ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 358 ร่างวัชระอมตะ?
บทที่ 358 ร่างวัชระอมตะ?
“เช่นนั้นก็ได้!” เขากล่าวขณะมองไปยังชายร่างทอง แล้วจากนั้นก็เปิดใช้งานค่ายกลรอบด้านทันที
ชายร่างทองขมวดคิ้ว “ที่แท้เจ้าก็วางค่ายกลที่นี่!”
“ไม่อย่างนั้นจะล่อเจ้ามาที่นี่หรือ?” ลู่เฉินยิ้มให้อีกฝ่าย
ชายร่างทองจึงเอ่ยเย้ยหยันว่า “เจ้าคงไม่คิดว่าค่ายกลหนึ่งนั้นจะโค่นข้าได้หรอกนะ?”
“ลองดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ?” เอ่ยจบ ฟ้าก็ผ่าลงมากระทบร่างของชายร่างทองโดยตรง
ชายร่างทองไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยสักนิด
“นี่…” ลู่เฉินเริ่มสงสัย
ชายร่างทองหัวเราะร่า
แล้วลู่เฉินก็ถึงบางอ้อ “ผิวของเจ้าสร้างขึ้นมาจากทองคำ เลยล่อสายฟ้านี้ไปที่พื้นได้”
“พ่อหนุ่ม เจ้ารู้มากเสียจริงนะ!” ชายร่างทองหัวเราะแปลก ๆ
“ก็พอไหว” สิ้นคำของเขา ค่ายกลกลางอากาศก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิง
ชายร่างทองจึงอดหัวเราะไม่ได้ “เจ้ามีค่ายกลอยู่แค่ไหนกันแน่?”
“ก็ไม่มาก” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทีเป็นกันเอง
ชายร่างทองตะคอกกลับมาทันที “เช่นนั้นก็อย่าหวังจะทำร้ายข้าได้!”
หลังจากพูดจบ ชายร่างทองก็รวบรวมลำแสงสีทองให้เป็นเกราะป้องกันสีทอง และเมื่อเปลวเพลิงกระทบเกราะป้องกัน มันก็ไม่ได้แตกออกแต่อย่างใด
ชายร่างทองจึงมีท่าทางภาคภูมิใจอย่างยิ่ง “ข้าคิดว่าเจ้าสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด เพราะเจ้ามีพลังมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าก็คงจะแค่นั้น”
“เจ้าคงไม่คิดว่าข้าทำอันใดเจ้าไม่ได้จริง ๆ หรอกนะ?” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ
ชายร่างทองคิดว่าชายหนุ่มจะไม่สามารถโค่นเขาลงได้ ดังนั้นเขาจึงเชิดหน้าอย่างโอหัง “มาเลย ให้ข้าดูว่าเจ้าที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้จะมีฝีมืออย่างไร!”
ลู่เฉินเพียงยิ้ม ทว่ามือกลับดึงกระบี่สยบเก้าทิศออกมา
เมื่อเห็นกระบี่นี้ ชายร่างทองก็พลันพูดว่า “อันใดกัน? อยากพึ่งพากระบี่หรือ?”
ลู่เฉินไม่ได้เอ่ยตอบ แต่เริ่มรวบรวมปราณกระบี่ทันที และขณะเดียวกันก็หยิบไข่มุกรวบรวมวิญญาณออกมา จากนั้นก็กลืนกินเม็ดยาเข้าไป ทำให้ปราณกระบี่มีพลังเพิ่มขึ้นมากกว่าหมื่นสาย ก่อนมันจะถูกบรรจุไว้อย่างหนาแน่น ทำให้ดูแปลกตายิ่งนัก
ทว่าชายร่างทองกลับชี้ไปยังเกราะป้องกันของตน “ข้าจะบอกเจ้าให้ เกราะป้องกันของข้าสามารถต้านทานได้แม้กระทั่งยอดฝีมือขั้นแปลงเซียน!”
