเหล่านี้จึงเริ่มคำรามออกมาทีละตัว
เสียงนี้นับว่าดังมาก ทำให้รอบด้านผืนป่าเกิดการสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
จึงทำให้กลุ่มคนที่ยืนอยู่บนโซ่ตรวนนั้นเริ่มตกตะลึงขึ้นมาทีละคน บางคนยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป “นี่ เสียงนี้…”
“เกิดอันใดขึ้นกับสัตว์ปีศาจเหล่านี้?” บางคนสงสัยขึ้นมา และมีบางคนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เช่นนี้จะโจมตีอย่างไร?”
“ตกใจอันใดกัน?” ขณะนั้นเองที่กลางภูเขาทั้งห้าลูก คนคนหนึ่งเหยียบบนกระบี่และเหินออกไป
บนร่างของคนผู้นี้มีแสงสว่างสองชนิดนั่นคือสีน้ำเงินและสีแดง เห็นได้ชัดว่าเป็นรากวิญญาณธาตุน้ำและรากวิญญาณธาตุไฟ
ไม่เพียงเท่านั้น คนผู้นี้มีคิ้วด้านซ้ายเป็นสีขาวราวกับหิมะ ขณะที่คิ้วด้านขวาเป็นสีแดงราวกับเปลวไฟ และบนร่างกายยังมีกลิ่นอายทั้งสองด้านแตกต่างกัน ราวกับว่ารวมคนสองคนเข้าด้วยกัน และเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นผู้นำสูงสุดของยอดเขาทั้งห้านี้ มีนามว่า ฉินเฟยหยาง
เมื่อทุกคนเห็นเขาก็พลันมีความมั่นใจขึ้นมาทันที เพราะทุกคนรู้ว่าพลังของฉินเฟยหยางผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด และยังเป็นรากวิญญาณคู่ขั้นก่อกำเนิดอันดับหนึ่งในแดนศักดิ์สิทธิ์
แม้แต่ผู้ที่มีขั้นแปลงเซียน ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนคนนี้
ดังนั้นผู้คนในที่แห่งนี้ต่างก็คิดว่าการที่ฉินเฟยหยางคิดจะทำลายสัตว์ปีศาจเหล่านี้ นับว่าไม่ใช่เรื่องยาก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้คนมากมายมองเห็นเขา ต่างก็กล่าวขึ้นมาด้วยความเคารพว่า “ท่านผู้นำสูงสุดฉิน!”
นอกจากคนเหล่านี้ บรรดาผู้นำที่พ่ายแพ้เหล่านั้นก็รู้สึกเกรงใจเขามากเช่นกัน
หนานเหยามีสีหน้าประหลาดใจ “อาจารย์ หากข้าทายไม่ผิด คนผู้นี้น่าจะเป็นรากวิญญาณคู่ขั้นก่อกำเนิดอันดับหนึ่งแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์!”
“เขาย่อมมีคุณสมบัติเช่นนั้น”
“ท่านดูออกหรือ?”
“ทั้งสองรากวิญญาณ ต่างก็เป็นรากวิญญาณเก้าดาว หมายความว่ามีความแข็งแกร่งมาก แต่หากคิดจะขัดขวางข้า คงจะยากเกินไป” ลู่เฉินพูดด้วยความมั่นใจ แต่หนานเหยากลับรู้สึกแปลกใจในอาจารย์ของตนว่าเหตุใจจึงมั่นใจเช่นนี้
ในขณะนั้นเอง เมื่อฉินเฟยหยางมองไปยังเหล่าสัตว์ปีศาจที่คำรามอยู่ไกล ๆ นั้น จึงตะโกนขึ้นมาว่า “พวกเจ้าตามข้ามา คอยดูว่าข้าจะฆ่าสัตว์ปีศาจเหล่านั้นให้หมดสิ้นอย่างไร!”
“ขอรับ!”
