ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 364 เหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเผยเรื่องราวของพันธมิตรชิงรากวิญญาณได้!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 364 เหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเผยเรื่องราวของพันธมิตรชิงรากวิญญาณได้!
บทที่ 364 เหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเผยเรื่องราวของพันธมิตรชิงรากวิญญาณได้!
ลู่เฉินที่อยู่ตรงนั้น ยังคงแสร้งทำเป็นฟังอวี่ม่ออธิบายต่อไป
เดิมทีพระราชวังใต้ดินแห่งนี้มีนามว่าพระราชวังพฤกษาโบราณ และในมหาทวีปจิ่วโหยวมีสถานที่เช่นนี้ไม่มากนัก ว่ากันว่าถูกออกแบบโดยปรมาจารย์ด้านกลไกท่านหนึ่ง
“ปรมาจารย์กลไก?” เขาทวนคำ
อวี่ม่อพยักหน้ารับ “ใช่ ปรมาจารย์กลไกเป็นผู้ออกแบบพระราชวังพฤกษาโบราณนี้ และว่ากันว่าด้านในของทุก ๆ ตำหนักจะมีพืชเช่นนี้อยู่ แต่ตอนนี้พวกเราสำรวจได้เพียงห้าตำหนัก ส่วนตำหนักอื่นนั้นหาไม่พบบ้าง หรือไม่ก็อันตรายเกินไป”
ได้ยินเช่นนั้นเขาจึงหันมองไปรอบ ๆ และจดจ้องไปยังต้นไม้สีเขียวต้นนั้น “เช่นนั้น มันเรียกว่าอันใด?”
“มู่ฉงชู่”
“ข้าว่าแล้วเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตานัก!” คราวนี้ลู่เฉินเป็นฝ่ายตกตะลึงเสียเอง เพราะเขาเคยเห็นเซียนฉงชู่มาก่อน มันมีลักษณะคล้ายเช่นนี้ แต่อยู่ที่แดนเซียนสามสิบหกชั้น
ไม่เพียงเท่านั้น เซียนฉงชู่มีขนาดใหญ่กว่าสิ่งนี้นัก ขณะเดียวกันกลิ่นอายที่ปล่อยออกมานั้นเป็นปราณเซียนพฤกษา แต่สิ่งนี้กลับปล่อยเพียงไอวิญญาณพฤกษา
อวี่ม่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงสิ่งใด แต่นางก็ชี้ไปยังต้นไม้นี้พลางกล่าวออกมาว่า “ของเหลวด้านบนนี้ หยดทุกสองถึงสามวัน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมได้”
“น้ำมู่ฉงจากมู่ฉงชู่นี้ เอามาทำสุราชั้นดีได้เลยหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
“เป็นเช่นนั้น” อวี่ม่อพยักหน้ารับ
ชายหนุ่มตั้งใจเดินสำรวจรอบ ๆ นี้ บางครั้งยังใช้ศิลาวิญญาณบางส่วนวาดอักขระยันต์แปลก ๆ บนกำแพงนี้
“เจ้าทำสิ่งใดกัน?” เมื่ออวี่ม่อเห็นว่าเขากำลังทำอันใดบางอย่างรอบ ๆ นี้จึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้าอยากดูกำแพงเหล่านี้สักหน่อย เผื่อจะพบอันใดบ้าง” ลู่เฉินหาเหตุผลง่าย ๆ มาตอบ
อวี่ม่อยังคงไม่เข้าใจนัก “ที่นี่ พวกเราเคยสำรวจแล้ว ไม่พบสิ่งใดเป็นพิเศษนะ”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใดแต่กลับทำต่อไป จนกระทั่งเดินวนไปรอบ ๆ และวาดอักขระยันต์บางอย่างลงไปแล้ว เขาก็เอนหลังพิงรูปแกะสลักนั้นเพื่อพักผ่อน
เห็นเพียงรูปแกะสลักนี้มีขนาดสูงประมาณคนสองถึงสามคน และเป็นสีดำ แต่ลู่เฉินยังสามารถสัมผัสได้ถึงชายชราตีเหล็กที่อยู่ด้านใน
ดังนั้นชายหนุ่มจึงรอให้อีกฝ่ายติดเบ็ด
เมื่อชายชราตีเหล็กนี้เห็นว่าโอกาสมาถึงแล้ว ก็เริ่มสะสมพลังอย่างบ้าคลั่งทันที
ขณะที่อวี่ม่อกำลังจะเอ่ยถามลู่เฉินว่าจะออกไปจากที่นี่เมื่อใดนั้น จู่ ๆ ก็บังเกิดแสงสีทองสว่างวาบออกมาจากภายในหินแกะสลัก และยังมีเงาคนผู้หนึ่งอยู่
อวี่ม่อตกตะลึงขึ้นมา “ผู้ใด!”
