ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 393 หลวงจีนถูกจับเป็นตัวประกัน
บทที่ 393 หลวงจีนถูกจับเป็นตัวประกัน
ขณะนั้นเอง เด็กชายอายุราว ๆ เจ็ดถึงแปดขวบพลันกลายเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า และมวลพลังบนร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
นอกจากนี้ อักขระยันต์ที่ลู่เฉินสลักไว้บนร่างกายของหานเสี่ยวเฟยนั้น เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็จะทำให้อักขระยันต์ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ ส่งผลให้พลังของอักขระยันต์ค่อย ๆ อ่อนแอลง
แต่แมลงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยนั้นไม่กล้าเผชิญหน้าตัวต่อตัวกับลู่เฉิน จึงทำได้เพียงไปหาฟาเทียนที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงจับเขาไว้และพูดขู่ลู่เฉินว่า “ถ้าหากต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ จงมายังภูเขารากวิญญาณแมลง!”
เพียงไม่นาน หานเสี่ยวเฟยที่กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวก็นำตัวฟาเทียนออกไปทันที ก่อนจะกลายเป็นเงาเลือดและหายตัวไป
ซูฮวาอวิ๋นตกตะลึงขึ้นมา ลู่เฉินจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชากับกุ่ยเจี๋ยที่อยู่ในมุมมืดว่า “เข้าไปในร่างของคนผู้นั้น!”
สิ้นคำนั้น ก็พลางชี้นิ้วไปยังสวีเตาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
สวีเตาที่ได้รับบาดเจ็บอยู่นั้นไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะตอบโต้ ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะเอาวิญญาณหนีออกไปจากร่างนี้ แต่กุ่ยเจี๋ยกลับพุ่งเข้ามาภายในร่างกายเขาและพันรัดวิญญาณของเขาไว้ ไม่ให้เขาหนีออกไปได้
ชายหนุ่มรีบเข้าไปทันที ก่อนจะนำมือวางลงบนหัวไหล่ของอีกฝ่าย
สวีเตาพูดด้วยความกังวลใจขึ้นมา “เจ้า เจ้าทำสิ่งใดกัน?”
ลู่เฉินไม่ตอบ แต่กลับแทรกจิตเข้าไป และชี้นำให้กุ่ยเจี๋ยโจมตีวิญญาณของสวีเตา จนในที่สุดสวีเตาจึงได้แต่หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ของจิตในสภาพที่ร่างกายสั่นเทา “ข้าไม่หนีแล้ว!”
“แม้เจ้าคิดจะหนีก็หนีไม่พ้น!” จิตวิญญาณของลู่เฉินกลายเป็นเงาร่างคน สายตาจับจ้องไปที่สวีเตา
สวีเตาพูดด้วยความตื่นกลัว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้านั้นง่ายมาก นั่นก็คือพื้นที่จิตของเจ้าได้ถูกข้าปิดผนึกเสียแล้ว ดังนั้นตอนนี้หากเจ้าคิดจะหนีก็ต้องขึ้นอยู่กับข้า!” ลู่เฉินจ้องไปยังสวีเตา
เริ่มแรกนั้นสวีเตายังคงไม่เชื่อจึงลองพุ่งตัวออกไป แต่ภายในพื้นที่จิตนั้นหากเข้าไปแล้วกลับไม่สามารถออกมาได้
จึงทำให้สวีเตาเบิกตากว้างขึ้นมา “เจ้าเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง เหตุใดจึงสามารถปิดผนึกพื้นที่จิตของยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนได้”
“แม้กายเนื้อข้าจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่วิญญาณของข้านั้นแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้าทุกคนมากนัก” ลู่เฉินจ้องมองไปยังสวีเตาพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สวีเตาหวาดกลัวขึ้นมา “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!?”
“ข้าต้องการรู้สถานการณ์ทั้งหมดของภูเขารากวิญญาณแมลง” ลู่เฉินจ้องไปยังสวีเตาพลางเอ่ยถามขึ้นมา
สวีเตาตอบด้วยอาการตื่นกลัว “ภูเขารากวิญญาณแมลง มีแมลงที่น่าหวาดกลัวมากมาย และพวกเราไม่สามารถกำราบแมลงเหล่านั้นได้”
“เช่นนั้นพวกมันไม่หนีออกมาหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
“ที่นั่นมีค่ายกลแปลกประหลาดอยู่ และค่ายกลนี้ทำให้แมลงเหล่านั้นไม่สามารถหนีออกมาได้”
เมื่อได้ยินเรื่องดังกล่าว ชายหนุ่มก็สาวเท้าเข้าไปใกล้สวีเตา ขณะที่สวีเตาก็ค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละก้าว “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“ข้าจะเพิ่มตราประทับวิญญาณให้เจ้า!”
