ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 395 ในที่สุดก็เกิดสิ่งนี้ขึ้น!
บทที่ 395 ในที่สุดก็เกิดสิ่งนี้ขึ้น!
ครั้นซูฮวาอวิ๋นมองลู่เฉินเดินเข้าไป เขาจึงรีบตามไปทันที
เมื่อเห็นซูฮวาอวิ๋นเดินตามไป สวีเตาก็รีบตามไปเช่นกัน
ซูฮวาอวิ๋นและสวีเตาเข้าไปภายในตำหนักก็มองไปรอบ ๆ บริเวณอันมืดสลัว พลันเห็นได้ว่ารอบข้างมีกระดูกแมลงจำนวนมาก
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเข้ามาแล้ว ทั้งสองรู้สึกได้ว่าไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาออกมาได้ทันที ราวกับว่ามีบางอย่างคอยปิดกั้นการเคลื่อนไหวพลังปราณของตน
ซูฮวาอวิ๋นจึงตกตะลึงขึ้นมา “ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้จริง ๆ”
สวีเตาหวาดกลัวจนตัวสั่น “เช่นนั้น พวกเราออกไปกันเถิด!”
ลู่เฉินไม่พูดอันใด กลับมองไปยังทางเดินที่มืดสลัวพลางพูดขึ้นมาว่า “ออกมาเถิด!”
“มีคน?” ซูฮวาอวิ๋นแปลกใจ
สวีเตาเองก็อยากรู้เช่นกัน
ในตอนนั้นเอง ‘หานเสี่ยวเฟย’ ก็ปรากฏตัวออกมา เขาตัวหดเล็กลงไป ขณะเดียวกันแมลงปอเลือดที่อยู่ภายในร่างกายเขาก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “เป็นอย่างไร กลัวแล้วหรือไม่?”
ซูฮวาอวิ๋นและสวีเตาหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะที่นี่ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาได้ จึงเท่ากับว่าเป็นการรอให้ผู้อื่นมาทำร้ายเท่านั้น
แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาเพียงสั้น ๆ “เจ้าคิดว่าเช่นนี้ข้าจะไม่สามารถจับเจ้าได้อย่างนั้นหรือ?”
แมลงปอเลือดเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมาว่า “จับข้า? เจ้าจะเอาสิ่งใดมาจับกัน?”
ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับกุ่ยเจี๋ยที่อยู่ภายในร่างของสวีเตา “ไปเถิด ไปยังร่างกายของเขา!”
แมลงปอเลือดไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร แต่เพียงไม่นาน จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีเงาบางอย่างพุ่งมายังตนเอง ทำให้ร่างของหานเสี่ยวเฟยเบิกตากว้างขึ้นมา “ให้ตายเถอะ ที่แท้ก็เลี้ยงภูตผี!”
เห็นเพียงหานเสี่ยวเฟยหมุนตัวหนี แต่ก็สายไปเสียแล้ว กุ่ยเจี๋ยได้เข้าไปยังภายในร่างกายของหานเสี่ยวเฟยเสียแล้ว และวิญญาณของแมลงปอเลือดที่อยู่ภายในพื้นที่จิตวิญญาณของหานเสี่ยวเฟยก็เริ่มต่อสู้กับกุ่ยเจี๋ย
ลู่เฉินถือโอกาสนี้เดินมาตรงหน้าร่างของหานเสี่ยวเฟย และวาดอักขระยันต์บางอย่างลงไปบนร่างของอีกฝ่ายทันที
สวีเตาที่มองดูอยู่อีกด้านหนึ่งรู้สึกตกตะลึงขึ้นมา “เขา เหตุใดจึงใช้พลังปราณได้?”
ซูฮวาอวิ๋นที่เห็นการเคลื่อนไหวของพลังปราณบนมือลู่เฉินก็รู้สึกสับสนขึ้นมา “ไม่เข้าใจจริง ๆ”
ขณะนั้นเองที่สวีเตารู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นน่ากลัวเกินไป
แมลงปอเลือดไม่พอใจ และยังคงส่งเสียงประหลาดออกมา จากนั้นรอบด้านจึงมีแมลงบินออกมามากมาย
เมื่อเห็นฝูงแมลงสีดำเหล่านี้ ซูฮวาอวิ๋นและสวีเตาจึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
แมลงปอเลือดในร่างของหานเสี่ยวเฟยตะโกนขึ้นมาว่า “เจ้าหนุ่ม หากเจ้าไม่อยากถูกแมลงเหล่านี้ฆ่าตายละก็ จงรีบถอนภูตผีประหลาดนี้ออกไปเสีย!”
“แล้วหากข้าไม่ถอนเล่า?” สิ้นคำนั้น เขาก็วาดเส้นสุดท้าย เพียงไม่นาน ร่างกายของหานเสี่ยวเฟยก็มีอักขระยันต์ผนึกแมลงเพิ่มขึ้นมา ทำให้หานเสี่ยวเฟยไม่สามารถใช้พลังออกมาได้
แมลงปอเลือดก่นด่าออกมา “อยากตายใช่หรือไม่? ได้ ข้าจัดให้!”
เพียงไม่นาน แมลงเหล่านั้นก็พุ่งเข้าไปล้อมลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง ทำให้รอบกายชายหนุ่มเต็มไปด้วยแมลง
ซูฮวาอวิ๋นกังวลใจขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี ส่วนสวีเตาก็ถอยหลังออกไปทีละก้าว คิดจะหนีออกไปจากที่นี่
แมลงปอเลือดในร่างของหานเสี่ยวเฟยหัวเราะออกมาดังลั่น “ตาย!”
“จริงหรือ?” ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา จากนั้นฝูงแมลงก็ร่วงลงไป
แมลงอมตะร้อนใจขึ้นมา “เจ้าทำอันใดกับแมลงพวกนี้?”
“ไม่ได้ทำอันใด เพียงแค่ดูดพลังของพวกมันเท่านั้น!” ลู่เฉินมองหานเสี่ยวเฟยด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงใช้มือหนึ่งจับแมลงไว้ ไม่นานนักแมลงเหล่านั้นก็ถูกเขาทำให้แห้งกรอบลงทันที
แมลงที่เหลือคิดจะหนีไป แต่ลู่เฉินไม่ปล่อยให้พวกมันหนีไปได้ง่าย ๆ
เห็นเพียงชายหนุ่มให้กุ่ยเจี๋ยออกมา จากนั้นเขาก็นำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมาบรรเลงเพลง ทำให้กุ่ยเจี๋ยแข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังส่งผลให้ทุกครั้งที่ฟาดฝ่ามือออกไป ฝ่ามือนั้นจะสามารถทะลุร่างกายของแมลงเหล่านั้น และโจมตีไปยังวิญญาณของพวกมันได้
ด้วยเหตุนี้ แมลงส่วนมากที่อยู่บนอากาศก็เริ่มร่วงหล่นลงพื้น จากนั้นลู่เฉินก็ค่อย ๆ กลืนกินพลังของมันทีละตัว ทำให้พวกมันกลายเป็นซากศพที่เหี่ยวเฉา
ส่วนแมลงอมตะที่อยู่ในร่างของหานเสี่ยวเฟยคิดว่าเมื่อกุ่ยเจี๋ยออกไปแล้ว ตนจะสามารถหนีไปได้ แต่อักขระยันต์ผนึกแมลงของลู่เฉินนั้นสัมฤทธิ์ผล ทำให้เขาไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้มากนัก เมื่อเขาคิดจะหมุนตัวออกไปก็ถูกกุ่ยเจี๋ยพันรัดไว้
“หลวงจีนอยู่ที่ใด?” ลู่เฉินจ้องมองไปยังหานสี่ยวเฟยพลันเอ่ยถามขึ้นมา
แมลงปอเลือดในร่างของหานเสี่ยวเฟยตะโกนกลับมา “หากไม่อยากให้เขาตายก็จงปล่อยข้า มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าไม่สามารถพบเขาได้อีก!”
“เจ้าไม่คิดว่าข้าอาจจะไม่สนใจเจ้าก็ได้งั้นหรือ?”
แมลงอมตะตอบกลับ “วิญญาณของข้าแข็งแกร่งนัก ถ้าหากเจ้าคิดจะอาศัยภูตผีประหลาดของเจ้าเพื่อสังหารข้าละก็ ย่อมเป็นไปไม่ได้!”
“ดูเหมือนว่า ข้าจะต้องเล่นสนุกกับเจ้าสักหน่อยแล้ว!” สิ้นคำนั้น เขาก็ใช้เคล็ดวิชาเถาวัลย์พันรัดร่างของหานเสี่ยวเฟยผู้นี้ไว้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อหานเสี่ยวเฟยคิดจะหนีก็ไม่สามารถหนีไปได้
ดังนั้นแมลงอมตะจึงคิดจะทิ้งร่างของหานเสี่ยวเฟย และเมื่อแมลงอมตะนี้กลายเป็นเงาหนีออกมานั้น ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ข้ารอเจ้าอยู่พอดี!”
“รอข้า?” แมลงอมตะไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ ลู่เฉินก็ใช้คำสาปภูตทันที
คำสาปภูตนี้ได้ผลดีเป็นพิเศษกับพวกภูตผีต่าง ๆ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นแมลงวิญญาณก็ตาม
ดังนั้นเมื่อแมลงอมตะวิ่งออกมาจึงถูกพันธนาการไว้ทันที แมลงอมตะจึงพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจว่า “เหตุใดเจ้ายังสามารถใช้เคล็ดวิชาภูตได้!”
