ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 359 ไม่มีการป้องกัน ก็ไร้เทียมทาน!
บทที่ 359 ไม่มีการป้องกัน ก็ไร้เทียมทาน!
แสงสีทองสาดกระจายออกไป
ในเวลาเดียวกัน แสงสีทองเหล่านี้ก็กลายเป็นกระบี่สีทองจำนวนนับไม่ถ้วน
แต่ลู่เฉินเปิดใช้ ‘กระจกนภาวิญญาณ’ ทำให้ลำแสงสีทองทั้งหมดถูกสะท้อนกลับทันที
หลังจากที่ชายร่างทองถูกแสงสีทองโจมตี เขาก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด เพราะชิ้นส่วนเหล่านั้นหลอมรวมเข้าไปในร่างกายของเขาอีกครั้ง
“ใช้ได้นี่ มีกระจกนภาวิญญาณจริง ๆ!” ชายร่างทองจ้องมองกระจกรอบ ๆ ด้วยสายตาแปลกใจ
ชายหนุ่มกล่าวว่า “เจ้าเองก็ไม่เลว เจ้าสามารถดูดเคล็ดวิชาของตนเองเข้าไปในร่างได้!”
“ข้าบอกแล้วว่าร่างกายของข้าสามารถดูดซับโลหะได้ทุกชนิด รวมถึงคาถาทองคำด้วย!” ชายร่างทองกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกนอกจากสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง “ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีเดียว!”
“อันใดนะ? เจ้ายังคิดจะสู้อีกหรือ?” ชายร่างทองยั่วยุลู่เฉิน ส่วนคนถูกยั่วยุก็ก้าวถอยหลังไป เพื่อเพิ่มบางอย่างให้กับค่ายกล
หลังจากเห็นเขาถอยไปที่ขอบของค่ายกล ชายร่างทองก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะหนี จึงตะคอกเสียงว่า “คิดจะหนีหรือ?!”
เห็นเพียงชายร่างทองสร้างเงากำปั้นและใบมีดสีทองจำนวนนับไม่ถ้วน
ทว่าทั้งหมดกลับถูกต่อต้านโดยค่ายกล
“ให้ตายสิ!” ชายร่างทองโกรธจัดเมื่อเห็นว่าค่ายกลต้านทานเคล็ดวิชาของเขาได้ เขาจึงโจมตีต่อไปด้วยพลังที่มากขึ้น
แต่ด้วยการสนับสนุนของลู่เฉิน ทำให้ค่ายกลนี้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ค่ายกลนี้ยังควบแน่นเป็นโซ่ลำแสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วน และโซ่เหล่านี้ก็พันรอบชายร่างทอง ทำให้ชายร่างทองถูกขังอยู่ตรงนั้น
“ไอ้สารเลว!” ชายร่างทองอยากหลุดพ้นแต่เขาทำไม่ได้
ลู่เฉินกลับชี้ไปยังเหนือศีรษะของเขาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าได้เพิ่มไข่มุกรวบรวมวิญญาณเข้าไปในค่ายกล และไข่มุกนี้สามารถดูดซับไอวิญญาณอันทรงพลังได้ ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะใช้เคล็ดวิชาที่ทรงพลังเพียงใด มันก็จะถูกค่ายกลรอบ ๆ นี้ดูดซับไว้” จากนั้นก็จะแปลงเป็นพลังที่จำเป็นสำหรับค่ายกลนี้”
“บัดซบ!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายร่างทองก็หยุดโจมตีทันที จากนั้นก็รวบรวมพลังคิดจะทำลายค่ายกล แต่ชายหนุ่มกลับเดินออกไป
ชายร่างทองส่งกระบี่สีทองจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา ทว่าเขามี ‘กระจกนภาวิญญาณ’ ชายร่างทองจึงไม่สามารถทำร้ายเขาได้เลย และทำได้เพียงพูดด้วยโทสะว่า “เมื่อข้าฟื้นตัวแล้ว ข้าจะทำลายค่ายกลนี้อย่างแน่นอน จากนั้นก็จะฆ่าเจ้าเสีย!”
“เจ้าไม่มีโอกาสหรอก!” ชายหนุ่มว่า
“ฮึ่ม!” ชายร่างทองตะคอกและหยุดโจมตีลู่เฉิน
ทว่าลู่เฉินได้เดินมาหาชายร่างทองและแตะหลังอีกฝ่ายด้วยมือข้างหนึ่ง ชายร่างทองไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอันใด เขาจึงพูดจาดูถูกอยู่ตรงนั้น “ข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้าทำลายร่างกายของข้าไม่ได้!”
“นั่นไม่จำเป็น” สิ้นคำ เขาก็เริ่มดูดซับพลังของชายร่างทอง จากนั้นเสริมจุดหยางด้วย ‘ตัวคน’ และกระบวนการนี้ก็เท่ากับ ‘กลืนกิน’ พลังปราณของชายร่างทอง
ดังนั้นร่างกายที่แข็งแกร่งของชายร่างทองจึงเริ่มคลายออก และพละกำลังในร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ ลดลง ซึ่งทำให้ชายร่างทองตกใจ “ไอ้สารเลว เจ้าดูดซับพลังของข้า!”
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่มีโอกาส” ด้วยคำพูดของลู่เฉิน ชายร่างทองจึงวิ่งหนีไป
เห็นเพียงชายร่างทองยังคงโจมตีลู่เฉินอย่างต่อเนื่อง ทว่าชายหนุ่มมี ‘กระจกนภาวิญญาณ’ อยู่ทำให้การโจมตีไม่สามารถทำร้ายเขาได้ ซ้ำยังติดกับดักอีกครั้ง เขาจึงได้แต่กลายเป็นแกะที่รอถูกสังหาร โดยมีลู่เฉินเป็นคนดูดซับพลัง
“เจ้า เจ้ามันสัตว์ประหลาด!” ชายร่างทองโกรธจนแทบบ้า
ลู่เฉินไม่ได้สนใจคำพูดของเขา แต่ยังคงสาละวนอย่างต่อเนื่อง
ทว่าหลังจากดูดซับไปได้สักพัก ชายร่างทองก็พูดด้วยความโกรธว่า “ข้าจะสู้กับเจ้าสักตั้ง!”
ครู่ต่อมา พลังอันทรงพลังก็ปะทุขึ้นภายในร่างของชายร่างทอง
ลู่เฉินพลันตกตะลึง ในขณะที่อีกฝ่ายมีลำแสงสีทองเจิดจ้า จากนั้นลู่เฉินก็กลายเป็นมนุษย์กระดาษ และไปปรากฏตัวอยู่นอกค่ายกล ส่วนชายร่างทองที่อยู่ในค่ายกลก็ระเบิดกาย ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่ภายในค่ายกล
ทว่าชายหนุ่มไม่เห็นจิตวิญญาณของอีกฝ่ายแล้ว
สิ่งนี้ทำให้เขาสับสน “ตายแล้วหรือ?”
แต่ลู่เฉินรู้สึกอยู่เสมอว่าอีกฝ่ายไม่ตายง่าย ๆ เขาจึงมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบอันใด สุดท้ายก็ทำได้แค่เก็บความรู้สึกและไปที่ร้านช่างตีเหล็ก
ภายในร้านช่างตีเหล็กแห่งนี้ ช่างตีเหล็กหนุ่มหัวเราะอีกครั้งเมื่อเห็นคุณชายคนดังมาที่นี่ “คุณชายลู่ เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่อีกแล้ว?”
“เถ้าแก่เนี้ยให้ข้าขึ้นไปหาเขาที่ชั้นบน” ลู่เฉินมองช่างตีเหล็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
ช่างตีเหล็กหนุ่มพูดแปลก ๆ ว่า “แต่เขาพูดชัดเจนว่าตอนบ่าย”
“พาข้าขึ้นไปแล้วเจ้าจะรู้” ชายหนุ่มกล่าว
ช่างตีเหล็กหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพาอีกฝ่ายไปที่ชั้นสาม และช่างตีเหล็กหนุ่มก็ตะโกนอยู่ที่ทางเดินด้านนอกค่ายกลว่า “เถ้าแก่เนี้ย คุณชายลู่บอกว่าท่านเรียกเขามา!”
