ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 365 หลวงจีนได้รับบาดเจ็บ
บทที่ 365 หลวงจีนได้รับบาดเจ็บ
ชายชราตีเหล็กรู้สึกสับสนจนคาดไม่ถึงว่า ในที่สุดตนก็ถูกลู่เฉินควบคุมเสียแล้ว
“ว่ามาเถิด!” เมื่อลู่เฉินเห็นอีกฝ่ายกำลังลังเลอยู่ก็ยิ้มออกมา
ชายชราตีเหล็กทำได้เพียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดออกมา “เหรียญสัญลักษณ์ที่เจ้ามอบให้ข้าดูที่จวนตระกูลลู่นั้นเป็นค่ายแดงหรือไม่ ค่ายแดงระดับสาม รหัสหงอู่”
“ใช่!”
“พันธมิตรชิงรากวิญญาณ ทุก ๆ ค่าย จะมีผู้นำค่าย และผู้นำของข้าก็คือผู้นำค่ายแดง และรหัสของข้าคือ หงฉือซาน ระดับค่ายแดงเจ็ดดาว” ชายชราตีเหล็กอธิบาย
“หมายความว่า ยิ่งรหัสไกลออกไปเท่าไหร่ก็ยิ่งแข็งแกร่ง? และระดับก็จะยิ่งสูง?”
“ใช่ เจ็ดดาว เป็นขั้นแปลงเซียนทั้งหมด แปดดาวเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนเก้าดาว คาดว่าคงไม่ใช่ขั้นแปลงเซียน ส่วนผู้นำค่ายของเรานั้น ยิ่งต้องเกินกว่าขั้นแปลงเซียน” ชายชราตีเหล็กอธิบาย
ลู่เฉินสงสัย “เช่นนั้น ผู้นำค่ายของพวกเจ้ามีรหัสอะไร ปกติเขามักจะปรากฏตัวที่ใด?”
“เรื่องนี้ ข้าไม่รู้ได้ เขาเป็นฝ่ายติดต่อข้า และปกติข้าจะอยู่ในเมืองเฟิงเฉิง” ชายชราตีเหล็กอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับตนเอง
“เช่นนั้น พันธมิตรชิงรากวิญญาณอยู่ที่ใด?”
“ข้าก็ไม่รู้ โดยปกติระดับของข้านั้นไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรู้ได้ว่าพันธมิตรชิงรากวิญญาณนั้นอยู่ที่ใด?”
ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจ “เช่นนั้น เจ้าเข้าร่วมพันธมิตรชิงรากวิญญาณได้อย่างไร?”
“เมื่อหลายปีก่อน ข้าหลงเข้าไปยังป่าแห่งหนึ่ง จากนั้นได้บังเอิญพบกับผู้นำค่าย และผู้นำค่ายนั้นได้วางยาพิษข้า ทำให้ข้าหมดสติไป เมื่อข้าฟื้นขึ้นมาก็พบว่าจิตวิญญาณของตัวเองนั้นว่างเปล่าและมีค่ายกลอักขระยันต์อยู่มากมาย และข้ายังมีอีกร่างหนึ่งก็คือสมาชิกของพันธมิตรชิงรากวิญญาณ” ชายชราตีเหล็กอธิบายทุกอย่างออกมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็ถามทันทีว่า “ป่านั่นคือป่าที่ใดกัน เจ้าบอกข้ามาให้ละเอียด!”
ชายชราตีเหล็กจึงทำได้เพียงบอกทุกอย่างแก่ลู่เฉิน
เมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว เขาก็พูดกำชับอีกฝ่ายว่า “เช่นนั้น เจ้าจงอยู่ในเมืองเฟิงเฉิงต่อไป หากคนผู้นั้นติดต่อเจ้ามาอีกครั้ง จำไว้ว่าเจ้าต้องบอกข้า!”
“ทราบแล้ว!” ชายชราตีเหล็กไม่กล้าขัดคำสั่งแม้แต่น้อย
ลู่เฉินดึงจิตวิญญาณออกมาจากพื้นที่จิตวิญญาณที่ว่างเปล่าของชายชราตีเหล็ก แล้วจึงเก็บเถาวัลย์และหนามพิษออกมา
หลังจากที่ชายชราตีเหล็กได้สติกลับคืนมาแล้ว ก็รีบออกไปจากที่นี่ทันที
“ปล่อยเขาไปแล้วหรือ?” อวี่ม่อตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงถามออกมาด้วยความสงสัย
“ตอนนี้เขาไม่มีประโยชน์แล้ว”
“เหตุใดเจ้าจึงถูกพันธมิตรชิงรากวิญญาณเพ่งเล็งได้?”
