ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 320 ห้าพันปี มีพลังปราณเพียงเท่านี้? อ่อนแอเกินไปเสียแล้ว!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 320 ห้าพันปี มีพลังปราณเพียงเท่านี้? อ่อนแอเกินไปเสียแล้ว!
บทที่ 320 ห้าพันปี มีพลังปราณเพียงเท่านี้? อ่อนแอเกินไปเสียแล้ว!
เห็นเพียงด้านนอกของยอดเขาทั้งห้านี้มีค่ายกลปกคลุมรอบยอดเขาทั้งห้านี้อยู่ ด้านในมีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา ทำให้ผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บค่อย ๆ ฟื้นสภาพร่างกายภายในนั้นได้
เดิมทีหนานเหยาคิดอยากจะถามลู่เฉินว่าเป็นสมบัติวิญญาณใด แต่เมื่อเห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมา “อาจารย์ ท่านดูนั่น พวกเขากำลังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอยู่ที่นั่น!”
“สร้างค่ายกลหวนฟื้นคืนขึ้นมาจริง ๆ น่าสนใจนัก!” ชายหนุ่มยิ้มออกมา
“ค่ายกลหวนฟื้นคืน?” หนานเหยาไม่ค่อยเข้าใจนัก ลู่เฉินจึงอธิบายต่อ “ค่ายกลหวนฟื้นคืน เป็นค่ายกลชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายกลับมาเช่นเดิมได้อย่างรวดเร็ว แต่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่ล้ำค่า โดยเฉพาะถ้าหากจำเป็นต้องรักษาบาดแผลด้วยแล้วยิ่งนับว่าไม่ธรรมดา”
หนานเหยาคิดไม่ถึงว่าค่ายกลนี้จะเก่งกาจเพียงนี้ ลู่เฉินจึงจัดการความรู้สึกของตนและเผยรอยยิ้มออกมา “ไป เข้าไปเล่นกับพวกเขาเสียหน่อย!”
เมื่อพูดจบ เขาก็เก็บกู่ฉินและลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายเข้าไป และนำสัตว์ปีศาจเหล่านั้นเดินไปยังค่ายกลด้านหน้า
บน ‘หอสังเกตการณ์นั้น’ หนานกงมู่โมโหจนไม่พูดอันใดออกมา ส่วนเฮยเม่ยรู้สึกกังวลใจขึ้นมา “เขาเข้าไปแล้ว!”
“คนพวกนั้นกำลังรักษาบาดแผล ตราบใดที่เขากล้าเข้าไปใกล้ จงฆ่าเขาซะ!” หนานกงมู่ตะโกนขึ้นมาด้วยความโมโห
เฮยเม่ยไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี ทำได้เพียงภาวนาขอให้อาการบาดเจ็บของคนเหล่านั้นดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้รีบจัดการอีกฝ่าย และคนที่อยู่ในค่ายกลเหล่านั้นต่างก็ไม่รู้ว่าลู่เฉินมีทักษะทางด้านค่ายกลเก่งกาจเพียงใด
ดังนั้นแต่ละคนจึงโห่ร้องออกมาจากภายในค่ายกล
“เจ้าหนุ่ม เข้ามาไม่ได้ล่ะสิ!?”
“เจ้าหนุ่ม มาสิ! ข้ามาจัดการต่อ!” บางคนพูดจายั่วยุขึ้นมา และยังมีบางคนยิ้มเย็นชาออกมา “รอให้พวกข้าหายดีเสียก่อน จะจัดการพวกเจ้าอีกครั้งแน่!”
แต่ขณะที่คนเหล่านี้คิดว่าอย่างไรคนผู้นี้ก็ไม่สามารถเข้ามาภายในค่ายกลนี้ได้นั้น ลู่เฉินก็นำมือข้างหนึ่งวางไว้บนค่ายกล ทุกคนต่างแปลกใจว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด
แต่เพียงไม่นาน ทุกคนก็ได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว นั่นก็คือไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น แต่ค่ายกลนี้กลับแตกกระจายออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว!
จากนั้นลู่เฉินจึงนำลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายและกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา คนเหล่านั้นต่างหวาดกลัวจนหนีออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่พลังปราณยังคงอ่อนแอ จึงถูกสัตว์ปีศาจเหล่านั้นสังหารทีละคน เหลือเพียงผู้ที่แข็งแกร่งบางคนเท่านั้นที่สามารถหนีออกไปได้
นี่ทำให้หนานกงมู่โมโหจนนั่งไม่ติด เดินวนไปวนมา “ไปตายเสีย!”