ทุกคนขานรับ
เพียงไม่นาน รอบกายของฉินเฟยหยางก็ล้อมไปด้วยเปลวไฟ จากนั้นจึงพุ่งตัวออกไป
เห็นเพียงฉินเฟยหยางที่ดูราวกับลูกกลมเพลิงขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายก็คือลู่เฉินและทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
สัตว์ปีศาจเหล่านั้นต่างก็พุ่งตัวออกมารับการโจมตีเช่นกัน
ฉินเฟยหยางเก่งกาจมาก เปลวเพลิงที่อยู่รอบ ๆ สามารถเผาไหม้ปราณกระบี่เยือกแข็งเหล่านั้นได้ และโจมตีไปยังร่างของสัตว์ปีศาจจำนวนไม่น้อย และยังใช้ลูกกลมเพลิงโจมตีไปยังพวกมันทีละตัว ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่นาน ฉินเฟยหยางก็สามารถทำลายสัตว์ปีศาจได้จำนวนมาก
เมื่อเห็นเช่นนั้น หนานเหยาจึงกังวลใจขึ้นมา แต่ลู่เฉินยังคงนิ่งเฉยและเพิ่มพลังผ่านกู่ฉินต่อไปเรื่อย ๆ
หนานกงมู่ที่มองดูอยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดีใจ “ดี!”
เมื่อเฮยเม่ยมองเห็นโอกาสเช่นนี้จึงกล่าวออกมา “ครั้งนี้พวกเขาต้องตายแน่!”
หนานกงมู่เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา “ใช่!”
ไม่เพียงแค่ทั้งสองคนนี้เท่านั้น คนที่อยู่บนยอดเขาทั้งห้าลูกก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
แต่เรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!
เมื่อคนเหล่านี้เข้าใกล้ชายหนุ่ม อีกเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งร้อยก้าวเท่านั้น ลู่เฉินก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
เห็นเพียงว่าเขานำลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายวางไว้ด้านบนของกู่ฉินเพลิงโบราณ
เพียงไม่นาน เมื่อเกิดกระแสเสียงดังออกมา แสงสีเลือดก็แผ่กระจายออกมาจากลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายนี้ จากนั้นสัตว์ปีศาจที่อยู่รอบ ๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง
สัตว์ปีศาจมากมายรวมตัวเข้าด้วยกัน จากนั้นจากสามตัวก็รวมป็นหนึ่งร่าง
เมื่อหลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว พลังของสัตว์ปีศาจเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ทำให้คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดเหล่านั้นต่างก็รู้สึกสับสน จนบางคนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัด “นี่ เกิดอันใดขึ้น?”
“สัตว์ปีศาจหลอมรวมกัน?”
“เหตุใจเจ้าหนุ่มผู้นี้จึงทำเช่นนี้ได้?”
ฉินเฟยหยางไม่ต้องการให้จิตวิญญาณในการต่อสู้ของทุกคนลดลง จึงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “กลัวสิ่งใดกัน ตามข้ามา!”
คนพวกนั้นจึงทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป แต่เมื่อสัตว์ปีศาจหลอมรวมกันแล้วก็ยิ่งมีความน่ากลัวมากขึ้น เพียงไม่นานก็ทำร้ายคนไปจำนวนมาก หนานเหยาจึงพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ “อาจารย์ สัตว์ปีศาจพวกนี้?”
“ท่วงทำนองสัตว์ร้ายระดับที่สาม สามารถหลอมรวมสัตว์ปีศาจทั้งสามได้ ถ้าหากเป็นระดับหก ก็จะสามารถหลอมรวมสัตว์ปีศาจทั้งหกได้ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ สามระดับที่เพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอีก เมื่อไปถึงระดับที่สี่สิบแปด ก็จะสามารถหลอมรวมสัตว์ปีศาจทั้งสี่สิบแปดได้”
“เช่นนั้น ระดับที่สี่สิบเก้าล่ะ?” หนานเหยายิ่งสงสัยว่าระดับที่สี่สิบเก้านั้นจะเกิดสิ่งใดขึ้น ลู่เฉินจึงยิ้มพลางเอ่ยออกมาว่า “สี่สิบเก้า นั่นก็คือหนึ่งร้อยตัว!”
