ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 348 ทุกคนพร้อมแล้ว เริ่มการเจรจากันเถิด!
บทที่ 348 ทุกคนพร้อมแล้ว เริ่มการเจรจากันเถิด!
ร่างกายของคนเหล่านี้ค่อย ๆ เน่าเปื่อยจนกลายเป็นซากกระดูกในที่สุด และสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงธุลี
หนานเหยาตกตะลึงขึ้นมา “อาจารย์ เกิดสิ่งใดขึ้น?”
“คนพวกนี้ เดิมทีเป็นชีวิตที่ตายไปแล้ว และเมื่อครู่ พระสนมซูผู้นั้นดูดพลังในร่างของพวกเขาออกไปจนหมดเพื่อมาจัดการข้า ทำให้คนพวกนี้สูญสียพลังไปและกลายเป็นเพียงธุลี” ลู่เฉินอธิบาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานเหยาจึงรู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง “ช่างน่ากลัวเสียจริง!”
“ทักษะการฝึกฝนวิถีภูตผีของพระสนมซูผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดาเลย” หนานลัวกล่าว
เฮยเย่าพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าต้องไปถวายรายงายแก่องค์จักรพรรดิเสียก่อน”
เขาเอ่ยจบก็นำคนของตนเดินทางออกไป
หนานเหยามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “มาเป็นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า คนพวกนี้จะจบหรือไม่?”
หนานลัวเองก็ลำบากใจขึ้นมาเช่นกัน
ส่วนลู่เฉินรู้ว่าอีกไม่กี่วันตนก็ต้องออกไปจากที่นี่แล้ว ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นมาว่า “อีกไม่กี่วัน ข้าต้องออกไปจากที่นี่ แต่ก่อนจะไป ข้าจะทำให้ค่ายกลที่นี่แข็งแกร่งมากขึ้น รับรองว่าพวกเจ้าจะไม่มีอันตรายใด ๆ”
“ออกไป? อาจารย์ ท่านจะไปที่ใด?” หนานเหยาร้อนใจขึ้นมา หนานลัวจึงมองไปทางชายหนุ่มด้วยความสงสัย
“ข้าย่อมมีเรื่องที่ข้าต้องจัดการ!”
หนานเหยาสงสัยขึ้นมา “อาจารย์ หากท่านต้องไปจริง ๆ เช่นนั้นข้าจะทำอย่างไร?”
“เจ้าก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี!”
“ข้าเป็นเช่นนี้ ยังสามารถฝึกฝนได้หรือ?” หนานเหยามาถึงขีดจำกัดแล้ว นางไม่สามารถทำลายหรือฝึกฝนอีกต่อไปได้ ดังนั้นจึงมีสีหน้าเศร้าสร้อย ลู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมาว่า “เมื่อกลับไปหาสถานที่ดี ๆ ได้แล้ว ข้าจะให้คนติดต่อพวกเจ้า”
เมื่อหนานเหยาได้ฟังจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง “ขอบคุณท่านอาจารย์มาก!”
จากนั้นชายหนุ่มก็กลับเข้าไปในค่ายกล ขณะที่หนานเหยาและหนานลัวก็หายตัวไปยังศาลาเช่นกัน
…
เรื่องราวความโกลาหลที่พระสนมซูก่อขึ้นนั้นถูกรายงานไปยังองค์จักรพรรดิ องค์เหนือหัวทรงกริ้วและก่นด่าออกมาว่า “วางแผนไว้อย่างดี ไม่คิดว่านางจะเตลิดไปไกลเช่นนี้ได้!”
“องค์จักรพรรดิ ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?” เฮยเย่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย องค์จักรพรรดิพินิจอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับมาว่า “ส่งจดหมายไปยังสำนักสยบมาร บอกว่าให้ส่งองค์ชายรองและพระสนมซูกลับมาให้พวกเรา”
“แต่พวกเขาจะยอมหรือ?” เฮยเย่าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คงไม่ แต่เมื่อไตร่ตรองแล้ว ก็คงต้องให้!” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยความลำบากใจ เฮยเย่าจึงพยักหน้ารับพระบัญชาก่อนจะออกไป
ทว่าองค์จักรพรรดิกลับรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย “ต้องทำให้หมอเทวดาลู่ผู้นี้ขุ่นเคืองใจอีกครั้งเสียแล้ว”
ดังนั้นองค์จักรพรรดิจึงมีคำสั่งให้เซวียจินถ่ายทอดพระบัญชาออกไป เนื้อหานั้นเข้าใจง่ายนัก นั่นก็คือการปลดฐานันดรศักดิ์ขององค์ชายรองและพระสนมซู ประกาศให้ทุกคนรู้ว่า หากมีข่าวคราวของพวกเขาทั้งสองต้องรายงานในทันที
เมื่อข่าวนี้ดังไปถึงพระสนมอู่ นางก็ครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยออกมา “หรือว่าจะให้เจ้าหนุ่มผู้นั้นชนะเสียแล้ว!”
