ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 377 ปีศาจหินร่ายเคล็ดวิชากระบี่โลหิตปีศาจ
บทที่ 377 ปีศาจหินร่ายเคล็ดวิชากระบี่โลหิตปีศาจ
หินก้อนเล็กค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้นมา จนในที่สุดกลายเป็นร่างมนุษย์หิน
เมื่อมองครั้งแรกพบว่ามีประมาณหนึ่งร้อยตน และทุก ๆ ตนต่างก็เหมือนกัน แม้แต่มวลพลังก็ยังไม่แตกต่างกัน
ถูฉีที่อยู่นอกค่ายกลรู้สึกว่ามีบางอย่างที่มีพลังขั้นยอดฝีมือแปลงเซียน หรือไม่ก็แข็งแกร่งกว่านั้น
น้ำเสียงของร่างนั้นเหมือนกับเสียงของมนุษย์หินตนเดิม “เจ้าตัวเล็ก เดิมทีข้าไม่อยากมีความขัดแย้งกับเจ้า แต่เจ้ากลับบีบให้ข้ามาถึงทางตัน เช่นนั้นข้าจึงละทิ้งการฝึกฝนพลังยุทธ์นับพันปี เพื่อต้องการให้เจ้ารู้ว่าข้าแข็งแกร่งเพียงใด!”
“เพียงเท่านี้ จำเป็นต้องใช้พลังยุทธ์นับพันปีของเจ้า? เจ้าอ่อนแอเกินไปหรือไม่?” ลู่เฉินอดพูดโจมตีออกมาไม่ได้
“ว่าอย่างไรนะ? เจ้ากล้าพูดว่าข้าอ่อนแออย่างนั้นหรือ?” ปีศาจหินทนต่อไปไม่ไหว มนุษย์หินจึงร่วมมือด้วยกันทั้งหมดจนกลายเป็นป้อมปราการป้อมหนึ่งที่ล้อมลู่เฉินไว้
ถูฉีไม่รู้ว่าป้อมปราการสีดำนั้นคือสิ่งใด เขาจึงตื่นตระหนกขึ้นมา “เขาคงจะไม่ตายหรอกนะ?”
ภายในป้อมปราการนั้น ลู่เฉินได้เห็นร่างที่แท้จริงของปีศาจหิน
เห็นเพียงเงาปีศาจเงาหนึ่งลอยอยู่รอบ ๆ และไอปีศาจก็ค่อย ๆ หลอมรวมอยู่บนร่างกายของอีกฝ่าย
ไม่เพียงเท่านั้น ภายนอกของปีศาจหินนี้ยังมีชั้นหินเล็ก ๆ อยู่ชั้นหนึ่ง ดูราวกับเกาะอยู่บนร่างกาย อีกทั้งรูอากาศที่ส่วนบนศีรษะนั้นได้หายไป และเปลี่ยนเป็นหินสีดำสนิทแทน
นอกจากนี้มือขวายังถือกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่นี้ได้แผ่ไอปีศาจออกมา แต่เมื่อมองดูดี ๆ แล้ว จะเห็นว่าบนกระบี่นั้นมีลูกกลมสีแดงเลือดอยู่ ภายในนั้นมีเลือดของ ‘มนุษย์’ อยู่มากมาย
เมื่อแสงสีเลือดนั้นกระทบกับปีศาจหินนี้ มวลพลังของปีศาจหินจึงยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
“กลัวหรือไม่?” ดวงตาทั้งสองข้างของปีศาจหินสาดแสงสีดำออกมา จากนั้นจึงพูดด้วยท่าทางดุร้าย
“เพียงกระบี่เล่มหนึ่งจะทำให้ข้าหวาดกลัว?”
“กระบี่ปีศาจของข้านี้ผสมกับเลือดของมนุษย์ผู้มีความสามารถ สามารถปลดปล่อยเคล็ดวิชากระบี่โลหิตปีศาจออกมาได้” ปีศาจหินพูดพลางร่ายกระบี่ จากนั้นเงากระบี่โลหิตที่แข็งแกร่งนั้นก็โจมตีไปยังลู่เฉิน
ลู่เฉินจึงเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ คิดอยากจะทดลองพลังของอีกฝ่าย
เห็นเพียงเคล็ดวิชากระบี่โลหิตปีศาจนี้แข็งแกร่งขึ้น และได้ทำลายกำแพงสองร้อยห้าสิบชั้นของลู่เฉินทันที พลังเช่นนี้สามารถสังหารขั้นแปลงเซียนได้อย่างง่ายดาย
แต่ยังดีที่เขามีเม็ดยาสีขาวถึงสองเม็ด ทำให้สามารถรวบรวม ‘กำแพงพันชั้น’ สามร้อยชั้นได้ มิเช่นนั้นจะตายเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้
ทว่าปีศาจหินกลับตกตะลึงขึ้นมา “อันใดนะ? ไม่พังทลาย?”