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วลู่เฉินก็เกิดความสงสัย นั่นคือคู่ต่อสู้นั้นแข็งแกร่งมาก ดังนั้นเหตุใดครานั้นจึงต้องใช้อู่เหยียนมาจัดการกับตน
ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามในขณะที่กำลังบีบอัดปราณกระกระบี่ “ก่อนที่ข้าจะลงมือนั้น ข้ามีคำถาม”
“คำถาม?” ชายร่างทองเผยรอยยิ้มประหลาด
“ใช่”
“ลองพูดมาให้ข้าฟัง ว่าเจ้าอยากถามอันใด?” ชายร่างทองถามด้วยรอยยิ้ม
“ด้วยความสามารถของเจ้า เมื่อเจ้าอยู่ที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เจ้าสามารถชิงรากวิญญาณของข้าไปและสังหารข้าได้ เหตุใดจึงปล่อยให้อู่เหยียนจัดการข้าและปล่อยให้ข้ามีชีวิตอยู่”
ชายร่างทองเย้ยหยัน “ข้าจะบอกความลับนี้แก่เพื่ออันใด?”
“บางทีหลังจากที่เจ้าลิ้มลองกระบี่ของข้า เจ้าอาจจะเปลี่ยนใจ” หลังจากลู่เฉินเอ่ยจบ ปราณกระบี่เหล่านั้นก็ถูกบีบอัดให้เหลือเพียงไม่กี่สาย และทั้งหมดนั้นก็ดูทรงพลังยิ่ง
แต่ชายร่างทองยังคงไม่คิดจริงจังกับมัน ซ้ำยังพูดด้วยความมั่นใจอีกว่า “มาเถอะ ให้ข้าดูว่าเจ้าแข็งแกร่งแค่ไหน!”
เพียงชั่วลมหายใจ ปราณกระบี่เหล่านี้ก็เปล่งเสียงหวีดหวิวออกมา
หลังจากที่ปราณกระบี่สองสายโจมตีไปที่เกราะป้องกันอย่างต่อเนื่อง เกราะป้องกันของอีกฝ่ายก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ และใบหน้าของชายร่างทองก็เปลี่ยนสีไปอย่างมาก แต่จะหลบหลีกก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะกระบี่สองสามเล่มด้านหลังได้พุ่งเข้าใส่ร่างของเขาแล้ว!
ทว่าฉากที่แปลกประหลาดก็พลันเกิดขึ้น
นั่นคือชายร่างทองไม่มีเลือด มีเพียงรูขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นราวกับรูบนกำแพงทองคำอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็มีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งขึ้น “แม้แต่กายเนื้อยังกลายเป็นทองคำ?”
“กลัวหรือ?” ชายร่างทองพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวด และในขณะเดียวกัน รูที่ปรากฏก็พลันหดตัวลงอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจ “กายเนื้อทองคำประกอบกับเคล็ดวิชาฟื้นฟูธาตุทอง”
“พ่อหนุ่ม เจ้ารู้ไม่น้อยเลยนะ” หลังจากที่ชายร่างทองฟื้นฟูตนเองแล้ว เขาก็หัวเราะอย่างมีความสุขอีกครั้ง
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเก็บกระบี่
ชายร่างทองเอ่ยแซวว่า “อันใด? ไม่ลองหน่อยหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากลอง แต่ข้าคิดว่าถ้าโจมตีเจ้าแบบนี้ คงจะไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้เลย” ลู่เฉินอธิบายอย่างใจเย็น
ชายร่างทองจึงเอ่ยอย่างยั่วยุ “เช่นนั้นก็มา! ข้าก็อยากดูว่าเจ้าจะทำอันใดได้อีก!”
เขาใช้เถาวัลย์ธรณีรัดพันชายร่างทอง แต่ชายร่างทองก็สะบัดออกอย่างง่ายดายและหัวเราะ “มีความสามารถแค่นี้เองหรือ?”
“นี่เพิ่งจะเริ่มต้น”
เอ่ยจบก็หยิบศิลาวิญญาณออกมา พร้อมทั้งวาดอักขระยันต์แปลก ๆ ลงบนพวกมันแล้วโยนออกไป
หลังจากที่ชายร่างทองมองไปยังศิลาวิญญาณประหลาดเหล่านี้ เขาก็ทุบมันทีละก้อนอย่างง่ายดาย จากนั้นก็ส่งเสียงจุ๊ปาก “แค่กลอุบายเล็กน้อยนี่หรือ?”
