ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 322 ซากศพแปดหน้ากระโดดออกมาจากแปดเทือกเขา!
บทที่ 322 ซากศพแปดหน้ากระโดดออกมาจากแปดเทือกเขา!
เงาของเจ้าภูตเฒ่าสวียิ่งหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม อย่าบุ่มบ่ามไปมากกว่านี้เลย ไม่เช่นนั้นต่อไปต้องเดือดร้อนเป็นแน่”
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระ หลีกไป” คำพูดของลู่เฉินทำให้ภูตเฒ่าสวีหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่เห็นค่ามัน เมื่อใดที่เจ้ามาถึงด้านหลังแปดเทือกเขานี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นน่ากลัวเพียงใด”
“ข้าจะรอ!” ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย และแล้วภูตเฒ่าสวีตนนั้นก็กลายเป็นภาพตัดและพลันหายไป
เหล่าลูกศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์พากันซ่อนตัวที่แปดเทือกเขาอีกครั้ง แต่ลู่เฉินไม่ได้ดำเนินการต่อ เพียงแต่รอเวลาอยู่ที่นั่น
หนานเหยารู้สึกสงสัย “อาจารย์ ท่านไม่ไปต่อหรือ?”
“ไม่รีบ รอก่อน”
“รอ?” หนานเหยาสงสัยว่าลู่เฉินจะรออันใด ขณะที่เฮยเม่ยที่ ‘หอสังเกตการณ์’ พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “เจ้าหมอนี่ค่อนข้างกล้าหาญไม่เบา เขากล้าเผชิญหน้ากับภูตเฒ่าสวีเพียงนี้”
“นั่นเป็นเพราะเขายังไม่เคยเห็นภูตเฒ่าสวีตัวจริง” หนานกงมู่เย้ยหยัน
เฮยเม่ยมองไปยังหนานกงมู่ “หากเมื่อครู่เขาตอบรับภูตเฒ่าสวี และมอบสมบัติวิญญาณให้ภูตเฒ่าสวี เจ้าจะออกไปขอโทษหรือไม่?”
“ขอโทษ? เป็นไปได้หรือ?” หนานกงมู่ตะคอก
เฮยเม่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้ากับเขามีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้กระมัง?” หนานกงมู่กล่าวจบก็ไม่ต้องการพูดอีกต่อไป ในขณะที่เฮยเม่ยนั้นกำลังครุ่นคิด ส่วนลู่เฉิน เขาอยู่ที่นั่นประมาณครึ่งชั่วยามก่อนจะมองไปที่หนานเหยา “ไปกันเถอะ”
หนานเหยาและอสูรปีศาจเหล่านั้นติดตามชายหนุ่มไปด้วยกัน
เมื่อเขากำลังจะไปถึงแปดเทือกเขา ภาพลวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนก็พลันปรากฏขึ้นล้อมรอบ
อสูรปีศาจเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะไปทิศทางใด จึงได้แต่ยืนอยู่ที่นั่นหรือลอยอยู่ตรงนั้น ในขณะที่หนานเหยาถามแปลก ๆ ว่า “ท่านอาจารย์ ทั้งหมดนี่คือค่ายกลงั้นหรือ?”
“อืม” สิ้นเสียงของเขา พลันมีเสียงของชายชราแปลกประหลาดพูดในความมืดว่า “ไอ้หนู ได้ยินมาว่าเจ้าเข้าใจค่ายกลสินะ?”
ชั่วอึดใจต่อมา เงาอีกร่างก็ปรากฏขึ้น
มีธงมากมายที่ลอยอยู่รอบ ๆ บุคคลนี้ ซึ่งธงเหล่านี้ก็ปรากฏเลือนรางอยู่ที่นั่น
หนานเหยาถามอย่างสงสัย “เขาคงมิใช่หนึ่งในภูตเฒ่าทั้งสี่ ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้น หรอกใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าหนานเหยาจำได้ จึงเผยยิ้มประหลาดออกมา “ในเมื่อพวกเจ้ารู้ว่าข้าคือใคร ดังนั้นเจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าทำอันใด?”