“ข้าอยากรู้มากกว่าเจ้าเสียอีก!” พูดจบ เขาก็เดินไปยังต้นไม้ต้นนั้น
เมื่ออวี่ม่อเห็นอีกฝ่ายเดินไป จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา “ค่ายกลด้านข้างของมู่ฉงชู่นั้น หอสุราของข้าเป็นผู้สร้างขึ้นมา เจ้าอย่าไปสัมผัสมันเชียว มิเช่นนั้นค่ายกลนี้จะสำแดงพลังออกมาและทำให้เจ้าตายได้!”
ทว่าชายหนุ่มยังคงเดินไปตามทางของตน
“คนผู้นี้เสียสติไปแล้วจริง ๆ!” อวี่ม่อพึมพำ
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็สัมผัสไปยังค่ายกล
ค่ายกลนั้นดูราวกับสูญเสียพลังไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงสามารถเดินเข้าไปภายในค่ายกลนี้ได้อย่างง่ายดาย
“เขาทำได้อย่างไร?” อวี่ม่อเบิกตากว้าง รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป
ลู่เฉินใช้มือข้างหนึ่งจับต้นไม้นั้นไว้ และเพียงไม่นาน เขาก็เริ่มดูดซึมซับพลังของมู่ฉงชู่ ไอวิญญาณพฤกษาที่แข็งแกร่งไหลผ่านเข้าไปในร่างของลู่เฉิน และค่อย ๆ เข้าสู่ ‘แก่นมรรตัย’ สีขาว
ขณะเดียวกัน มู่ฉงชู่ก็เหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว
ครั้นเห็นภาพนั้นแล้ว อวี่ม่อก็หวาดกลัวขึ้นมา และเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า “แย่ แย่แล้ว แย่แน่ ๆ!”
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เก็บมือกลับมา และ ‘แก่นมรรตัย’ ภายในร่างกายก็สมบูรณ์พร้อมในที่สุด
นั่นหมายความว่า ตอนนี้เขามีของ ‘สองสิ่ง’ พร้อมแล้ว หนึ่งคือ ‘เม็ดยาภูต’ และอีกหนึ่งคือ ‘แก่นมรรตัย’ สองสิ่งนี้มีคุณสมบัติคล้ายกัน ภายในนั้นมีความหนาแน่น และมีพลังปราณภายในหลายสิบเท่า
ดังนั้นเมื่อลู่เฉินอาศัย ‘แก่นมรรตัย’ นี้สำแดง ‘กำแพงพันชั้น’ ออกมา มันจึงมีความแข็งแกร่งขึ้นมาถึงสามร้อยชั้น
“สามร้อยชั้น? นับว่าไม่มีปัญหาในการต่อต้านปรมาจารย์ขั้นแปลงเซียน” ลู่เฉินเห็นเช่นนั้นแล้วก็แสยะยิ้มชั่วร้าย จากนั้นก็เดินออกไปด้วยความพึงพอใจ
ทว่าอวี่ม่อยังคงรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย “เช่นนี้คงแย่แล้วจริง ๆ!”
“มีสิ่งใดแย่กัน?”
“เมื่อต้นไม้ต้นนี้ตายไป เช่นนั้นคนของหอสุราจะต้องรู้เรื่องนี้แน่ แล้วพวกเขาก็จะส่งคนมาที่นี่” อวี่ม่อพูดด้วยความกังวลใจ
ชายหนุ่มชี้ไปที่มันพลางเอ่ยออกมา “หากคนของหอสุรามาที่นี่จริง ข้าก็จะบอกว่าสิ่งนี้ถูกข้าดูดซึมหมดแล้ว หากพวกเขาคิดแค้นใจ ก็ให้พวกเขามาหาข้าได้!”
พูดจบ เขาก็ทิ้งให้อวี่ม่อมีสีหน้างุนงงสับสนต่อไป
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าลู่เฉินจะหยุด เพียงไม่นานเขาก็เดินออกไปจากพระราชวังใต้ดิน ทำให้อวี่ม่ออดไม่ได้ที่จะต้องรีบตามออกไปทันที จากนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น และกลับไปยังโรงเตี๊ยม
ส่วนชายหนุ่มนั้น หลังจากออกจากโรงเตี๊ยมไปแล้วก็ออกไปจากเมืองเฟิงเฉิงด้วย เขามีความคิดว่าจะไปยัง ‘ป่าอาทิตย์อัสดง’
ป่าอาทิตย์อัสดง คือสถานที่หนึ่งที่มีกลางวันราวกับกลางคืน ดังนั้นจึงเรียกมันว่าป่าอาทิตย์อัสดง และชายชราตีเหล็กก็อยู่ที่นั่น เขาถูกคนเรียกว่าพันธมิตรชิงรากวิญญาณ
ดังนั้นลู่เฉินจึงอยากใช้เวลาที่เหลือเพียงอีกไม่ถึงครึ่งเดือนนี้สำรวจป่าอาทิตย์อัสดงนี้ เพื่อดูว่าจะสามารถทำให้พันธมิตรชิงรากวิญญาณเพ่งเล็งตนเองอีกครั้งได้หรือไม่
ทว่าเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็บังเอิญพบกับฉินหลิน
ลู่เฉินแปลกใจ “เจ้ามาได้อย่างไร?”
ฉินหลินพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ข้าได้ยินคนว่ากันว่าเจ้ากลับมายังเมืองเฟิงเฉิง จึงได้รีบมา!”
“มีเรื่องหรือ?” ลู่เฉินรู้ว่าก่อนที่ตนจะออกมาจากสำนักเก้าสุขสงบนั้นได้ทิ้งคำสั่งไว้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถออกจากสำนักเก้าสุขสงบตามอำเภอใจได้
ทว่าตอนนี้เมื่อเห็นฉินหลินปรากฏตัวขึ้น เขาจึงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
ฉินหลินรีบเอ่ยทันทีว่า “ก่อนหน้านี้ มีผู้ที่เรียกตนเองว่าฟาเทียนมายังสำนักเก้าสุขสงบ บอกว่าต้องการพบเจ้า!”
“ฟาเทียน?” ลู่เฉินคิดไปถึงหลวงจีนที่สำนักสุญญตาผู้นั้น
“ใช่ หลวงจีนอายุน้อยผู้หนึ่งบอกว่าต้องการพบเจ้า”
ลู่เฉินรีบเอ่ยขึ้นมาทันที “เช่นนั้นก็ไป!”
ฉินหลินรีบนำทางอีกฝ่ายไปยังสำนักเก้าสุขสงบทันที ขณะที่กำลังเดินทางนั้น ลู่เฉินนึกฉงนใจว่าฟาเทียนผู้นี้อาจจะพบร่องรอยของบรรพชนปรมาจารย์ปรุงยาแล้ว
ส่วนฉินหลินนั้นไม่รู้ในสิ่งที่ลู่เฉินกำลังคิดอยู่ ดังนั้นขณะที่กำลังเดินทาง เขาจึงพูดกับคนข้าง ๆ ว่า “หลวงจีนบาดเจ็บเล็กน้อย คิดว่าพวกเราอาจจะต้องเร่งการเดินทางอีกสักนิด”
“บาดเจ็บเล็กน้อย?”
“ไม่รู้ว่าบาดเจ็บจากสิ่งใด แต่มันทำให้เขาเจ็บปวดมาก และทุก ๆ ช่วงเวลาก็จะกรีดร้องขึ้นมา แต่ข้าได้มอบยาให้เขาแล้ว ลดอาการเจ็บปวดของเขาให้ทุเลาลง ทว่าบาดแผลของเขานั้นยังคงทำให้รู้สึกเจ็บปวดอยู่” ฉินหลินอธิบาย
ลู่เฉินเอ่ยถามอย่างจริงจัง “หาสาเหตุได้หรือไม่?”
“ไม่ และไม่มีบาดแผลตามร่างกาย แต่เขายังมีอาการเจ็บปวด บางทีก็ร้อนจัดไปทั่วร่างกาย บางทีก็หนาวสั่นขึ้นมา ดูน่ากลัวยิ่งนัก”
“ยังมีอาการอื่นอีกหรือไม่?”
“ทุกครั้งที่เจ็บปวดมาก ๆ เขาจะมีสติเลอะเลือน จากนั้นก็จะละเมอพูดขึ้นมาว่าต้องการพบเจ้า แต่ข้าตามหาเจ้ามาตลอด จนกระทั่งช่วงนี้ สายลับในมืองบางคนมารายงานว่าพบเจ้าที่นี่ ข้าจึงได้โอกาสมาพอดี!”
ลู่เฉินเข้าใจทุกอย่างแล้วก็รีบออกเดินทางอย่างทันที
เพียงไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงสำนักเก้าสุขสงบ
ทว่าเมื่อมาถึงเชิงเขาได้เพียงไม่นาน ลู่เฉินก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านล่างภูเขาจึงรีบเข้าไปดูทันที
ครั้นเห็นหลวงจีนนอนอยู่ในสภาพเช่นนั้น เขาก็มีสีหน้าตกตะลึง “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!”