“ว่าอย่างไรนะ?” หนานเหยาตกตะลึง
ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดอันใดต่อ เขาบรรเลิงกู่ฉินต่อไป ส่วนหนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ นั้นรู้สึกโมโหขึ้นมาจนหน้าแดงก่ำ
เฮยเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมาว่า “ถ้าหากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เกรงว่า…!”
“ฉินเฟยหยาง ซุ่มโจมตีเจ้าหนุ่มนั่น!” หนานกงมู่ไม่พอใจ จึงรีบสื่อสารกับฉินเฟยหยางผ่านค่ายกลทันที
เมื่อฉินเฟยหยางรับคำสั่งแล้ว กระแสอากาศทั้งสองบนร่างกายพลันเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดทันที จากนั้นก็กลายเป็นเงาสีแดงและน้ำเงิน ทะลุผ่านสัตว์ปีศาจในคราเดียวเพื่อไปถึงยังเบื้องหน้าของลู่เฉิน และเมื่อเข้าใกล้ชายหนุ่ม ปราณกระบี่ทั้งสองสายก็รวมเข้าด้วยกันเพื่อโจมตีใส่เขา
“ตายเสีย!”
ทุกคนต่างคิดว่าลู่เฉินต้องแย่แน่ โดยเฉพาะในขณะที่ฉินเฟยหยางอยู่ห่างจากอีกฝ่ายไม่ถึงสิบเก้าก็สามารถพูดได้ว่าตายตกอย่างไม่มีข้อสงสัย
แต่ในขณะนั้นเอง ทุกคนพลันเห็นเพียงแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมา มองไม่ชัดว่าเป็นสิ่งใดก็พบว่าจู่ ๆ ปราณกระบี่สีแดงน้ำเงินนั้นพลันสะท้อนกลับมา และโจมตีบนร่างของฉินเฟยหยางแทน
ฉินเฟยหยางไม่คิดว่าตนจะถูกเคล็ดวิชาของตนย้อนกลับมาโจมตีได้
คนอื่น ๆ ยิ่งมองด้วยแววตาสับสน โดยเฉพาะขณะที่ปราณกระบี่ทั้งสองพุ่งทะลุมายังฉินเฟยหยาง บนร่างกายจึงปรากฏรูที่เต็มไปด้วยเลือดสองรูขึ้นมาทันที
ใครบางคนจึงตะโกนขึ้นมาว่า “แย่แล้ว ท่านผู้นำสูงสุดฉินเกิดเรื่องแล้ว!”
ฉินเฟยหยางหวาดกลัวจนใบหน้าซีดเผือด ลู่เฉินจึงยิ้มพลางเอ่ยออกมาว่า “ยังจะเข้ามาอีกหรือไม่?”
ฉินเฟยหยางรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง แต่เมื่อสัตว์ปีศาจที่อยู่รอบ ๆ พุ่งเข้ามา เขาจึงทำได้เพียงอดทนและต้านทานมัน ก่อนจะรีบหนีออกไปจากที่นี่ และกลับไปยังยอดเขาทั้งห้า
ผู้นำเหล่านั้นต่างก้าวขึ้นมาด้านหน้าด้วยความกังวลใจ
หนานเหยากล่าวออกมาด้วยความตกใจ “อาจารย์! เมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“เคล็ดวิชาของเขาโจมตีมายังสมบัติวิญญาณของข้า และสมบัติวิญญาณนี้ได้ตีกลับเคล็ดวิชาคืนเจ้าของไป” ลู่เฉินยิ้มพลางเอ่ยออกมา แต่หนานเหยากลับเอ่ยขึ้นมาด้วยอาการตกใจ “ตีกลับเคล็ดวิชา?”
“อืม!”
หนานเหยาพูดด้วยความงุนงง “หลายปีมานี้ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินว่าสมบัติวิญญาณสามารถตีกลับเคล็ดวิชาได้”
“นั่นก็คือประสบการณ์เจ้ายังน้อยนัก”
“อาจารย์ เช่นนั้นแท้จริงแล้วคือสมบัติวิญญาณใดกัน?” หนานเหยารู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
ขณะนั้นเอง คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นต่างก็ถอยกลับไปยังยอดเขาทั้งห้า
ไม่นานนัก ยอดเขาทั้งห้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง