ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 362 ที่นี่ เจ้าต้องยึดถือคำพูดข้า!
บทที่ 362 ที่นี่ เจ้าต้องยึดถือคำพูดข้า!
เมื่อหญิงสาวเห็นลู่เฉินยังคงดื้อดึงต่อไปก็พลันพูดขึ้นว่า “ที่นี่ เจ้าต้องยึดถือคำพูดข้า!”
“ไม่จำเป็น” ชายหนุ่มพูดจบก็เริ่มดูดซับพลังบนบน ‘เถาวัลย์’ ทันที
เขาทำให้ ‘เถาวัลย์’ นี้ค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลง
เมื่อเห็นภาพนั้นแล้ว หญิงสาวก็ตกตะลึงขึ้นมา ก่อนจะจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เถาวัลย์เหล่านี้… เกิดอันใดขึ้น!?”
“เถาวัลย์เป็นเคล็ดวิชาของเจ้าทั้งหมด และเคล็ดวิชาของเจ้าก็มาจากพลังปราณของเจ้าเอง ดังนั้นเมื่อข้าดูดซับเถาวัลย์เหล่านี้ ก็เท่ากับว่ากำลังดูดซับพลังปราณของเจ้า”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น หญิงสาวก็พลันเบิกตากว้าง “กลืนกินเคล็ดวิชา?”
“ใกล้เคียงเช่นนั้น” เขารู้ว่าการกลืนกินเคล็ดวิชาถือเป็นเคล็ดวิชาชนิดหนึ่งที่ดูดซึมซับพลังของเคล็ดวิชา ทว่าสิ่งที่ตนใช้ก็คือ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’
หญิงสาวพลันตกตะลึงขึ้นมา และยังเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ในทั่วทั้งมหาทวีปจิ่วโหยว ผู้ที่สามารถใช้เคล็ดวิชานี้ได้นั้นคงไม่เกินสิบคน”
“เจ้าแค่ปฏิบัติกับข้าเช่นคนปกติก็พอ” ชายหนุ่มมองไปยังหญิงสาว จากนั้น ‘เถาวัลย์’ ที่เหี่ยวเฉานี้ก็แตกสลายไปในทันที
หญิงสาวมองไปยังเถาวัลย์ สุรา และค่ายกลที่ไม่สามารถต้านทานลู่เฉินได้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงพูดออกมาว่า “ข้าผู้นี้ไม่ชอบการถูกบีบบังคับ!”
ชายหนุ่มมองนางอย่างพิจารณา อีกฝ่ายน่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม
ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจเรื่องของนางอีก แต่กลับมองไปรอบ ๆ ก่อนจะลองสัมผัสและเคลื่อนย้ายบางสิ่งดู
หญิงสาวสงสัยขึ้นมา “เจ้าทำสิ่งใดกันแน่?”
“เจ้าไม่ชอบการถูกบีบบังคับไม่ใช่หรือ? เช่นนั้น ข้าก็จะเจรจาตกลงกับเจ้า” ลู่เฉินหมุนตัวกลับมามองหญิงสาว
ทว่าเป็นเวลาเดียวกับที่นางพูดขึ้นมา “ข้าไม่อยากร่วมมือกับเจ้า”
“โอ้? เพราะเหตุใดกัน?”
“ก่อนที่เจ้าจะมาที่นี่ ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดสุราพวกนั้นถึงเล่นงานเจ้าไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากรู้แล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าก็ไม่ได้คิดจะบอกเจ้า” คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น
“เช่นนั้น เจ้าต้องการเจรจาตกลงสิ่งใดกับข้า?”
ลู่เฉินคลี่ยิ้มออกขณะมองไปที่นาง “เจ้าป่วยหนักอยู่ หากไม่ทำการรักษา ภายในหนึ่งปีนี้ปราณในตัวเจ้าจะถดถอยลงไปเรื่อย ๆ จากนั้น เมื่อถึงยามที่ไร้พลังก็จะแก่ชราลง จนกลายเป็นหญิงชราในที่สุดและหมดอายุขัยไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็พลันตกใจ “เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าปราณในตัวข้ากำลังถดถอย?”
