ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 438 หุ่นเชิดมารที่ไร้เลือด และไร้การบาดเจ็บ!
บทที่ 438 หุ่นเชิดมารที่ไร้เลือด และไร้การบาดเจ็บ!
ลู่เฉินมองไปยังผู้นำคนนั้นก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา “เจ้าสำนักของพวกเจ้าถูกกักขังอยู่ที่ใด รู้ใช่หรือไม่?”
“รู้!” คนผู้นั้นพยักหน้าตอบรับ
แล้วเขาก็พูดออกมาว่า “นำทางไปเถิด”
อีกฝ่ายรีบนำทางไปทันที ทว่าฟาเทียนยังคงไม่เข้าใจนัก “ผู้อาวุโส สำนักมารราตรีนี้เป็นสำนักมาร ท่านจะไปจริง ๆ หรือ?”
“จะเป็นสำนักมารหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ” ลู่เฉินส่ายศีรษะ
ฟาเทียนยังคงรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “พันธมิตรกำจัดมารเคยมีกฎอยู่ว่า ไม่ว่าผู้ฝึกฝนทางธรรมผู้ใด ห้ามมีความเกี่ยวข้องกับสำนักมาร หากถูกพบก็จะถูกไล่ล่าตามฆ่าได้”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “อย่าพูดถึงพันธมิตรกำจัดมารเลย ต่อให้เป็นสำนักเก้าสุขสงบหรือพันธมิตรใดคิดเพ่งเล็งข้า ข้าก็ไม่สนใจ”
คำพูดของเขาทำให้ฟาเทียนตกตะลึง
“ไปกันเถิด เมื่อไปถึงสำนักมารราตรีแล้ว ค่อยไปยังสำนักเหมันต์สงัด” สิ้นคำนั้น ลู่เฉินก็ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
คนของสำนักมารราตรีนำทางลู่เฉินและทั้งสองไปยังภูเขามารราตรี แต่พวกเขาไม่ได้เข้าทางประตูใหญ่ กลับเดินไปตามเส้นทางเล็ก ๆ และผ่านค่ายกลบางอย่างเข้าไป
ฟาเทียนยังคงไม่เข้าใจ “เหตุใดจึงไม่เข้าทางประตูใหญ่กัน?”
ผู้นำคนดังกล่าวมีสีหน้าสลดลงไปเล็กน้อย “ตอนนี้สำนักมารราตรีถูกผู้อาวุโสม่อควบคุมไว้ทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการเข้าไปอย่างปลอดภัย ก็ต้องหาที่ ๆ ไกลและลับตาคนในการเข้าไป มิเช่นนั้นหากถูกคนของผู้อาวุโสม่อพบ มันจะเป็นปัญหาใหญ่ได้”
“ถือเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งมิใช่หรือ? จะมีปัญหาใดกัน?” ฟาเทียนไม่เข้าใจคนเหล่านี้ว่าเหตุใดจึงหวาดกลัวผู้อาวุโสม่อเพียงนี้ได้
คนของสำนักมารราตรีแต่ละคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสม่อที่อยู่ในใจของพวกเขานั้นน่าจะมีแต่ความน่ากลัว
ทว่าตอนนั้นเอง น้ำเสียงเย็นชาพลันดังขึ้นมา “ผู้อาวุโส ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดหรอก เพียงแต่ตอนนี้ข้ามีคำตัดสินสำหรับสำนักมารราตรีนี้แล้ว”
จากนั้นชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมา บนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยไอมารที่มีความหนาแน่น ดูแล้วน่ากลัวยิ่งนัก
คนของภูเขามารราตรีแต่ละคนหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
“อันใดกัน? กลัวแล้วหรือ?” ผู้อาวุโสม่อยิ้มเย็นชา
ฟาเทียนเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเท่าไรนัก เพราะอีกฝ่ายถูกแสงสีม่วงเข้มของไอมารล้อมรอบส่วนของศีรษะอยู่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าและสีหน้าของเขาได้ชัดเจน ทว่าฟาเทียนก็พูดออกไปด้วยความไม่กลัวแม้แต่น้อย “พวกเราไม่กลัวเจ้า!”
ผู้อาวุโสม่อคลี่ยิ้มพิกลท่ามกลางไอมารนั่น “หลวงจีน เจ้าช่างอวดดีนัก”
พูดจบ เขาก็ปล่อยไอมารออกมากลุ่มหนึ่ง ไอมารนี้โจมตีไปยังด้านหน้าฟาเทียนทันที ทั้งยังคิดจะรุกรากเข้าไปภายในร่างกายของฟาเทียน
แต่ฟาเทียนนั้นไม่กลัว เขารวบรวมเงาพระพุทธเจ้าพิทักษ์ขึ้นมา
เงาพระพุทธเจ้านี้สามารถกำราบภูตผีปีศาจได้ ดังนั้นไอมารนี้จึงไม่สามารถเข้ามาภายในร่างกายของฟาเทียนได้
ผู้อาวุโสม่อที่อยู่ภายใต้ไอมารตะโกนขึ้นมา “หลวงจีน เจ้ามีความสามารถนี่”
“แน่นอน!” ฟาเทียนตอบด้วยความพึงพอใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสม่อก็กล่าวอย่างมีเลศนัย “ข้าจะทำให้เจ้ารู้ถึงความน่ากลัวของเข้า!”
สิ้นคำนั้น เพียงความคิดเดียวของผู้อาวุโสม่อก็รวบรวมลูกกลมสีม่วงลูกหนึ่งขึ้นมา และเพียงพริบตาเดียว ลูกกลมนี้ก็กลายเป็นร่างของชายผมม่วงที่ใช้เท้ากระแทกพื้นอย่างรุนแรง จากนั้นก็ปล่อยหมัดเข้าใส่ฟาเทียนอย่างรวดเร็ว
ฟาเทียนคิดจะใช้เงาพระพุทธเจ้าพิทักษ์ของตนในการต้านทานการโจมตีนี้
แต่การโจมตีของคนสีม่วงผู้นี้ดุร้ายยิ่งนัก
เห็นเพียงหลังจากที่เงาหมัดนี้พุ่งออกไป มันก็ระเบิดต่อหน้าฟาเทียน ทำให้เขาตกใจจนต้องถอยออกมาทันที
ลู่เฉินยื่นมือข้างหน้าไปประคองหัวไหล่ฟาเทียนไว้ และพูดกับเขาว่า “หุ่นเชิดมารนี้ เจ้าไม่สามารถเอาชนะมันได้”
“หุ่นเชิดมาร?”
“หุ่นเชิดมารก็คือการนำผู้ฝึกวิถีมารมาสร้าง แต่หุ่นเชิดประเภทนี้ แทบจะไม่มีจิตสำนึกของตนเอง และไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด การโจมตีของพวกเขาค่อนข้างมีความแปลกประหลาด เงาพระพุทธเจ้าพิทักษ์ของเจ้านั้นนับว่าอ่อนแอ ไม่สามารถต้านทานได้อีก” ลู่เฉินอธิบายออกมา
เมื่อฟาเทียนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกหดหู่ไปเล็กน้อย
ผู้อาวุโสม่อหัวเราะเสียงดังขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ช่างรู้อันใดมากนัก”
“เจ้าจะยอมแพ้เอง? หรือต้องให้ข้าลงมือ?” ลู่เฉินไม่สนใจ และยังคงมองเงาคนในกลุ่มไอมารนั้น
ผู้อาวุโสม่อเผยยิ้มประหลาด “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าตนเองได้ผลประโยชน์จากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด แล้วตนเองจะพิเศษมากนักหรือ?”
เมื่อเห็นว่าเขาพูดเรื่องไร้สาระ ลู่เฉินจึงพูดออกมา “พูดพล่ามเสียจริง!”
พูดจบ ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ปรากฏกายออกมา ส่วนจักจั่นอัสนีก็เช่นกัน
เห็นเพียงจักจั่นอัสนีฟาดสายฟ้าโค้งออกมาสองถึงสามครั้ง ซึ่งเป้าหมายคือหุ่นเชิดมาร
ทันใดนั้น หุ่นเชิดมารนี้ก็ดูมึนงงขึ้นมา
ผู้อาวุโสม่อหัวเราะเสียงดัง “เจ้าคิดว่าอาศัยแค่แมลงขยะสองตัวนี้ แล้วจะจัดการมันได้หรือ?”
“เจ้าไม่เข้าใจพลังของแมลงสักนิด” เมื่อลู่เฉินพูดจบ แสงทองก็ตกลงมาจากตั๊กแตนตำข้าวแขนทอง และหุ่นเชิดมารก็หดเล็กลงกลายเป็นลูกกลมอีกครั้ง
ทว่าเมื่อเงามีดแสงทองตกลงมา ลูกกลมนี้พลันแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นเมื่อลูกกลมกลายเป็นเงาคนอีกครั้ง แขนหายไปข้างหนึ่ง แต่บนหัวไหล่นั้นกลับไม่มีเลือดไหลออกมา และยังดูเหมือนว่าจะไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ
ฟาเทียนตกตะลึงขึ้นมา “เลือดไม่ไหล?”