ทว่าไม่มีเสียงอันใดเลยบนชั้นสาม
“เถ้าแก่เนี้ยของพวกเราน่าจะยังไม่กลับมา” ช่างตีเหล็กหนุ่มมีสีหน้าจนปัญญา
“เช่นนั้นข้าจะรอเขาที่นี่ เจ้าทำงานของเจ้าไปก่อนเถิด”
ช่างตีเหล็กหนุ่มมีท่าทางลังเล “เอ่อ…”
“มีค่ายกลอยู่ เจ้ายังกลัวว่าข้าจะเข้าไปอีกหรือ?” ลู่เฉินชี้ไปที่ค่ายกล
ช่างตีเหล็กหนุ่มคิดว่าค่ายกลนี้ไม่ธรรมดา ดังนั้นจึงตอบรับว่า “ก็ได้ ท่านรอที่นี่ ข้าจะไปทำงาน”
หลังจากพูดจบ ช่างตีเหล็กตัวน้อยลงไปชั้นล่าง ขณะที่ลู่เฉินผ่านค่ายกลเข้าไปในทางเดินชั้นสาม และมาถึงสถานที่ที่อีกฝ่ายฝึกฝนมื่อคืนนี้
แต่เมื่อเข้ามาในจวนกลับไม่พบร่องรอยใด ๆ
“หนีไปแล้วจริง ๆ หรือ?” ลู่เฉินสงสัย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ออกมาจากที่แห่งนั้น ส่วนช่างตีเหล็กหนุ่มที่อยู่ชั้นหนึ่งก็หัวเราะเมื่อเห็นลู่เฉินลงมา “คุณชายลู่ ไม่รอแล้วหรือ?”
“ข้าจะไปซื้อของก่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่” หลังจากพูดจบ เขาก็ออกจากที่นี่ไปทันที
ช่างตีเหล็กหนุ่มจึงได้แต่ยุ่งอยู่กับงานของตัวเองต่อ
เมื่อลู่เฉินปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็มาถึงโรงเตี๊ยมที่ช่างตีเหล็กคนเก่าเคยอยู่ และหลังจากสอบถามที่นั่นแล้วก็ได้รู้จากพวกเขาว่า ช่างตีเหล็กหนุ่มจะมาดื่มสุราและซื้อสุราจากที่นี่ทุกวัน
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปหาเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยม “เช่นนั้น ข้าขอถามบางอย่าง”
“คุณชายลู่ ท่านถามมาเถิดขอรับ” เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวเอ้อร์รู้จักลู่เฉิน เขาจึงถามด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ เหล่าเถี่ยของร้านตีเหล็กมาดื่มสุราที่นี่ทุกวันหรือ?”
“ขอรับ!”
“แล้วเขาดื่มสุราอันใด? นอกจากนี้ เขาใส่สุราอันใดลงในน้ำเต้า?” เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าเหุตใดเหล่าเถี่ยถึงมาที่นี่ทุกวัน
เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะและพูดว่า “ที่ดื่มคือสุราขึ้นชื่อของเรา สุราหอมหนึ่งราตรี ส่วนที่ใส่กลับไปมีเพียงเถ้าแก่เนี้ยเท่านั้นที่รู้”
“เถ้าแก่เนี้ย?”
“ใช่ เถ้าแก่เนี้ยของเราเป็นปรมาจารย์การหมักสุรา และช่างตีเหล็กชราคนนั้นก็ชอบใช้ไหของตัวเองเก็บสุราที่เถ้าแก่เนี้ยของพวกเราหมักและดื่มวันไห มิฉะนั้นสุราจะสูญเสียประสิทธิภาพหากเก็บไว้นานเกินไป” เสี่ยวเอ้อร์อธิบาย
ลู่เฉินรู้สึกสงสัย “สุรานั้น ยิ่งเก็บไว้นานเท่าใด ความกลมกล่อมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เหตุใดมันถึงสูญเสียประสิทธิภาพหากเก็บไว้นานเกินไป”
“สุราที่เถ้าแก่เนี้ยของพวกเราหมักมีชื่อว่าหอมหนึ่งราตรี นั่นก็คือ มีกลิ่นหอมเพียงวันเดียวเท่านั้น พอผ่านไปหนึ่งวันก็จะสูญเสียความหอมและรสชาติไป” เสี่ยวเอ้อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลู่เฉินรู้สึกว่ามันแปลกเกินไป “ขอพบเถ้าแก่เนี้ยของเจ้าได้หรือไม่?”
“ข้าเกรงว่าคงจะยาก”
“เพราะเหตุใด?”
“เถ้าแก่เนี้ยของเรารับเฉพาะลูกค้าประจำ ส่วนคนอื่นจะไม่พบขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ตอบ
ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะ “เจอครั้งเดียวแปลกหน้า เจอครั้งที่สองก็คุ้นเคยมิใช่หรือ?”
“ก็ถ้าเป็นบุคคลที่เข้าเงื่อนไขนะขอรับ ท่านต้องทำตามเงื่อนไขหนึ่งข้อ” เสี่ยวเอ้อร์ยิ้ม
“เงื่อนไขอันใด?” เขาอยากรู้ขึ้นมาทันที