องค์ชายเจ็ดขมวดคิ้วมุ่น “ท่านแม่ เสด็จพ่อโหดเหี้ยมเกินไปหรือไม่?”
พระสนมอู่นั้นคาดหวังให้พระสนมซูถูกจัดการ แต่ไม่คิดว่าการจัดการจะร้ายแรงเพียงนี้ และเฮยเม่ยที่มารายงานสถานการณ์ทั้งหมดก็พูดขึ้นว่า “ตอนนี้ พวกเราควรทำเช่นไร?”
“รอก่อน รอให้มือสังหารทั้งเจ็ดที่เหลือปรากฏตัวเสียก่อน” พระสนมอู่พูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต
เฮยเม่ยจึงทำได้เพียงขอตัวออกมา
ส่วนองค์ชายเจ็ดยังคงผรุสวาจาต่อไป
…
ลู่เฉินยังอยู่ที่คฤหาสน์หนานลัวต่อไป และเมื่อเวลาผ่านไปสองวันก็ยังคงไม่เกิดการเคลื่อนไหวใด ๆ แต่หลังจากสองวันผ่านไปนั้น เฮยเย่าก็ปรากฏตัวขึ้น อีกฝ่ายมองมายังลู่เฉินที่อยู่ภายในค่ายกลและกล่าวด้วยความเคารพ “ท่านหมอเทวดาลู่ องค์จักรพรรดิรับสั่งว่า คนที่ท่านต้องการพร้อมแล้ว เชิญให้ท่านไปตรวจสอบดู”
“ได้!” วันที่เขารอคอยได้มาถึงแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินออกมาจากค่ายกล ส่วนหนานเหยาและหนานลัวก็รีบตามไปทันที พวกเขานั่งรถม้าตรงไปยังพระราชวัง
ขณะที่กำลังเดินทาง หนานเหยาก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา “อาจารย์ ท่านต้องการพบคนพวกนั้นทำไมกัน?”
“มีประโยชน์บางอย่าง” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่หนานเหยามีสีหน้างุนงง จนในที่สุดหนานลัวต้องเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ท่านคิดจะรับศิษย์ใหม่หรือ?”
“ไม่ใช่!” พูดจบ เขาก็ไม่ได้พูดอันใดต่ออีก
ทุกคนจึงทำได้เพียงมองไปยังพระราชวังอย่างเงียบ ๆ แต่เฮยเม่ยที่อยู่ภายในพระราชวังได้นำเรื่องการเดินทางมาของลู่เฉินรายงานต่อพระสนมอู่แล้ว
เมื่อพระสนมอู่ได้ยินเช่นนั้นจึงมีสีหน้าสงสัย “เจ้าจะบอกว่า องค์จักรพรรดิต้องการพบเจ้าหนุ่มนั่น?”
“เจ้าค่ะ และข้ายังได้ยินมาว่า ช่วงนี้องค์จักรพรรดิกำลังตามหาคนกลุ่มหนึ่ง และคนกลุ่มนี้ตอนนี้ก็อยู่ในพระราชวังเช่นกัน” เฮยเม่ยรายงาน
พระสนมอู่มีท่าทางจริงจังขึ้นมา “หาคนกลุ่มหนึ่งไปทำสิ่งใดกัน?”
“ไม่อาจทราบได้!”
“ไป ไปสืบมาให้ข้า!” พระสนมอู่รู้สึกราวกับว่าต้องมีเรื่องบางอย่าง
เฮยเม่ยขานรับ ก่อนจะเดินไปยังลานด้านข้างภายในพระราชวัง จากนั้นก็จ้องมองไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น
ยามนี้องค์จักรพรรดินั่งลงบนบัลลังก์ โดยมีเซวียจินนั่งเฝ้าอยู่ด้านข้าง
“องค์จักรพรรดิ พระองค์คิดว่าหมอเทวดาลู่ผู้นั้นต้องการคนเหล่านี้ไปเพื่อทำสิ่งใดหรือ?” เซวียจินไม่ค่อยเข้าใจนัก ส่วนองค์จักรพรรดิก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน จึงได้แต่ตอบกลับมาว่า “รอดูก่อนเถิด!”
เซวียจินจึงทำได้เพียงแค่รอ
ครั้นเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อองค์จักรพรรดิมองเห็นหมอลู่ พระองค์ก็ผุดลุกขึ้นทันที และยังเริ่มเป็นฝ่ายออกตัวกล่าวขอโทษ “ไม่กี่วันมานี้ต้องทำให้หมอเทวดาลู่วุ่นวายเสียแล้ว!”
ผู้คนที่ถูกเรียกมานั้นต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินคือผู้ใด เหตุใดองค์จักรพรรดิจึงรู้สึกเกรงใจเขาเช่นนี้
ชายหนุ่มตอบเพียงว่า “ไม่เป็นไร!”
“หมอเทวดาลู่ มาเถิด นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการ” เมื่อองค์จักรพรรดิกล่าวจบ ก็เดินนำลู่เฉินไปยังเบื้องหน้าคนเหล่านี้ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั่ว เมื่อพบสิ่งที่ตนต้องการจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ได้ ให้พวกเขาพูดคุยกับข้าเสียหน่อย!”
“ว่าอย่างไรนะ? พูดคุยกับท่าน?” องค์จักรพรรดิรู้สึกสับสนขึ้นมา และคนเหล่านั้นต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน เพราะคนเหล่านี้มีตั้งแต่ผู้ฝึนตนขั้นสร้างรากฐานไปจนถึงขั้นก่อกำเนิด
หากบอกว่าให้ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานพูดคุยกับลู่เฉิน พวกเขาย่อมไม่รู้สึกแปลกใจ แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าให้ทุกคนพูดคุยกับเขา นี่จึงทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจขึ้นมา
บางคนพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “เจ้าหนุ่มผู้นี้ บ้าบิ่นเกินไปหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นว่ามีบางคนพูดจาดูถูกลู่เฉิน หนานเหยาก็พูดแทรกขึ้นมาทันที “รู้หรือไม่ว่าเขาคือใครกัน?”
“ผู้ใดกัน?” บางคนยังคงไม่ยอมรับ แต่มีคนผู้หนึ่งคลี่ยิ้มและพูดขึ้นมาว่า “เขา คือผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานที่เอาชนะแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดได้!”
ผู้คนที่อยู่ในสนามต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา บางคนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัด “นี่…จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“พูดคุยกับเขา? ไม่เท่ากับว่าพวกเราหาที่ตายหรือ?”
แต่ยังมีบางคนยังพูดออกมาอย่างกล้าหาญ “เขาไม่มีค่ายกล ไม่ต้องกลัว!”
“แต่เขามีกระจกนภาวิญญาณ!”
แต่ลู่เฉินยิ้มพลางเอ่ยออกมาว่า “ข้าจะไม่ใช้กระจกนภาวิญญาณ!”
ทุกคนไม่เชื่อ และยังมีผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดบางคนย้อนถามขึ้นมา “จริงหรือ?”
“ใช่!”
ชายหนุ่มพูดต่อไปว่า “พวกเจ้าพูดคุยแลกเปลี่ยนกับข้า ถ้าหากเอาชนะคนของข้าได้ ข้าจะมอบกระจกนภาวิญญาณให้ แต่ถ้าหากพ่ายแพ้ให้แก่คนของข้า ขอเพียงแค่ยอมแพ้ก็พอแล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะ? ” ทุกคนต่างคิดว่าสิ่งนี้ดูมีความคุ้มค่ายิ่งนัก ดังนั้นคนจำนวนไม่น้อยก็คิดว่ามีกับดักบางอย่างอยู่หรือไม่ องค์จักรพรรดิจึงเบิกตากว้างพลางตรัสว่า “ว่าอย่างไรนะ? มีปัญหาหรือ?”
“องค์จักรพรรดิ เขาจะกลับคำหรือไม่?” มียอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดเอ่ยถามขึ้นมา
และยังมีบางคนพูดขึ้นมาว่า “ถ้าเราเอาชนะเขาได้ แล้วเขาเกิดกลับคำ เช่นนั้นควรทำอย่างไร?”
องค์จักรพรรดิมองไปยังลู่เฉิน จากนั้นจึงเอ่ยยืนยันว่า “วางใจเถิด ข้าจะเป็นพยานให้เอง!”
ทุกคนจึงคลายกังวล ในขณะที่ชายหนุ่มยิ้มออกมาพลางมองไปยังพวกเขา “ผู้ใดจะเข้ามาก่อน?”
คนเหล่านี้ต่างมองหน้ากัน มีคนหนึ่งที่มีความกล้าหาญ เขาจึงเป็นฝ่ายยืนขึ้นมาเสียก่อน “ข้า!”
คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด มือขวาถือดาบอยู่เล่มหนึ่ง และบนดาบเล่มนั้นมีคราบเลือดอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนว่าเคยถูกใช้สังหารคนมามากจนทำให้ดาบเปลี่ยนสีไป
ส่วนคนอื่น ๆ ก็รอชมความครึกครื้น
เพียงแต่องค์จักรพรรดิและพวกหนานเหยานั้นได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจว่าเหตุใดลู่เฉินจึงต้องหาคนพวกนี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
ไม่เพียงแต่องค์จักรพรรดิและพวกเขาเท่านั้น แม้แต่เฮยเม่ยที่เฝ้าดูอยู่ไกล ๆ ก็ยังไม่เข้าใจเช่นกัน “เจ้าหนุ่มผู้นี้ คิดจะทำสิ่งใดกัน?”
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอยู่นั้น ยอดฝีมือที่ออกมาต่อสู้ก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา และดาบในมือก็ได้เปลี่ยนรูปร่างไป