“สิ่งที่ข้าสามารถทำได้ ยังมีอีกมาก!” ลู่เฉินจ้องมองไปยังแมลงอมตะพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แมลงอมตะกัดฟันกรอด “เจ้าคิดว่าเช่นนี้แล้ว จะกักขังข้าได้อย่างนั้นหรือ?”
“ว่าอย่างไร? ยังคิดจะขัดขืนหรือ?”
“ไร้สาระ!” เมื่อเอ่ยจบ แมลงอมตะจึงเริ่มเผาไหม้ตัวเอง จนกระทั่งสามารถหลุดพ้นจากคำสาปภูตได้ในที่สุด จากนั้นจึงกลายเป็นเงาเลือดพุ่งไปยังมุมหนึ่ง
กุ่ยเจี๋ยคิดจะไล่ตามออกไป
ลู่เฉินตะโกนขึ้นมา “ไม่ต้องตามแล้ว”
กุ่ยเจี๋ยจึงทำได้เพียงถอยกลับมา ส่วนซูฮวาอวิ๋นพูดด้วยสีหน้าตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าช่างเก่งยิ่งนัก!”
สวีเตาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าจึงสามารถใช้พลังปราณที่นี่ได้?”
“เนื่องจากรอบ ๆ นี้เป็นปราณแมลง และปราณแมลงเหล่านี้จะส่งผลต่อการใช้เคล็ดวิชาของทุกคน แต่ถ้าหากดูดซึมซับปราณแมลงเข้าไปก็จะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ แล้ว” ลู่เฉินพูดราวกับการซึมซับนั้นเป็นเรื่องง่าย จึงทำให้ทั้งสองตกตะลึงขึ้นมา
หานเสี่ยวเฟยที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับค่อย ๆ เน่าเปื่อยลง จนส่งเสียงร้อง ‘อ๊าก’ ออกมา และล้มลงกับพื้นในที่สุด แม้แต่วิญญาณก็ไม่มีเหลือ
“เขาเป็นอันใดไปหรือ?” เมื่อสวีเตาเห็นศิษย์ของตนเป็นเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจขึ้นมา
“เมื่อครู่ สิ่งที่แมลงวิญญาณเหล่านั้นเผาไหม้นั่นก็คือจิตวิญญาณของเขา” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สวีเตาเบิกตากว้าง “หมายความว่าเขาไม่มีวิญญาณแล้ว?”
“ก็ไม่เชิง!” ลู่เฉินเอ่ยจบก็เดินนำกุ่ยเจี๋ยไปตามทางเดิน
สวีเตารู้สึกสับสนขึ้นมา
ซูฮวาอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังไล่ตามมาทัน สวีเตามองไปยังร่างของหานเสี่ยวเฟยด้วยความหดหู่ใจ “หลับให้สบายเถิด!”
จากนั้นสวีเตาจึงรีบตามไปทันที ไม่กล้าอยู่เพียงลำพัง
…
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสามคนก็มาถึงต้นทางเดิน จึงเปิดประตูหินบานนั้นออก
แต่เมื่อทั้งสามก้าวเข้าไป ประตูหินบานนั้นจึงปิดลง จากนั้นรอบ ๆ จึงปรากฏรูขนาดเล็กมากมาย และรูขนาดเล็กเหล่านี้ก็มีแมลงบินออกมามากมาย
เห็นเพียงแมลงเหล่านี้ดูเหมือนยุง แต่หัวของมันมีขนาดเท่ากำปั้น และลำตัวเต็มไปด้วยเลือดสีแดง
สวีเตาเบิกตากว้าง “ยุงเกราะโลหิต!”
ซูฮวาอวิ๋นไม่รู้ว่าแมลงเหล่านี้คืออันใด จึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “เก่งมากหรือ?”
“สิ่งนี้มีการป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเจอคนก็จะดูดเลือดอย่างบ้าคลั่ง” เมื่อสวีเตาพูดจบ ยุงเหล่านั้นก็ล้อมรอบลู่เฉินและส่งเสียงหึ่งขึ้นมาทันที
มีเสียงของแมลงอมตะดังขึ้นมาจากมุมหนึ่ง “เจ้าหนุ่ม แมลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแมลงธรรมดาทั่วไป”
“ในสายตาของข้า ไม่ว่าแมลงใดก็เหมือนกัน”
“เจ้าช่างไม่รู้อันใดเสียจริง!” แมลงอมตะยิ้มเย็นชา
“เช่นนั้นเจ้าจงดู พวกมันจะกล้าโจมตีข้าหรือไม่?” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
แมลงอมตะตะโกนขึ้นมาว่า “แมลงเหล่านี้ไม่กลัวการโจมตีของเจ้า! และไม่กลัวภูตผีประหลาดที่เจ้าเลี้ยงไว้แน่!”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
“อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้แล้ว!” แมลงอมตะที่อยู่ในมุมมืดพูดด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย