ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 394 ป้อมรากวิญญาณแมลง สถานที่ที่ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 394 ป้อมรากวิญญาณแมลง สถานที่ที่ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้!
บทที่ 394 ป้อมรากวิญญาณแมลง สถานที่ที่ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้!
“พูดเรื่องไร้สาระให้น้อยลง แล้วรีบนำทางไปเถิด!” ลู่เฉินพูดเพียงสั้น ๆ ก็ทำให้สวีเตาต้องก้มหน้าก้มตานำทางต่อไป
ซูฮวาอวิ๋นกระวนกระวายใจขึ้นมา แต่เมื่อมองลู่เฉินและอีกคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้านั้น เขาจึงทำได้เพียงเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
เพียงไม่นานก็มาถึงด้านข้างของกองกระดูกเหล่านี้ และรอบ ๆ นี้ก็เริ่มเกิดเสียงบางอย่างขึ้นมา
ลมหายใจถัดมา ฝูงผึ้งตัวเล็กที่ปีกมีแสงสว่างสีดำจึงบินออกมา และผึ้งเหล่านี้เริ่มแรกเป็นเพียงภาพเสมือน จนสุดท้ายก็กลายเป็นร่างกายขึ้นมา
‘ผึ้งวิญญาณ’ สวีเตาคิดไม่ถึงว่าเมื่อเข้ามายังที่แห่งนี้จะพบแมลงที่น่ากลัวเพียงนี้ได้
ซูฮวาอวิ๋นราวกับเสียสติไปแล้ว “ว่ากันว่ามันสามารถกลายเป็นเงาภูตผี และยังกลายเป็นผึ้งพิษที่มีกายเนื้อได้ ยิ่งไปกว่านั้น เหล็กพิษในร่างกายของพวกเขานั้นรุนแรงมาก สามารถแทงทะลุเคล็ดวิชาป้องกันของผู้อื่น และเข้าสู่ร่างกายได้ภายในทันที”
สวีเตาหวาดกลัวขึ้นมา “เราไปกันเถิด”
เมื่อพูดจบ สวีเตาพลันรีบวิ่งไปด้านหลังลู่เฉินทันที และซูฮวาอวิ๋นก็หวาดกลัวขึ้นมาเช่นกัน
แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาว่า “มาพอดี!”
มา?
ทั้งสองไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่รู้ว่าตนสามารถกลืนกินพลังของแมลงเหล่านี้ได้ เพื่อให้ตนสามารถซึมซับเม็ดยาสีขาว ‘เม็ดยาแมลง’ ซึ่งเป็นเม็ดยาที่สี่ได้
ดังนั้นลู่เฉินจึงเดินออกไปจากสายตาของชายทั้งสองที่จ้องมองอยู่
เมื่อแมลงเหล่านี้เห็นลู่เฉิน ขณะที่กำลังจะโจมตีเขานั้น บนร่างของชายหนุ่มกลับแผ่กลิ่นอาย ‘ราชันย์แมลง’ ทำให้แมลงเหล่านี้หวาดกลัวขึ้นมาทันที พวกมันคิดจะหนี แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “มาเถิด ไม่ต้องไปที่ใดแล้ว!”
เห็นเพียงเขาดึงกระบี่สยบเก้าทิศออกมา ถือโอกาสขณะที่แมลงเหล่านี้กำลังหวาดกลัวฟาดปราณกระบี่ออกไป
ปราณกระบี่เหล่านั้นโจมตีไปยังแมลงเหล่านี้ ทำให้พวกเขาตกลงสู่พื้นทันที
สวีเตาสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น “แมลงเหล่านี้ เหตุใดจึงไม่โจมตีเขา?”
“ไม่ใช่ไม่โจมตีเขา แต่ดูเหมือนว่าแมลงเหล่านี้จะกลัวเขาด้วย” ซูฮวาอวิ๋นดูเหมือนว่าจะสังเกตบางอย่างได้จึงรู้สึกสงสัยขึ้นมา
เมื่อสวีเตาได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “น่ากลัวเกินไปแล้ว”
ทว่าต่อมา ทั้งสองก็พลันตกตะลึงมากกว่าเดิม เพราะลู่เฉินจับแมลงสองสามตัวด้วยมือเพียงข้างเดียว แมลงเหล่านี้ดิ้นรนต่อสู้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กลายเป็นแห้งกรอบขึ้นมา จนในที่สุดกลายเป็นแมลงที่ถูกดูดพลังจนแห้งและร่วงลงสู่พื้นดินไป
“เกิดอันใดขึ้น?” สวีเตาตกตะลึงจนหน้าถอดสี แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใด กลับดูดซึมซับพลังจากแมลงเหล่านี้ต่อไป
เห็นเพียงพลังของแมลงเหล่านี้ ค่อย ๆ เข้าสู่เม็ดยาสีขาวเม็ดที่สี่ เติมเข้าไปทีละน้อย แต่เพราะเม็ดยาสีขาวเม็ดที่สาม ‘เม็ดยาปีศาจ’ ยังเติมเต็มไม่มากพอ ดังนั้นถึงแม้จะดูดซึมซับพลังแมลงไป เม็ดยาสีขาวเม็ดที่สี่นี้ก็ดูจะยังไม่สว่างมากนัก
แต่ลู่เฉินยังคงไม่หยุด เขายังคงดูดซึมซับพลังแมลงนี้ต่อไป ทำให้เม็ดยาที่สี่ค่อย ๆ ‘สว่าง’ ขึ้นมา
หลังจากใช้เวลาทำติดต่อกันประมาณหนึ่งถ้วยชา แมลงเหล่านี้จึงแห้งกรอบ จากนั้นลู่เฉินจึงมองไปยังทั้งสองที่ยืนเบิกตากว้างอ้าปากค้างอยู่แล้วเอ่ยว่า “ไปเถิด!”