ลู่เฉินหัวเราะ
“เจ้าหัวเราะอันใด?”
“ดูเศษศิลาวิญญาณเหล่านี้สิ” ลู่เฉินมองเศษศิลาวิญญาณที่ลอยอยู่รอบ ๆ และชายร่างทองก็มองตาม
แสงสีทองของเศษศิลาวิญญาณเหล่านี้ส่องประกาย จากนั้นจึงก่อตัวเป็นเขตแดน และในเวลาเดียวกันก็หลอมรวมเข้ากับค่ายกลโดยรอบ ขณะที่เกิดเสียงฟ้าร้อง สายฟ้าก็พลันพุ่งฟาดเข้าใส่ชายร่างทอง
ชายร่างทองคิดจะนำสายฟ้าเหล่านี้ลงสู่พื้น แต่พบว่าใต้ฝ่าเท้าของเขามีเขตแดนโปร่งใสปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็สุดจะรู้ได้ และมันก็ถูกรวมเข้ากับค่ายกลโดยรอบ
ด้วยเหตุนี้ชายร่างทองจึงสัมผัสได้ถึงสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนในร่างกายของเขา ซึ่งทำให้เขารู้สึกทรมานอย่างยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้เขาสาปแช่งออกมา “พ่อหนุ่ม! เจ้าทำอันใดลงไป?”
“เมื่อครู่ข้าได้ทำอันใดบางอย่างกับศิลาวิญญาณ ไม่ว่าเจ้าจะสัมผัสมันหรือทุบมัน ศิลาวิญญาณเหล่านี้จะสร้างเขตแดนชั่วคราว และเขตแดนนี้จะแยกเจ้าออกจากพื้นดิน! ในเวลาเดียวกันก็ร่วมมือกับค่ายกลโดยรอบ ทำให้เขตแดนและค่ายกลเป็นหนึ่งเดียว!”
คำอธิบายของเขาทำให้ชายร่างทองรู้สึกเหลือเชื่อ “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีอักขระยันต์เช่นนี้บนโลกนี้”
“มีอักขระยันต์หลายชนิดในโลก และหนึ่งในนั้นเรียกว่าอักขระยันต์ค่ายลที่ก่อตัวเป็นเขตแดนพิเศษซึ่งเชื่อมโยงกับค่ายกล” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังมองดูคนโง่
ชายร่างทองพูดอย่างเศร้าใจ “ดูเหมือนว่าข้าต้องแสดงความสามารถที่แท้จริงของข้าให้เจ้าเห็นแล้ว!”
“โอ้? ยังมีอันใดซ่อนอยู่อีกหรือ?” ลู่เฉินถามกลับ
“แน่นอน!” ชายร่างทองพูดจบ ร่างสีทองของเขาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนดูเหมือนยักษ์ตัวน้อย แล้วทำลายเขตแดนโดยรอบจนแหลกละเอียด
เช่นนั้นฟ้าร้องและสายฟ้าจากค่ายกลโดยรอบก็ทำอันใดเขาไม่ได้
ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งของภายในจวนตระกูลลู่ที่ทำจากทองคำต่างพุ่งเข้ามาหาชายร่างทองทีละชิ้น แล้วหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา ทำให้เขาตัวใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “เคล็ดวิชาดูดทอง?”
“เจ้ากลัวหรือ?” ชายร่างทองเอ่ยอย่างดูถูก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ทว่าลู่เฉินกลับไม่กลัว เขาพูดว่า “บางทีตอนนี้เจ้าอาจจะแข็งแกร่งมาก แต่ข้ายังมีวิธีจัดการกับเจ้า!”
“มาสิ! มาดูกันว่าเจ้าจะจัดการกับข้าอย่างไร!” หลังจากที่ชายร่างทองกล่าวจบ เขาก็ออกหมัดต่อยลู่เฉิน จากนั้นเงากำปั้นก็พุ่งออกมาและระเบิดไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายยืนอยู่
ตู้ม!