“ตราประทับวิญญาณ? คือสิ่งใดกัน?” สวีเตาหวาดกลัวขึ้นมา
“มันคล้ายกับตราประทับที่ควบคุมวิญญาณของผู้อื่น” ลู่เฉินพูดจบก็กระโดดเข้าไปทันที
สวีเตาคิดจะขัดขืน แต่กุ่ยเจี๋ยจับเขาไว้ ทำให้สวีเตาร้อนใจจนหันไปโจมตีกุ่ยเจี๋ยแทน แต่กลับพบว่าการโจมตีกุ่ยเจี๋ยนั้นไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อกุ่ยเจี๋ยมากนัก จึงทำให้สวีเตาตกตะลึงขึ้นมา
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “คิดจะจัดการเขา? เช่นนั้นวิญญาณของเจ้าต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หรือมีเคล็ดวิชาภูตที่เก่งกาจมาก มิเช่นนั้นอย่าเสียเวลาและพลังไปโดยเปล่าประโยชน์”
“ว่าอย่างไรนะ?” เมื่อสวีเตาได้ยินเช่นนั้น สีหน้าจึงเริ่มซีดขึ้นมา
ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใดต่อ แต่กลับลงมือ ‘วาด’ ตราประทับบนร่างของสวีเตา
จนกระทั่งเก็บมือกลับเข้ามา เขาก็มองไปยังสวีเตา “เสร็จแล้ว ตอนนี้นำทางไปได้”
“นำทาง?”
“ไปยังภูเขารากวิญญาณแมลง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีเตาจึงหวาดกลัวขึ้นมา “สถานที่นั้นไม่สามารถไปได้จริง ๆ นะ!”
“ให้เจ้านำทาง!” ลู่เฉินกล่าว
สวีเตาจำต้องพยักหน้าตอบรับไป
ลู่เฉินเพิ่งจะออกมาจากพื้นที่จิตของเขา แต่กุ่ยเจี๋ยยังคงอยู่ภายในร่างของสวีเตาต่อไป ส่วนคนของสำนักแมลงวิญญาณต่างก็พากันแปลกใจว่าเมื่อครู่นี้เกิดเรื่องใดขึ้น
จากนั้นเขาก็ทำการรักษาให้สวีเตา และให้อีกฝ่ายนำทางอยู่ด้านหน้า
เมื่อสวีเตาเห็นว่าบาดแผลของตนดีขึ้น จึงจำต้องนำทางอยู่ด้านหน้าด้วยความลำบากใจ
คนของสำนักแมลงวิญญาณกลับรู้สึกงุนงง โดยเฉพาะผู้อาวุโสภายในตำหนัก ผู้อาวุโสบางคนถึงกับเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงสามารถรักษาให้แก่ผู้อาวุโสได้?”
“แท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
“หรือเขาคิดจะไว้ชีวิตผู้อาวุโส?”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น เจ้าสำนักจึงพูดกับรูปปั้นมด “เขาถูกควบคุมเสียแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ?” คนเหล่านี้ต่างเบิกตากว้างอย่างรู้สึกคาดไม่ถึง
เจ้าสำนักจึงพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นมาว่า “เอาล่ะ พวกเจ้าอยู่ที่นี่เสียก่อน อย่าออกไปที่ใดเด็ดขาด!”
เมื่อพูดจบ รูปปั้นมดนั้นก็บินออกไปจากภาพพรางตาสีดำและหายตัวไป
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กำลังเดินทางไปยังภูเขารากวิญญาณแมลง ซูฮวาอวิ๋นก็พูดขึ้นมาด้วยความกังวลใจ “ผู้อาวุโสคนนี้ จะหลอกพวกเราหรือไม่?”
“วางใจเถิด เขาถูกจับแล้ว”
ซูฮวาอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้วมุ่น “เช่นนั้น เจ้าคิดจะไปทำสิ่งใดที่ภูเขารากวิญญาณแมลง?”
“หลวงจีนถูกของสิ่งนั้นพาตัวไป ข้าต้องไปช่วยเขากลับมา” ลู่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เช่นนั้น ให้ข้าเรียกคนของเมืองฮวาเทียนมาช่วยไม่ดีหรือ?” ซูฮวาแนะนำ
ชายหนุ่มส่ายหัว “ไม่จำเป็น!”
ซูฮวาอวิ๋นไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดต่อไป จึงทำได้เพียงติดตามไปอย่างเงียบ ๆ
ในขณะที่ผู้เฒ่ามู่ที่อยู่ในมุมหนึ่งรู้สึกสงสัยขึ้นมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ แท้จริงแล้วมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน เหตุใดจึงน่ากลัวเพียงนี้!”
ผู้เฒ่ามู่จึงได้แอบติดตามต่อไปอย่างเงียบ ๆ
….
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและคนที่เหลือก็มาถึงนอกค่ายกลที่มีควันสีดำพวยพุ่งออกมา
เห็นเพียงด้านนอกของค่ายกลนี้มีชั้นแสงสีดำจาง ๆ และภายในค่ายกลนั้นสามารถมองเห็นผืนป่าสีดำได้ ขณะเดียวกันยังมองเห็นกองกระดูกกองหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางผืนป่านี้
แต่กระดูกเหล่านี้ไม่ใช่ของมนุษย์ ทว่าเป็นของแมลงชนิดต่าง ๆ
หากมองในครั้งแรก โครงกระดูกของแมลงเหล่านี้มีขนาดใหญ่ บางโครงนี้ยังใหญ่กว่าคนหลายเท่านัก
เมื่อซูฮวาอวิ๋นเห็นเช่นนั้นจึงพลันตกตะลึงขึ้นมา สวีเตามองไปยังลู่เฉินด้วยความหวาดกลัว “นี่นี่แหละ เจ้าลองดู!”
“ด้านในนี้ก็คือภูเขารากวิญญาณแมลงหรือ?” ลู่เฉินมองเข้าไปก็พบว่าที่มืดตรงนั้น แท้จริงแล้วแอบซ่อนวิญญาณแมลงไว้ไม่น้อย ทั้งยังสามารถพรางกายได้
สวีเตาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมองเห็นได้ ดังนั้นเขาจึงขานรับ “ใช่ และแมลงวิญญาณเหล่านั้นน่ากลัวมาก”
“ไม่มีอันใดน่ากลัว” พูดจบเขาก็ให้สวีเตานำทางเข้าไป
สวีเตาพูดออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก “หากเข้าไปย่อมถูกแมลงวิญญาณเหล่านั้นโจมตีจนตายตก”
“วางใจเถิด กุ่ยเจี๋ยของข้าอยู่ในร่างของเจ้า ถ้าหากมีแมลงวิญญาณใดโจมตีเจ้า แมลงวิญญาณเหล่านั้นก็จะถูกกุ่ยเจี๋ยทำลายทันที”
สวีเตาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ภูตผีประหลาดนั่นของเจ้าจะเก่งกาจเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“เขาคือราชันย์ภูตสงครามระดับสิบแล้ว ย่อมเก่งเป็นธรรมดา” ลู่เฉินตอบกลับ
ราชันย์ภูตสงครามระดับสิบ?
สวีเตาและซูฮวาอวิ๋นไม่รู้ว่าสิ่งที่ลู่เฉินพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร
และสิ่งนี้มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่เข้าใจ เพราะพลังของราชันย์ภูตสงครามนั้น สามารถซ้อนทับกันหลายชั้นได้ ทุกครั้งที่ซึมซับภูตเข้าไปก็จะแข็งแกร่งขึ้น และขั้นที่สิบก็คือการที่ซ้อนทับไปทั้งสิบชั้น
แต่ในสายตาของลู่เฉิน ทั้งสิบชั้นนี้ยังนับว่าต่ำมากนัก
เมื่อตอนอยู่แดนเซียนสามสิบหกชั้นนั้น ลู่เฉินเคยสร้างราชันย์ภูตสงครามถึงหนึ่งหมื่นชั้นขึ้นไป ซึ่งสามารถโจมตีเซียนที่แข็งแกร่งได้โดยตรง
เพียงแต่ต่อมานั้น ราชันย์ภูตสงครามได้เข้าไปช่วยเขาในแดนต้องห้ามจึงทำให้หายตัวไป
ทว่าทั้งหมดนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ดังนั้นสวีเตาจึงยังคงพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว “เช่นนั้น ภูตผีประหลาดนี้ สามารถช่วยข้าได้จริงหรือไม่?”