“ปรมาจารย์ค่ายกล หนึ่งในปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด!” ใบหน้าของหนานเหยาไม่น่ามองอย่างมาก
ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นหัวเราะออกมา “ใช่แล้ว ข้าเอง! และค่ายกลรอบ ๆ นี้ ข้าได้จัดเตรียมมาเป็นเวลาหลายปี แต่จนตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถทำลายได้!”
หนานเหยามองไปที่ลู่เฉินด้วยสายตาจริงจัง
เขาพูดอย่างไม่เห็นด้วยว่า “ก็แค่ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์สองดาวเท่านั้น ไม่เห็นจะมีอันใด”
“ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองดาว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด?” ภูตเฒ่าสวีหัวเราะ แต่หนานเหยายังคงเลือกที่จะเชื่อในลู่เฉิน ดังนั้นนางจึงพูดกับภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นว่า “ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าทักษะการสร้างค่ายกลของอาจารย์ข้านั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง!”
“ข้าได้ยินไอ้หนูเหล่านั้นพูดเมื่อครู่แล้ว แต่แล้วอย่างไร?” ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นหาได้ใส่ใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย และหนานกงมู่ที่ ‘หอสังเกตการณ์’ ก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้น ท่านจะต้องฆ่าพวกเขาให้ได้!”
ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นไม่สนใจหนานกงมู่ เขาลอยไปมาอยู่ที่นั่นพลางจ้องมองมายังคนทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินหยิบศิลาวิญญาณออกมาและโยนมันไปยังบางแห่ง จากนั้นภาพลวงตารอบตัวเขาก็พลันสลายไปทันที
หนานเหยาดีใจขึ้นมา “สำเร็จ!”
ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นนี้รู้สึกประหลาดใจ “เจ้าหนู เจ้าทำลายค่ายกลของข้าด้วยการใช้เพียงแค่ศิลาวิญญาณ?”
“มีปัญหาหรือ?” ชายหนุ่มถามกลับ
ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นจึงแสดงท่าทีแปลกประหลาด “เจ้าเป็นใคร? ทำไมเจ้าทำลายค่ายกลของข้าได้ง่ายดายเยี่ยงนี้?”
“การจะทำลายค่ายกลของเจ้าไม่ใช่ว่าง่ายดายมากหรอกรึ?” ลู่เฉินเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นก็รู้สึกไม่มีความสุขอยู่บ้าง และยังคงจ้องมองอีกฝ่าย “ไอ้หนู ดูเหมือนว่าข้ายิ่งรอคอยที่จะได้พบเจ้าแบบตัวต่อตัวยิ่งขึ้นแล้ว!”
“งั้นรึ?” ลู่เฉินยิ้มประหลาด
ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นที่กำลังรู้สึกอ้างว้างพยายามมองหาคู่ต่อสู้ “อยู่แดนทักษิณามาหลายปีแล้ว และเจ้าเป็นคนเดียวที่สามารถทำลายค่ายกลของข้าได้อย่างง่ายดาย! และเจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน!”
“โอ้?” เขาไม่คาดคิดว่าผู้ชายคนนี้จะมีน้ำเสียงเช่นนี้ ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นยิ้มหลังจากที่รู้สึกตัว “ข้าจะรอ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!”
สิ้นเสียงนั้น ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นก็พลันหายไป
หนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ ได้แต่ฮึดฮัดงุ่นง่าน “เจ้าภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นนี่ หมายความว่าอันใด?”
“ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้น อุทิศทั้งชีวิตเพื่อศึกษาค่ายกล และมีข่าวลือว่าการศึกษาของเขาในเรื่องค่ายกลนั้นถึงขั้นกลายเป็นปีศาจ” เฮยเม่ยค่อย ๆ วิเคราะห์ เมื่อหนานกงมู่ได้ยินคำพูดนี้ก็กลอกตา “เจ้าหมายความว่า?”
“ความหมายของข้าง่ายมาก เขาต้องการวัดความรู้ค่ายกลตัวต่อตัวกับเจ้าหนุ่มนี่” เฮยเม่ยตอบ
สายตาของหนานกงมู่ฉายแววเย็นชา “เสียเวลาเปล่าจริง ๆ!”
“ดูเหมือนว่าแปดเทือกเขานี้จะใช้การไม่ได้แล้ว” สีหน้าของเฮยเม่ยดูย่ำแย่ ขณะที่หนานกงมู่เย้ยหยันว่า “เจ้าคงไม่คิดว่าแปดเทือกเขานี้เรียบง่ายเพียงนั้นกระมัง?”
“มีคำถามอันใดอีกหรือ?”
“แปดเทือกเขาถูกปิดกั้นด้วยสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว และสิ่งนี้เรียกว่าซากศพแปดหน้า!”
“ซากศพแปดหน้า?” เฮยเม่ยดูงงงวย ส่วนหนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ ได้เห็นฉากอันน่าทึ่ง นั่นคือเงาที่ทะยอยบินออกมาจากแปดเทือกเขาทีละตน
เงานั้นรวมกันกลายเป็นยักษ์ขนาดย่อม
ยักษ์ขนาดย่อมนี้มีแปดหน้า และตัวของมันสูงห้าชั้น เมื่อทั้งร่างขยับ ก็เขย่าพื้นทำให้หินกระเด็นออกจากพื้น และต้นไม้ที่อยู่รอบ ๆ แตกหักออกจากกันโดยสิ้นเชิง
อสูรปีศาจต่างตกใจกลัว ส่วนหนานเหยาตะโกนขึ้นมาว่า “ซากศพแปดหน้า!”
“ซากศพแปดหน้า?” ลู่เฉินยิ้ม
หนานเหยาพูดอย่างกระวนกระวายว่า “มีข่าวลือว่าบางคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ใช้วิธีลับเฉพาะเพื่อหลอมรวมเหล่าศัตรูเข้าด้วยกันให้กลายเป็นผู้พิทักษ์แดนศักดิ์สิทธิ์ และหนึ่งในนั้นถูกเรียกว่าซากศพแปดหน้า ซึ่งกล่าวกันว่าประกอบด้วยยอดฝีมือแปดท่านหลอมเข้าด้วยกัน”
ลู่เฉินยิ้ม “มันเป็นอักขระยันต์หลอมรวมประเภทหนึ่ง”
“อักขระยันต์หลอมรวม?” หนานเหยาผู้นี้ไม่เข้าใจ แต่ชายหนุ่มชี้ไปที่อักขระบนซากศพเหล่านี้และพูดว่า “ดูสิ มีเส้นสีดำแปลกประหลาดอยู่ทั่วร่างซากศพเหล่านี้ นั่นคืออักขระยันต์หลอมรวม”
หนานเหยาถามแปลก ๆ ขึ้นมาว่า “นั่นทรงพลังมากหรือ?”
“หลังจากผู้นั้นหลอมรวมแล้วจะสามารถระเบิดพลังอันทรงพลังได้ และตัดสินจากรูปร่างหน้าตาของมันแล้ว คาดว่าไม่น่าจะอ่อนแอกว่าขั้นแปลงเซียน” ลู่เฉินเอ่ยอย่างใจเย็น ทว่าดวงตาของหนานเหยาพลันเบิกกว้าง “ขั้นแปลงเซียน?”
ลู่เฉินตอบรับ
ในขณะที่ใบหน้าทั้งแปดของซากศพแปดหน้าพูดพร้อมกันว่า “ตาย!”
คนเหล่านี้ทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงถือว่าพวกเขาเป็นศพที่ยังมีชีวิต และยังพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าคิดว่าพวกเจ้าควรเป็นอิสระ!”
แต่ซากศพแปดหน้ายังคงพูดเช่นเดิม “ตาย!”
เขามองไปที่หนานเหยา “เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปเล่นกับมัน”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นลี้’ ไปถึงด้านหลังซากศพแปดหน้าในบัดดล ผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ในความมืดก็พากันหัวเราะไปตาม ๆ กัน
“ดูสิ เจ้าหมอนี่ช่างกล้ายิ่งนัก เขากล้าวิ่งไปด้านหลังซากศพแปดหน้า”
“ดูเอาเถิด จะต้องถูกระเบิดด้วยหมัดเดียวเป็นแน่ หรือไม่ก็ถูกกระทืบตายด้วยเท้าข้างเดียวอย่างแน่นอน!”
ในขณะที่คนเหล่านี้กำลังได้ใจ ซากศพแปดหน้านั้นก็ยกเท้าเตะลู่เฉิน ตั้งใจจะเตะให้ปลิวออกไป