“ไม่มีผู้ใดสามารถจัดการเขาได้หรือ?” เฮยเม่ยพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หนานกงมู่จึงหยุดเดิน มองไปยังภูเขาอีกแปดลูกที่อยู่ด้านหลัง “ภูเขาแปดลูกถัดจากนี้… นับเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!”
“มีอันใดพิเศษอย่างนั้นหรือ?” เฮยเม่ยสงสัย
หนานกงมู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมาว่า “ภูเขาทั้งแปดนั้น มียอดฝีมือด้านพิษ ยอดฝีมือด้านโอสถ ยอดฝีมือด้านค่ายกล และยังมียอดฝีมือด้านอักขระยันต์ รวมถึงยอดฝีมือที่ถนัดศาสตร์แห่งสายฟ้า หรือแม้กระทั่งภูตเฒ่าทั้งสี่ที่คอยเฝ้าอารักขาอยู่ ณ ทางเข้าแดนศักดิ์สิทธิ์”
เมื่อเฮยเม่ยได้ยินเช่นนั้น พลันรู้สึกว่าดูเก่งกาจและแข็งแกร่งพอสมควร แต่นางกลับพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบออกมา “เช่นนั้น ต่อไปคงจะน่าสนใจมากขึ้น!”
“ใช่!” หนานกงมู่เบิกตากว้างพลันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินกลับนำธงของยอดเขาทั้งห้าออกมาอีกครั้ง จากนั้นจึงหลอมรวมเข้ากับธงทั้งห้าก่อนหน้านี้เข้าด้วยกัน
เมื่อหนานเหยาเห็นการหลอมรวมของธงทั้งสิบผืนเข้าด้วยกันจึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมา แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใด หนานเหยาจึงเพียงมองดูอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว นางจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า “อาจารย์ เมื่อครู่ท่านยังไม่ได้บอกข้า สมบัติวิญญาณที่ตีกลับไปนั้นคือสิ่งใด?”
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะให้เห็นมันชัด ๆ เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”
“เพราะเหตุใดหรือ?” หนานเหยาได้แต่สงสัยว่าเหตุใดลู่เฉินจึงไม่สามารถให้ตนดูตอนนี้ได้ แต่ลู่เฉินกลับมองไปรอบ ๆ พลันยิ้มและพูดขึ้นมาว่า “ณ ทางเข้าของแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น ยังมีบุคคลที่น่ากลัวอยู่อีกสี่คน”
“บุคคลที่น่ากลัว?”
“ใช่ ห้วงจิตของพวกเขานั้นคอยมองสำรวจรอบ ๆ นี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นที่ข้ายังไม่บอกเจ้าตอนนี้ เป็นเพราะต้องการทำให้พวกเขาประหลาดใจ” ลู่เฉินยิ้ม
หนานเหยาจึงเข้าใจในทันที
ชายหนุ่มจัดการกับอารมณ์ของตนแล้วจึงยิ้มออกมา “ไป ไปยังสถานที่ถัดไป”
เพียงไม่นาน เมื่อทั้งสองมาถึงสถานที่ถัดไป หนานเหยาจึงเบิกตากว้างขึ้นมา “อาจารย์ แปดลูกสุดท้าย?”
“ก็ดี ประหยัดเวลาข้าไปมาก” พูดจบ สายตาก็มองไปยังภูเขาอีกแปดลูกที่เหลืออยู่
เห็นเพียงภูเขาทั้งแปดลูกนี้เรียงรายอยู่ด้วยกัน ราวกับทั้งแปดลูกถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
“อาจารย์ อันตรายมากหรือไม่?” เมื่อเห็นภูเขานี้ หนานเหยามักจะรู้สึกว่าไม่ธรรมดา ทว่าเขากลับยิ้มและตอบกลับด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิด ภูเขาทั้งแปดลูกนี้ก็มีสิ่งแปลกประหลาดค่อนข้างมาก!”
“มีสิ่งแปลกประหลาดค่อนข้างมาก?”
“เช่น หมอกพิษ โอสถ หรือพวกอักขระยันต์แปลก ๆ แม้กระทั่งยังมีค่ายกลบางอย่างอยู่” ลู่เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อหนานเหยาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าไม่ธรรมดา “อาจารย์ ถ้าหากเป็นหมอกพิษที่น่ากลัวจริง ๆ เช่นนั้น เราและสัตว์ปีศาจพวกนี้จะสามารถเข้าไปได้หรือ?”
“มีข้าอยู่ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ปีศาจก็ไม่มีปัญหาแน่”
พูดจบ ชายหนุ่มก็เริ่มลงมือทำอันใดบางอย่าง แต่หนานเหยาไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก “อาจารย์ ท่านทำสิ่งใดหรือ?”
“ทำเม็ดยาป้องกันพิษชั่วคราวให้เจ้า แต่ยาป้องกันพิษนี้มีอายุเพียงแค่หนึ่งวัน” พูดจบเขาก็หันไปทำเม็ดยาต่อ
เมื่อหนานเหยาได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็พลันเบิกตากว้างขึ้นมา “หนึ่งวัน?”
“ทำไมหรือ? สั้นเกินไป?”
“ไม่ นานเกินไปแล้ว” หนานเหยาตอบกลับอย่างลำบากใจ ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มพร้อมกับจัดการต่อ จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ยื่นเม็ดยาป้องกันพิษนี้ให้หนานเหยากินเข้าไป
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ลู่เฉินจึงบรรเลงท่วงทำนองสัตว์ร้ายระดับสี่เพื่อเพิ่มพลังให้แก่สัตว์ปีศาจเหล่านี้ เมื่อหนานเหยาเห็นการรวมกันที่แปลกประหลาดของสัตว์ปีศาจเหล่านั้น จึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า “อาจารย์ ตอนนี้ท่านกำลังทำอันใด?”
“เพิ่มพลังระดับสี่ให้พวกเขา”
“ระดับสี่มีอันใดพิเศษอย่างนั้นหรือ?” หนานเหยาแปลกใจนัก ลู่เฉินจึงยิ้มพลางมองนางแล้วเอ่ยว่า “ระดับสี่ เป็นระดับที่สามารถทำให้พิษไม่ส่งผลกระทบกับตนเอง”
หนานเหยาสูดหายใจเข้าพลางเอ่ยว่า “นี่ ช่างเก่งกาจเกินไปเสียแล้ว!”
“ไป เข้าไปดูในภูเขากัน”
เพียงไม่นาน ลู่เฉินจึงนำลูกกลมโลหิตสัตว์ร้ายออกมาเพื่อนำสัตว์ปีศาจเข้าไปสู่ท่วงทำนองของสัตว์ร้ายระดับที่สี่ และเข้าไปยังภูเขาทั้งแปดลูกด้วยกัน แต่เมื่อเดินเข้าไปเพียงหนึ่งร้อยก้าว รอบด้านก็เกิดควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางควันสีดำที่อยู่รอบ ๆ นั้น ยังแผ่กระจายหมอกพิษสีเขียวออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น หนานเหยายังเห็นแสงสีเขียวมากมาย บินวนไปวนมาอยู่รอบ ๆ
“อาจารย์ ท่านดูนั่น พวกนั้นใช่คนหรือไม่?” หนานเห็นเช่นนั้นแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มประหลาดก่อนจะตอบว่า “พวกคนวางยาพิษ”
“พิษ? พวกเขาวางยา?” หนานเหยารู้สึกคาดไม่ถึง
ลู่เฉินพยักหน้า หนานเหยาจึงทำได้เพียงมองดูอยู่เงียบ ๆ แต่เขากลับมองไปยังภาพลวงตาพวกนั้นพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ไม่มีคนแล้วหรือ?”
“เจ้าหนุ่ม อย่ารีบร้อนไป รอพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของพวกเจ้าและสัตว์ปีศาจพวกนั้นเสียก่อน ก็จะได้รู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของพวกข้า!” คนหนึ่งหัวเราะประหลาดขึ้นมาจากมุมหนึ่ง
ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปรอบ ๆ “เช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่ออกมา?”
“ข้าคือผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดที่ใช้พิษอันดับหนึ่ง เกามู่ และผู้ที่พบเจอข้านั้นต้องตายทั้งหมด!” คนผู้นั้นพูดด้วยความหยิ่งทะนง
หนานเหยากลับตกตะลึงขึ้นมา “เกามู่?”
ลู่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เก่งมากหรือ?”
“เมื่อห้าพันปีก่อน เกามู่ผู้นี้ได้คิดค้นพิษขั้นสูงในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดนี้” หนานเหยาอธิบาย แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะขึ้นมา “ห้าพันปี แต่เพียงแค่ขั้นก่อกำเนิด? เช่นนั้นก็อ่อนแอเกินไปแล้ว!”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าเกามู่พูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “เจ้าพูดอันใดนะ!?”