ทว่าเงานั้นลงมือโจมตีลู่เฉินทันที อย่างไรก็ตาม คนถูกโจมตีได้เปิด ‘กระจกนภาวิญญาณ’ ไว้ก่อนแล้ว เมื่อเงาร่างคนสีทองโจมตีมาก็เกิดการสะท้อนกลับไปในทันที
ตู้ม!
เงาร่างคนสีทองนั้นถูกสะท้อนกลับจนกระเด็นออกทันที และยังทำให้หินแกะสลักล้มพังทลายลง
อวี่ม่อรีบนำสุราบางอย่างออกมาทันที และนำไอสุรานี้โจมตีออกไปรอบด้าน จากนั้นมันก็ปกคลุมเงาร่างคนสีทองนั่นไว้
เงาร่างคนสีทองนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอีกร่างหนึ่งของชายชราตีเหล็กที่หลอมไว้ เพียงแต่เงาร่างคนสีทองนี้เป็นเพียงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม
เมื่ออวี่ม่อมองเห็นอีกฝ่ายก็พลันตกตะลึงขึ้นมา “ชายชราตีเหล็ก?”
เพราะร่างเดิมของชายชราตีเหล็กนั้นถูกระเบิดในจวนตระกูลลู่ ดังนั้นอีกร่างหนึ่งจึงไม่สามารถหลอมเป็นคนที่สมบูรณ์ได้ ด้วยเหตุนี้ การสะท้อนกลับเมื่อครู่จึงทำให้เขาได้รับบาดเจ็บและมีเลือดไหลออกมา
แต่เพื่อรักษาชีวิตไว้ ชายชราเหล็กผู้นี้ก็ตะโกนไปหาอวี่ม่อ “เถ้าแก่เนี้ย เห็นแก่ที่ข้าซื้อสุราของท่าน ท่านรีบหยุดเขาเถิด!”
หลังจากอวี่ม่อชะงักไปครู่หนึ่งจึงมองไปยังลู่เฉิน “พวกเจ้ามีความขุ่นเคืองกันหรือ?”
“ไม่รู้ว่าเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ เรื่องที่ข้าเคยถูกชิงรากวิญญาณไปจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์?” ลู่เฉินมองอวี่ม่อด้วยรอยยิ้ม
อวี่ม่อจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “เรื่องนี้เกี่ยวกับเขาอย่างไรหรือ?”
“เขาคือพันธมิตรชิงรากวิญญาณ” ลู่เฉินเอ่ยอย่างมีเลศนัย
“ว่าอย่างไรนะ?” อวี่ม่อเบิกตากว้าง ไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
แต่ชายชราตีเหล็กไม่ยอมรับ “ท่านอย่าไปฟังเขาอย่างเด็ดขาด เขาคือคนลวงโลก!”
ชายหนุ่มใช้เคล็ดวิชาเถาวัลย์พันรัดชายชราตีเหล็กผู้นั้นไว้ และแทงด้วยหนามพิษ ผสมกับไอสุราของอวี่ม่อ ทำให้ชายชราตีเหล็กไม่สามารถขยับได้ เขาจึงพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว “คุณชายลู่ ข้า ข้าไม่รู้เรื่องใดทั้งสิ้น!”
“เจ้าชิงรากวิญญาณของข้าไป ยังไม่รู้ด้วยหรือ?”
“ข้า ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่ง!”
“คำสั่ง? คำสั่งของผู้ใด?” เมื่อลู่เฉินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สามารถหนีไปได้ จึงก้าวเข้าไปเค้นคำตอบ
ชายชราตีเหล็กพูดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ข้าไม่สามารถบอกได้ มิเช่นนั้น วิญญาณของข้าจะหายไปในทันที!”
“กลัวว่าจะหายไปทันทีหรือ?”
“ใช่!” ชายชราตีเหล็กพยักหน้ารับ
“ข้ามีวิธีที่จะทำให้เจ้าไม่หายไป!”
“ไม่ เป็นไปไม่ได้ พันธมิตรชิงรากวิญญาณของเราทุกคนต่างก็มีโซ่ตรวนผูกวิญญาณไว้ ถ้าหากทรยศหรือพูดบางสิ่งที่ไม่สมควรพูดออกมา ก็จะถูกโซ่ตรวนนั้นรัดจนแหลกสลายไป!” ชายชราตีเหล็กหวาดกลัวจนตัวสั่น
ลู่เฉินไม่สนใจและยังก้าวไปข้างหน้า นำนิ้วข้างหนึ่งไปแตะบริเวณหน้าผากและค่อยๆ หลับตาลง จากนั้นจึงแทรกจิตเข้าไปยังจิตวิญญาณที่ว่างเปล่านั้น
อวี่ม่อที่อยู่ด้านหลังสับสนขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี
อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นเองชายชราตีเหล็กก็ค่อย ๆ หลับตาลง
เห็นเพียง ‘ความว่างเปล่า’ ท่ามกลางความมืดมิดที่ลอยอยู่ภายในวิญญาณของชายชราตีเหล็กผู้นั้น แต่รอบ ๆ วิญญาณของเขานั้นมีอักขระยันต์ลอยอยู่รอบ ๆ มากมายนับไม่ถ้วน
แสงสีทองจาง ๆ ของอักขระยันต์เหล่านี้กลับมีเงาสีดำมากมาย และเงาสีดำเหล่านี้ก็ปกคลุมอยู่บนวิญญาณของชายชราตีเหล็กผู้นั้น
“เห็นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือโซ่ตรวนที่ข้าพูดถึง” เมื่อชายชราตีเหล็กพูดจบ อักขระยันต์เหล่านี้ก็มีแสงสีแดงจาง ๆ สว่างวาบขึ้นมา ทำให้เขาหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดสิ่งใดไปมากกว่านี้
ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะเสียอย่างนั้น “ค่ายกลอักขระยันต์นี้ ช่างน่าสนใจเสียจริง!”