ลู่เฉินพูดจบจึงเดินหน้าต่อไป
ผู้เฒ่ามู่ที่อยู่ในมุมมืดนั้นได้แต่ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น “เขาทำให้พลังของแมลงแห้งหายไปจนหมด?”
ไม่เพียงแต่ผู้เฒ่ามู่เท่านั้น เพราะเงาสีดำที่สว่างวาบขึ้นมาก็ยังรู้สึกแปลกใจเช่นกัน
…
ทว่าตอนนั้นเอง ท่ามกลางกองกระดูกแมลงในผืนป่าแห่งนี้ ที่นี่ยังมีป้อมปราการที่ถูกสร้างจากกองกระดูกนี้ และภายในป้อมปราการนี้เอง หานเสี่ยวเฟยกำลังรู้สึกตัวเกร็งขึ้นมา ร่างกายของเขาแอบหดเล็กลงเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน แมลงปอสีแดงเลือดตัวหนึ่งบินออกมาจากร่างของหานเสี่ยวเฟย และกลายเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ชายผู้นี้มีท่าทางดุดัน และยังพูดด้วยน้ำเสียงดุร้าย “ไร้ประโยชน์!”
“เจ้า เจ้าทำสิ่งใดกับข้า!” หานเสี่ยวเฟยรู้สึกคันไปทั่วร่างกาย
“นี่คือผลระยะยาวหลังจากที่ข้าหลอมรวมร่างกายกับเจ้า” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ว่าอย่างไรนะ?” หานเสี่ยวเฟยร้อนใจขึ้นมา และเมื่อชายผู้นั้นตะโกนขึ้นมา ก็หันมองไปยังฟาเทียนที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาโกรธแค้น
ฟาเทียนกัดฟันพูดออกมาว่า “ผู้อาวุโสจะต้องมาช่วยข้าแน่!”
“เจ้าหนุ่ม ช่างปากแข็งดีนัก!” เมื่อชายผู้นั้นพูดจบ ก็เข้าไปยังร่างกายของฟาเทียนทันที
ฟาเทียนนั่งลงพร้อมหลับตาลงทันที จากนั้นวิญญาณที่อยู่ภายในพื้นที่จิตนั้นก็จ้องมองไปยังชายหนุ่มที่กลายเป็นแมลงปออีกครั้ง “ข้าไม่กลัวเจ้า!”
“หลวงจีน เพียงแค่ให้ข้าหลอมรวมกับเจ้า ข้าสามารถมอบพลังที่เจ้าต้องการให้ได้” ชายหนุ่มพูดหว่านล้อม
ฟาเทียนจึงตะโกนขึ้นมาว่า “ข้าจะไม่หลอมรวมกับเจ้า และจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของเจ้าแน่!”
“โอ้? ช่างดื้อดึงอันใดเพียงนี้?”
“แน่นอน!” ฟาเทียนกล่าว
“ได้ เมื่อเทียบกับตุ๊กตานั่นแล้วยังมีไอวิญญาณอยู่มากนัก แต่เมื่อเจ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถขัดขวางข้าได้” เมื่อชายผู้นี้พูดจบ เงาเลือดก็สว่างขึ้นมา จากนั้นก็พุ่งไปยังวิญญาณของฟาเทียน คิดอยากจะหลอมรวมกับฟาเทียนเป็นร่างเดียวกัน
ฟาเทียนคำนวณเวลาได้ถูกต้อง จึงเปิดใช้เงาพระพุทธเจ้าพิทักษ์
เมื่อแมลงปอเลือดอมตะชนเข้ากับฟาเทียนก็ร้องขึ้นมาดังลั่น จากนั้นจึงรีบถอยกลับออกไปทันที ก่อนจะจ้องมองไปยังเงาพระพุทธเจ้า พลางพูดออกมาด้วยความโมโห “นี่มันอันใดกัน!”
“ผู้อาวุโสบอกว่าเป็นการยับยั้งภูตผี ส่วนเจ้า ตอนนี้ก็เป็นแมลงวิญญาณ!” ฟาเทียนมองไปยังแมลงอมตะที่ได้รับบาดเจ็บพลางพูดขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แมลงปอเลือดอมตะจึงพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “เช่นนั้น ข้าก็จะโยนกายเนื้อของเจ้าเข้าไปกลางฝูงแมลง ปล่อยให้พวกมันกัดกินกายเนื้อของเจ้าซะ!”
ฟาเทียนมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที แมลงปอเลือดจึงถอยออกมาจากพื้นที่จิตของฟาเทียน และมองไปยังหานเสี่ยวเฟยที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างลำบากใจ “ไร้ประโยชน์!”
แต่ในขณะนั้นเอง แมลงปอเลือดก็จำเป็นต้องเข้าไปในร่างของหานเสี่ยวเฟยอีกครั้ง จากนั้นก็ควบคุมกายเนื้อของหานเสี่ยวเฟย จับฟาเทียนไว้ และบินไปตามทางเดิน
ฟาเทียนคิดจะโจมตีหานเสี่ยวเฟย แต่แมลงในร่างหานเสี่ยวเฟยกลับตะโกนขึ้นมา “อย่าขัดขืนนักเลย เมื่อเจ้าอยู่ที่นี่จะไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้!”
ฟาเทียนไม่เชื่อ แต่เมื่อเขาพยายามที่จะแสดงเคล็ดวิชาออกมา จึงพบว่าไม่สามารถใช้มันได้จริง ๆ
“นี่…เกิดอันใดขึ้น?” ฟาเทียนร้อนใจขึ้นมา
“สถานที่แห่งนี้ล้วนเป็นปราณแมลง และปราณนี้สามารถควบคุมเคล็ดวิชาของมนุษย์อย่างพวกเจ้าได้” แมลงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยเผยรอยยิ้มประหลาด
ฟาเทียนมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ในตอนนั้นเอง ผึ้งสีดำสองสามตัวก็บินมาจากด้านนอก และเกาะอยู่บนร่างของหานเสี่ยวเฟย จากนั้นก็พูดอันใดบางอย่างออกมา
แมลงภายในร่างของหานเสี่ยวเฟยพูดขึ้นมาด้วยความตกใจว่า “ว่าอย่างไรนะ? เขาไม่กลัวพวกเจ้า?”
ผึ้งเหล่านั้นส่งเสียงอันใดบางอย่าง หานเสี่ยวเฟยจึงมองไปยังฟาเทียน ก่อนจะพาเขาไปไว้ยังห้องหนึ่ง จากนั้นหานเสี่ยวเฟยก็เดินออกไป
ฟาเทียนมองไปรอบ ๆ ก็พบว่ารอบข้างมืดสลัว เมื่อเห็นว่าตนไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้แม้แต่น้อยจึงเริ่มกังวลใจขึ้นมา ทว่าก็ทำได้เพียงเคาะบานประตูหินนั่น “เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
อย่างไรก็ตาม รอบด้านล้วนมีแต่ความว่างเปล่า…
…
ฝ่ายลู่เฉินได้กลืนกินพลังของแมลงไปจำนวนไม่น้อย จากนั้นเขาก็มาถึงป้อมปราการที่ใช้กระดูกของแมลงสร้างขึ้นมา
เมื่อเห็นป้อมปราการนี้ สวีเตาจึงแนะนำขึ้นมาว่า “ป้อมปราการนี้ เรียกว่าป้อมรากวิญญาณแมลง”
“เมื่อครู่นี้ข้าผ่านแมลงบางส่วนมา จึงได้รู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นจับหลวงจีนเข้าไปภายในนี้” ลู่เฉินมองไปยังป้อมรากวิญญาณแมลง
แต่สวีเตากลับเอ่ยเตือนขึ้นมาว่า “ไม่ใช่ว่าข้าขู่เจ้านะ แต่ภายในนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแปลกประหลาด และกลิ่นอายเหล่านี้ ก็สามารถทำให้พวกเราไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้”
“ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้?” ลู่เฉินมองไปยังสวีเตาและเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้!” สวีเตาคิดว่ากล่าวเช่นนี้แล้วอาจจะทำให้ลู่เฉินหวาดกลัวได้ และทำให้ไม่กล้าเข้าไปภายในป้อมปราการนี้
แต่ลู่เฉินกลับหลับตาลง พร้อมเปิดใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เมื่อสัมผัสเข้าไปแล้วจึงลืมตาขึ้นทันที ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “น่าสนใจนัก!”
“น่าสนใจ?” สวีเตาไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
ซูฮวาอวิ๋นรู้สึกว่าลู่เฉินนั้นดู ‘ชั่วร้าย’ แต่ลู่เฉินไม่คิดอันใดมากนัก และยังเดินเข้าไปในป้อมปราการนี้ทันที
สวีเตาเห็นเช่นนั้นก็กังวลใจขึ้นมา “เจ้ายังจะเข้าไปจริง ๆ หรือ?”