“เจ้ารู้เรื่องราวของข้าดี เช่นนั้นก็ควรจะรู้ว่าข้าเคยรักษาอาการป่วยขององค์จักรพรรดิแดนทักษิณา ดังนั้นก็ควรจะรู้ว่าข้ามีความสามารถด้านการรักษา” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหญิงสาวราวกับต้องการสะกดนางไว้
หญิงสาวเริ่มมีสีหน้าสนใจขึ้นมาเล็กน้อย “อาการป่วยของข้า ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาได้ แล้วเจ้า…จะรักษาอย่างไร?”
“ข้าบอกไปแล้วว่าตัวข้าคือหมอเทวดา หากเจ้าต้องการรักษา ข้าก็จะรักษาให้ แต่หลังจากนี้หากข้าต้องการรู้สิ่งใด เจ้าต้องบอกข้า”
“นี่เจ้ากำลังข่มขู่ข้า?”
“เรียกว่าการร่วมมือจะดีกว่า!”
สิ้นคำของเขา หญิงสาวก็ตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด
“ข้าให้เวลาเจ้าพิจารณา แต่อย่านานนัก ตอนนี้เจ้าค่อย ๆ คิดเถอะ!” ชายหนุ่มพูดจบก็หันไป ‘จัดการเรื่องยุ่งยาก’ รอบ ๆ ต่อ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงค่ายกลรอบ ๆ นี้
หญิงสาวหาได้รู้เรื่องนี้ด้วย แต่เมื่อนางเห็นพิษเหล่านั้นกัดเซาะภายในร่างกายของตนน้อยลง ก็พึมพำออกมาว่า “นี่ข้าต้องพึ่งเขาจริง ๆ หรือ?”
ลู่เฉินสัมผัสบางอย่างได้ก็หันไปพูดว่า “หากผ่านโอกาสครั้งนี้ไปแล้ว ครั้งต่อไปหากคิดจะหาผู้ที่มารักษาเจ้าได้นั้น คงยาก!”
“เช่นนั้น ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะไม่ถือโอกาสนี้โจมตีข้า?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความลังเล
“หากเจ้าไม่เชื่อข้า ข้าก็ต้องขอตัว”
พูดจบ เขาก็หมุนกายเตรียมจะเดินออกไป
ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว หญิงสาวก็ร้อนใจ จึงรีบตะโกนออกมาทันที “ข้าจะให้เจ้ารักษา! และจะตอบในสิ่งที่เจ้าอยากรู้!”
“ตัดสินใจแล้ว?”
“ใช่!” เมื่อหญิงสาวขานรับ ลู่เฉินจึงเดินเข้าไปหานาง
หญิงสาวหน้าเจื่อนขึ้นมา ทว่าสายตายังคงจ้องมองเขาอยู่ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“ตรวจอาการของเจ้า” เขาเอื้อมมือไปจับแขนของนางไว้ทันที แต่หญิงสาวมีปฏิกิริยาโต้กลับอย่างรวดเร็ว นางจึงถอยห่างทันควัน
ชายหนุ่มเพียงยิ้มพลางเอ่ยออกมา “หากเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่สามารถรักษาให้เจ้าได้”
“เจ้าจะสัมผัสบริเวณใด?”
“วางใจเถิด บนหลังมือก็พอ!” ลู่เฉินชี้ไปยังมือขวาของอีกฝ่าย หญิงสาวจึงยื่นมือขวาออกมาด้วยความแปลกใจ
เขาให้นางถอดถุงมือสีขาวคู่นั้นออก
หญิงสาวทำตาม จากนั้นฝ่ามือขาวซีดที่ดูไร้สีเลือดก็เผยออกมาให้เห็น
ลู่เฉินเอานิ้วข้างหนึ่งไปแตะเบา ๆ บนหลังฝ่ามือของนาง จากนั้นก็หลับตาทั้งสองข้างลง
หญิงสาวได้แต่สงสัยอยู่ภายในใจ ‘เจ้าหนุ่มผู้นี้ จะทำได้หรือไม่?’
ขณะที่ชายหนุ่มพบว่าภายในร่างกายของอีกฝ่ายมีพิษอยู่จำนวนมาก แต่พิษเหล่านี้ถือเป็นเรื่องรอง สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือรากวิญญาณภายในร่างกายของนางนั้นค่อนข้างพิเศษ
“รากวิญญาณธาตุไม้เก้าดาว แบบหลอมพิษ” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็ดึงมือกลับไป
หญิงสาวรู้ว่าตนนั้นมีรากวิญญาณธาตุไม้เก้าดาว แต่แบบหลอมพิษนั้นนางไม่เข้าใจ ทำให้รู้สึกสงสัยขึ้นมา “สิ่งใดคือแบบหลอมพิษ?”
“ก็คือไม่ว่าพิษใด เมื่อเข้าสู่ร่างกายภายในจะถูกรากวิญญาณของเจ้าดูดซึมซับ และพิษเหล่านี้ ถึงแม้จะไม่เกิผลในทันที แต่เมื่อพิษถูกหลอมรวมไว้ในปริมาณมาก หากขจัดออกไปไม่ทันเวลาก็จะทำให้พลังปราณของเจ้าค่อย ๆ ถดถอยลงเรื่อย ๆ”
“ว่าอย่างไรนะ?” หญิงสาวตกตะลึงขึ้นมา
“อันใดกัน? ไม่มีผู้ใดบอกเจ้าหรือ?”
“ทุกคนแค่พูดว่าข้าได้รับพิษ และพิษนี้ไม่สามารถขจัดออกไปจากร่างกายได้” หญิงสาวตอบด้วยความลำบากใจ
ลู่เฉินยิ้ม “ข้ามีอยู่วิธีหนึ่งที่สามารถทำให้เจ้าขับพิษที่อยู่บนรากวิญญาณออกมาได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว หญิงสาวก็ถึงกับตื่นตกใจ “เจ้าแน่ใจนะ!?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรกัน?”
“บอกข้ามา คือวิธีใด?”
“เจ้ายังไม่ได้มอบสิ่งที่ข้าต้องการ ก็คิดจะให้ข้าช่วยเจ้าเสียแล้ว ดูเหมือนจะไม่ค่อยยุติธรรมเสียเท่าไหร่?” ชายหนุ่มกล่าว
“ข้าอวี่ม่อ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณผู้ใด!”
“อวี่ม่อ?” คิดไม่ถึงว่าจะมีนามเช่นนี้อยู่
“ใช่ มีปัญหาใดหรือ?” หญิงสาวไม่รู้ว่าลู่เฉินแปลกใจเรื่องใดกัน
เมื่อเขาได้สติกลับมาก็พูดต่อไปว่า “ได้ แม่นางอวี่ ตอนนี้เจ้าบอกข้ามา สุราของชายชราตีเหล็กนั้นมีประโยชน์อันใด และเพราะเหตุใดเขาจึงต้องการสุราเหล่านั้น?”
“สุรานี้ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูวิญญาณ แต่ยังช่วยกระตุ้นรากวิญญาณให้เพิ่มมากขึ้น”
“กระตุ้นรากวิญญาณให้เพิ่มมากขึ้น?” ลู่เฉินสงสัย
“ก็คือทำให้รากวิญญาณมีการพัฒนา กลายเป็นรากวิญญาณที่มีระดับสูงขึ้น” อวี่ม่ออธิบาย
เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ้มออกมา “คิดไม่ถึงว่าสุราของพวกเจ้าจะมีประสิทธิภาพเช่นนี้”
“มี แต่ประสิทธิภาพนั้นต่ำมาก และจำเป็นต้องใช้ในระยะยาว”
“โอ้? เขาใช้มานานเพียงใดแล้ว?”
“อย่างต่ำก็ยี่สิบปีแล้ว”
คำตอบนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย “จะบอกว่าเจ้าอยู่ที่นี่มายี่สิบปีแล้ว?”
“ข้าอยู่มานานหลายปี”
ยิ่งนางพูด เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ จึงจ้องมองอวี่ม่อไม่วางตา “ดูจากทักษะกับพลังของเจ้าแล้ว เหตุใดจึงผูกตัวเองไว้กับเมืองเล็ก ๆ และเปิดเพียงร้านสุราเล็ก ๆ เช่นนี้?”
“นายน้อยลู่ คำถามของเจ้า ดูเหมือนจะมากเกินว่าเรื่องที่เรากำลังพูดถึงเสียแล้ว” อวี่ม่อเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะออกมา “เมื่อครู่ข้าพูดว่าการร่วมมือของเรา และข้อตกลงในการร่วมมือนั้น ย่อมรวมถึงสิ่งใดที่ข้าอยากรู้ เจ้าก็ต้องบอกสิ่งนั้นให้ข้ารู้!”