คนอื่น ๆ ของสำนักมารราตรีแต่ละคนตกตะลึงนิ่งอึ้งไป เห็นได้ชัดว่าต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อ
ผู้อาวุโสม่อพูดด้วยความพึงพอใจ “เจ้าหนุ่ม ลืมบอกเจ้าไว้เสียแล้ว หุ่นเชิดมารของข้าแตกต่างกับหุ่นเชิดอื่น ๆ”
“ไม่ว่าหุ่นเชิดใดก็เหมือนกัน” เมื่อลู่เฉินพูดจบ เขาก็มอบให้แก่แมลงทั้งสอง
จักจั่นอัสนีฟาดสายฟ้าออกไปอีกครั้ง ส่วนตั๊กแตนตำข้าวแขนทองนั้นก็โจมตีต่อไป
ร่างกายของหุ่นเชิดมารนี้ ค่อย ๆ แยกออกจากกันทีละส่วน แต่เมื่อไปถึงด้านหลัง ส่วนของร่างกายที่ตกลงไปนั้นก็หลอมรวมกันขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกคนพลันตกตะลึง ขณะที่ผู้อาวุโสม่อเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “หุ่นเชิดของข้า สามารถแบ่งชิ้นส่วนได้ สามารถหลอมรวมได้ ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะแยกออกเป็นชิ้นอีกสักกี่ครั้ง มันก็สามารถรวมกันขึ้นมาได้เหมือนเดิม”
“ว่าอย่างไรนะ?” ฟาเทียนตกตะลึงขึ้นมา
เมื่อผู้อาวุโสม่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของฟาเทียน เขาก็พูดขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ “เป็นอย่างไรบ้าง? ยอมแพ้หรือไม่?”
ฟาเทียนได้สติขึ้นมาทันที พลันตะโกนออกไปว่า “ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!”
“โอ้? ไม่ยอมแพ้? ได้ เช่นนั้นให้หุ่นเชิดของข้านี้ค่อย ๆ ทำให้พวกเจ้าตาย” ผู้อาวุโสม่อพูดด้วยท่าทางอวดดี
หลังจากนั้น หุ่นเชิดมารนี้ก็เริ่มกระจายไอมารออกมา จากนั้นมันก็เข้าล้อมแมลงทั้งสองนี้ให้อยู่ท่ามกลางไอมาร
เห็นได้ชัดว่าแมลงทั้งสองไม่ชอบไอมาร โดยเฉพาะเมื่อไอมารพันรัดพวกมันไว้ ทำให้พวกมันหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยและเริ่มโจมตีโดยไร้เป้าหมาย ผู้อาวุโสม่อเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
ทว่าในตอนนั้นเอง ลู่เฉินก็นำธนูเงามารออกมาแล้ว
เงาศรเหล่านั้นทับซ้อนกันขึ้นมาทันที จากนั้นจึงพุ่งออกไป
เป้าหมายคือผู้อาวุโสม่อผู้นั้น
ผู้อาวุโสม่อถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
ทำให้เขากรีดร้องเสียงดังทันที
“เจ้าตัวบัดซบ!” ผู้อาวุโสม่อสบถด่าออกมา
ลู่เฉินไม่สนใจเขา แต่กลับเล็งศรไปยังหุ่นเชิดมาร
เมื่อหุ่นเชิดมารถูกโจมตี ถึงแม้ร่างจะไม่แตกสลาย และธนูของลู่เฉินก็แทงทะลุมัน
แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีเลือดไหลออกมา ทั้งยังฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสม่อตะโกนขึ้นมา “เห็นแล้วใช่หรือไม่ หุ่นเชิดมารของข้านั้นไม่ธรรมดา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินก็เริ่มสะสมพลัง
จากหนึ่งศรหลอมรวมเป็นสิบศร
เมื่อทั้งสิบศรพุ่งออกไปนั้น มันก็จมตีไปยังตำแหน่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันของหุ่นเชิดมาร ทว่าครั้งนี้ไม่ได้แทงจนทะลุ แต่ภายในการควบคุมเงาศรของลู่เฉินนั้น เงาศรเหล่านั้นเริ่มเคลื่อนไหวอยู่ภายในร่างของหุ่นเชิดมาร
ผู้อาวุโสม่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะหุ่นเชิดมารนี้ค่อย ๆ สูญเสียการสื่อสารกับตนไป น่ากริ่งเกรงจนเขาต้องเอ่ยถามขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกับหุ่นเชิดของข้า?”