“ดูเหมือนว่าเจ้านั้นไม่ได้อ่อนแอ แต่เป็นข้าที่แข็งแกร่งเกินไป” ลู่เฉินพูดจบ ปีศาจหินก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
“เช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้ารู้ถึงความน่ากลัวของข้า!”
เห็นเพียงปีศาจหินกวัดแกว่งกระบี่ในมือ และไอปีศาจรอบด้านก็รวมเข้ากับเงาเลือด จากนั้นเงากระบี่นั้นจึงดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนกระทั่งกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งออกไป เงากระบี่มากมายก็โจมตีไปยังร่างของลู่เฉินทันที
เพล้ง เพล้ง เพล้ง!
ดูเหมือนปีศาจหินต้องการทำลาย ‘กำแพงพันชั้น’ ทั้งสามร้อยชั้นของลู่เฉินให้พังทลายลง แต่ยังคงช้าไปหนึ่งก้าว จึงทำลายไปได้เพียงสองร้อยแปดสิบกว่าชั้นเท่านั้น
“ยังไม่พังทลาย?”
ปีศาจหินแทบอยากจะคลุ้มคลั่ง จึงได้นำไข่มุกวิญญาณทมิฬออกมา และดูดซึมซับอย่างบ้าคลั่งต่อไป
ลู่เฉินแปลกใจว่าเหตุใดปีศาจหินจึงสามารถดูดซึมซับไข่มุกวิญญาณทมิฬได้มากมายเช่นนี้
“เจ้าหนุ่ม อีกไม่นานเจ้าจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของข้า!” เมื่อปีศาจหินซึมซับได้ประมาณหนึ่งแล้ว ทั้งร่างของเขาก็มีพลังมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินทำได้เพียงโจมตีอีกฝ่ายโดยใช้ ‘กระจกนภาวิญญาณ’
บึ้ม!
พลังนี้มีความแข็งแกร่งมากเกินไป อีกเพียงน้อยนิดก็สามารถทำให้ลู่เฉินกระเด็นออกไปได้ และสำหรับเงากระบี่เหล่านั้นที่สะท้อนกลับไปทีละน้อย เงาปีศาจหินจึงกลายเป็นภาพพรางตาไปทันที ทำให้หลังจากที่เคล็ดวิชากระบี่เหล่านั้นสะท้อนกลับมาก็พุ่งเข้าไปโดยตรง และไม่ทำให้ปีศาจหินได้รับบาดเจ็บใด ๆ
แต่ปีศาจหินกลับรู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของตน แต่ลู่เฉินมีกระจกนภาวิญญาณอยู่ในมือ ทำให้ตนไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้ จึงพูดขึ้นมาด้วยความแค้นใจ “เจ้าหนุ่ม เจ้าจงอย่าใช้สมบัติวิญญาณ!”
“ถ้าหากข้าไม่ใช้ เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าใช้” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นกระบี่เล่มนี้จึงส่งเสียงหึ่งขึ้นมา ดูราวกับว่าจะหลุดออกไปจากมือทั้งสองข้างของปีศาจหินผู้นี้
แต่ปีศาจหินยังคงจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และพูดด้วยความโมโหว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้า เจ้ากำลังคิดจะควบคุมกระบี่ปีศาจของข้า?”
“ของดีเช่นนั้นย่อมต้องอยากชื่นชมสักหน่อย” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ฝันไปเถิด สิ่งนี้ข้าหลอมมันมานานนับหลายพันปี” ปีศาจหินกัดฟันพูดออกมา จะเป็นตายเช่นไรก็ไม่ยอมให้กระบี่นี้หลุดมือออกไป
ลู่เฉินจึงเพียงแค่ยิ้มออกมา “ต้องขออภัย ข้าต้องการมัน”
ลู่เฉินเพิ่มพลังเข้าไป ทำให้กระบี่เล่มนั้นค่อย ๆ หลุดออกมาจากมือของอีกฝ่ายและพุ่งมาหาลู่เฉินในที่สุด
แววตาของปีศาจหินฉายความเย็นชา เขาคลายมือออก และเพียงไม่นานก็รวมร่างของตนเข้าไปภายในกระบี่นั้น
“ต้องการหรือ? งั้นก็ไปตายซะ!” ปีศาจหินที่อยู่ภายในกระบี่ตะโกนออกมา
เห็นเพียงกระบี่เล่มนั้นเฉือนไปยังลู่เฉิน
ลู่เฉินจึงเผยยิ้มประหลาด กระบี่เล่มนี้ถูกควบคุมอยู่กลางอากาศ ทำให้เงากระบี่นั้นไม่สามารถออกมาได้
นอกจากนี้ ปีศาจหินก็ยังไม่สามารถออกมาจากภายในนั้นได้ นั่นจึงทำให้ปีศาจหินตกใจจนก่นด่าออกมา “เจ้าทำสิ่งใดกับกระบี่เล่มนี้?”
“เดิมทีข้าเพียงแค่ต้องการควบคุมกระบี่เล่มนี้ของเจ้า แต่เจ้ากลับสนใจมันเช่นนี้ จนวิ่งเข้ามาภายในกระบี่เล่มนี้ด้วยตนเอง” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด
เมื่อได้ยินดังนั้น ปีศาจหินจึงกังวลใจขึ้นมา “เช่นนั้น เหตุใดข้าจึงไม่สามารถออกไปได้?”
“กระบี่เล่มนี้ได้ถูกข้าควบคุมไว้แล้ว เจ้าคิดว่าจะออกมาได้อย่างนั้นหรือ?”
“แต่มันคือสิ่งที่ข้าหลอมขึ้นมา”
“ไม่ว่าผู้ใดจะหลอมขึ้นมาก็ไร้ผล” ลู่เฉินตอบกลับพลางยิ้มด้วยความมั่นใจ มือข้างหนึ่งจับกระบี่ไว้ จากนั้นจึงสลักยันต์ผนึกศาสตราวุธลงไป ทำให้กระบี่เล่มนี้สูญเสียความเงา และสูญเสียการเคลื่อนไหวไปในที่สุด กลายเป็นเพียง ‘ภาชนะ’ ธรรมดาเท่านั้น
ปีศาจหินที่อยู่ภายในกระบี่ตื่นตระหนกขึ้นมา “เจ้า แท้จริงแล้วเจ้าคือผู้ใด?”
“คำถามนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า!”
“เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“พูดเรื่องไข่มุกวิญญาณทมิฬ”
“ไข่มุกวิญญาณทมิฬทำไมกัน?”
“พลังปราณภายในนั้น เหตุใดเจ้าจึงสามารถซึมซับมันได้ ดูเหมือนว่าเจ้าเป็นเพียงปีศาจ และภายนั้นเป็นพลังปราณที่พิเศษชนิดหนึ่ง”
ปีศาจหินยังคงพูดด้วยความดื้อดึง “เหตุใดข้าจึงต้องบอกเจ้า?”
“เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะจับเจ้าไม่ได้หรอกนะ?”
ปีศาจหินตะโกนกลับมา “ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถควบคุมกระบี่นี้ได้ แต่เจ้าทำร้ายข้าไม่ได้! และควบคุมข้าไม่ได้!”
“โอ้ ดูเหมือนว่าข้าต้องทรมานเจ้าสักหน่อยสินะ”
“ถ้ากล้าก็จงเข้ามา ข้าจะทำให้เจ้าตายให้ได้!” ปีศาจหินตอบกลับด้วยความกล้าหาญ
ลู่เฉินไม่ตอบอันใด แต่กลับใช้มือและเท้าขยับบนกระบี่เล่มนี้
ปีศาจหินที่ซ่อนตัวอยู่ภายในกระบี่รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก “เจ้าทำสิ่งใด?”
“เจ้าเคยได้ยินค่ายกลศาตราวุธหรือไม่?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ค่ายกลศาตราวุธ? คือสิ่งใดกัน?”
“ค่ายกลศาสตราวุธมีสองอย่าง หนึ่งคือใช้สมบัติวิญญาณมาเป็นส่วนประกอบของค่ายกล และอีกอย่างหนึ่งคือใช้ค่ายกลเป็นส่วนหนึ่งในสมบัติวิญญาณ”
“หมายความเช่นไร?” ปีศาจหินยังคงไม่เข้าใจนัก
“ความหมายนั้นง่ายนัก ข้าสร้างค่ายกลบนกระบี่เล่มนี้ของเจ้า ส่วนเจ้าทำได้เพียงอยู่ในค่ายกลนี้ และค่อย ๆ รับการทรมานจากข้า!”
ปีศาจหินไม่เชื่อ และยังพูดจายั่วยุขึ้นมา “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถสร้างค่ายกลที่สามารถทรมานข้าขึ้นมาได้!”
“โอ้? มั่นใจถึงเพียงนั้น?”
“ป่าอาทิตย์อัสดงนี้มีค่ายกลแข็งแกร่งมากมาย ข้าก็ทำลายมาแล้ว เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ปีศาจหินพูดด้วยน้ำเสียงดูหมิ่น