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว เช่นนั้นก็ควรจะเข้าใจว่า หากข้าบอกเจ้าเรื่องพันธมิตรชิงรากวิญญาณหรือข่าวคราวของผู้อื่นออกไป ข้าก็อาจตายได้!” ชายชราตีเหล็กพูดอย่างไร้หนทาง
ราวกับไม่ฟังคำนั้น ชายหนุ่มพลันก้าวขึ้นมาด้านหน้า พร้อมยื่นมือข้างหนึ่งออกไปสัมผัสกับ ‘ค่ายกล’ นั้น
ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ชายชราตีเหล็กก็ร้อนใจ “อย่า! เจ้าอย่าสัมผัสมันเด็ดขาด!”
“เพราะเหตุใด?”
“สิ่งนี้ หากถูกจิตวิญญาณอื่นสัมผัสเข้า อาจจะถูกมันกลืนกินเข้าไปก็เป็นได้!”
ลู่เฉินยิ้ม “เจ้าคาดหวังให้ข้าตายอยู่มิใช่หรือ?”
“หากเจ้าตายไป แล้วผู้ใดจะปลดเถาวัลย์ด้านนอกพวกนี้ให้ข้ากัน อีกทั้งพิษในร่างกายข้าอีก?” เห็นได้ชัดว่าชายชราตีเหล็กผู้นี้เห็นความสำคัญของลู่เฉิน มิเช่นนั้นเขาคงไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร
ทว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจ และยังคงตั้งใจวางมือลงไป
ชายชราตีเหล็กเกิดความตื่นตระหนก และพูดด้วยความร้อนใจ “เจ้า…แท้จริงแล้วเจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?”
“ทำลายมัน” ลู่เฉินตอบ
“เจ้าเสียสติไปแล้ว!” ชายชราตีเหล็กตะโกนขึ้นมา
แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ ยังสัมผัสไปยัง ‘ค่ายกล’ นั้น
ทันใดนั้น แสงสีโลหิตพลันสว่างวาบขึ้นมา และโจมตีไปยังจิตวิญญาณของลู่เฉิน
แต่ไม่ว่าแสงนี้จะโจมตีลู่เฉินเช่นไร จิตวิญญาณของชายหนุ่มกลับไม่อาจถูกทำลาย ราวกับว่ามีพลังของวิญญาณแข็งแกร่งที่คอยช่วยเขาอยู่
สิ่งนี้ทำให้ชายชราตีเหล็กรู้สึกเหลือเชื่อ และจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ
ลู่เฉินไม่ได้ตอบสิ่งใด เพียงแสดง ‘เคล็ดทลายอักขระ’ ออกมาเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลาย ‘ค่ายกลอักขระยันต์’ ที่อยู่รอบ ๆ อีกฝ่ายได้ทั้งหมด
ภาพดังกล่าวทำให้วิญญาณของชายชราตีเหล็กเกิดความตกตะลึงขึ้นมา และเอ่ยออกมาอย่างติดขัด “นี่ เป็นไปได้อย่างไร?”
“เป็นเช่นไร? อิสระหรือไม่?” ลู่เฉินดึงมือกลับมาพลางยิ้มและมองอีกฝ่าย
ชายชราตีเหล็กคิดจะหนีออกไป แต่ผลคือพบว่าบนวิญญาณของตนนั้นมีตราประทับอยู่มากมาย และตราประทับนี้ก็สว่างวาบอยู่บนหน้าผากของวิญญาณตนเอง
“นี่เป็นตราประทับวิญญาณชนิดหนึ่ง”
“ตราประทับวิญญาณ?” ชายชราตีเหล็กไม่รู้ว่าหมายถึงสิ่งใด
ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา “หมายความว่าหากข้าอยากให้เจ้าตาย เจ้าก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที!”
“ว่าอย่างไรนะ!” ชายชราตีเหล็กร้องขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว
ชายหนุ่มจ้องมองไปยังชายชราตีเหล็กพลางเอ่ยถามขึ้นมา “ว่ามาเถิด ผู้ใดให้เจ้าชิงรากวิญญาณของข้าไป และพันธมิตรชิงรากวิญญาณของพวกเจ้ามีที่มาที่ไปอย่างไร?”