ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 483 เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้าย ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่ง!
บทที่ 483 เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้าย ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่ง!
นักบุญหญิงที่เฝ้ามองลู่เฉินถูกมนุษย์วานรทำร้ายอยู่อีกด้านหนึ่ง จากนั้นจึงพูดด้วยความพึงพอใจ “ดูเหมือนว่าไม่มีกายเนื้อนั่นแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถทำอันใดได้!”
ลู่เฉินคลี่ยิ้มออกมา “อย่ารีบร้อนไป!”
“อย่ารีบร้อน? ข้าเห็นว่าเจ้ากำลังคิดจะปล่อยวางจิตนี้ของเจ้าแล้ว!” นักบุญหญิงตะโกนตอบ
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยืนอยู่ตรงนั้นต่อไป ปล่อยให้มนุษย์วานรทุบตีอย่างเต็มที่
ตอนแรกนักบุญหญิงคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีพลังที่จะสามารถตอบโต้ได้ แต่ขณะที่มนุษย์วานรโจมตีไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดที่ถูกลู่เฉินควบคุมอยู่นั้น แท้จริงแล้วยังมีเขตแดนโปร่งแสงอยู่อีกหนึ่งชั้น
ทุกครั้งที่มนุษย์วานรขาวโจมตีลงไปนั้น ขณะที่โจมตีลงไปบน ‘เขตแดน’ ทำให้ ‘เขตแดน’ มีความแข็งแกร่งขึ้น จนกระทั่งมนุษย์วานรขาวไม่สามารถทำร้ายได้ นักบุญหญิงจึงพูดด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมา “นี่มันอันใดกัน?”
ชายหนุ่มมองไปยังร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดแล้วเผยรอยยิ้มออกมา “เคยได้ยินเคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้ายหรือไม่?”
“เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้าย?” นักบุญหญิงไม่เข้าใจ
“ไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเจ้ายังเข้าใจเรื่องของสัตว์ร้ายน้อยนัก!”
“ทำเหมือนว่าเจ้ารู้มากนัก!”
“เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้าย นั่นคือยิ่งถูกโจมตีมากครั้งเท่าไหร่ การป้องกันนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่ก่อนอื่นจะต้องไม่ตาย จากนั้นการป้องกันจะซ้อนทับกันเรื่อย ๆ” ลู่เฉินมองไปยังนักบุญหญิง
นักบุญหญิงตกตะลึงขึ้นมา “เช่นนั้น เมื่อครู่เจ้าตั้งใจให้มันโจมตี?”
“ใช่ ให้มันโจมตี แต่การโจมตีเหล่านั้นของมันนับว่าแข็งแกร่งมากจริง ๆ” ลู่เฉินมองอาการบาดเจ็บภายในร่างกายของราชาหมาป่าเหมันต์สงัด มีหลายจุดที่เพียงอีกเล็กน้อยกระดูกก็จะหักแล้ว
เคราะห์ดีที่เขายังเข้าใจวิชาแพทย์อยู่ไม่น้อย สามารถลดอาการเจ็บปวดของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดลงได้ ขณะเดียวกันยังสามารถทำให้ความเจ็บปวดบนร่างกายนี้ ไม่สามารถทำให้ตนรู้สึกได้
ถึงแม้ว่าราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจะได้รับบาดเจ็บมากเพียงใด ลู่เฉินก็จะไม่เจ็บปวด และเมื่อเขาใช้เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้ายออกไปนั้น ก็ทำให้การป้องกันของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ในที่สุดจึงได้หลอมเขตแดนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าออกมา
แต่นักบุญหญิงไม่รู้ ดังนั้นเมื่อนางได้ยินจึงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก และยังหันไปพูดกับวานรขาว “ใช้พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าทำลายเขาซะ!”
มนุษย์วานรขาวสูดลมหายใจเข้า จากนั้นเริ่มขยับมือทั้งสองข้าง จึงมีเกล็ดหิมะมากมายปรากฏออกมาจากรอบกายของวานรขาวนี้
“ทางที่ดีเจ้าควรใช้สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด มิเช่นนั้นอีกไม่นานหากฆ่าข้าไม่ได้ มีแต่จะทำให้กายเนื้อนี้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!”
เมื่อวานรขาวได้ยินคำพูดยั่วยุของลู่เฉินจึงเริ่มมีแรงกระตุ้นขึ้นมา พลังยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และวังน้ำแข็งนี้จึงสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที ราวกับว่ากำลังจะพังทลายลงมา
เมื่อราชาหมาป่าเฒ่าเห็นดังนั้น จึงเริ่มร้อนใจขึ้นมา “เขาสามารถทำลายค่ายกลชุบชีวิตของข้าได้!”
เมื่อนักบุญหญิงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น จึงรีบหันไปพูดกับวานรขาวทันที “นำพลังของเจ้าออกไป”
วานรขาวปฏิเสธไม่ได้
“อย่างไรกัน? ไม่ลงมือต่อหรือ?”
นักบุญหญิงพูดด้วยความโมโห “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
“ตำราศักดิ์สิทธิ์” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชา
นักบุญหญิงบันดาลโทสะขึ้นมา “ตำราศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงนักบุญหญิงผู้สืบทอดของสำนักเหมันต์สงัดเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจได้ ดังนั้นถึงแม้ข้าจะมอบให้เจ้า เจ้าก็คงไม่เข้าใจ”
“นั่นเป็นเรื่องของข้า!”
“ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นจะต้องเจรจากันแล้ว” นักบุญหญิงโมโหจนกัดฟันกรอด จากนั้นท่ามกลางแสงสีน้ำเงินพลันมีเครื่องหมายบางอย่างลอยออกมา และเครื่องหมายสีน้ำเงินนี้ได้ห่อหุ้มร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดไว้
จากนั้นร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัดและวิญญาณของลู่เฉินจึงหายไปจากตำหนักนี้ทันที
ราชาหมาป่าเฒ่าพูดด้วยความร้อนใจขึ้นมา “ร่างนั้นล่ะ?”
“เจ้าหนุ่มผู้นั้นควบคุมมัน ข้าจำเป็นต้องให้เขาทั้งสองออกไปจากที่นี่ด้วยกัน มิเช่นนั้น ด้วยความสามารถของเจ้าหนุ่มผู้นั้น เขาสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้” นักบุญหญิงพูดด้วยความร้อนใจ
“ว่าอย่างไรนะ? หายไปแล้ว? เช่นนั้นข้าจะชุบชีวิตอย่างไร?” เมื่อราชาหมาป่าเฒ่าได้ยินดังนั้นจึงร้อนใจขึ้นมา
นักบุญหญิงขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “มีบางสถานที่ที่ข้าพบสัตว์ปีศาจตัวอื่น พลังของสัตว์ร้ายเหล่านั้นบางทีอาจจะช่วยเจ้าได้”
“จริงหรือ?”
“ใช่ ข้าจะรีบไปจัดการทันที” นักบุญหญิงพูดอย่างไร้ทางเลือก
ราชาหมาป่าเฒ่าจึงคลายกังวล และพลันเอ่ยถามขึ้นมา “เจ้าหนุ่มผู้นั้นคือใคร?”
นักบุญหญิงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ราชาหมาป่าเฒ่าจึงรู้สึกสงสัย “แต่ข้ามักจะรู้สึกว่า เขาน่าจะเป็นใครบางคนเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน”
“บางคน?” นักบุญหญิงมีท่าทางจริงจังขึ้นมา
“ข้าเพียงแค่คาดเดา แต่ก็ไม่เหมือน” ราชาหมาป่าเฒ่าตอบ
“เรื่องนี้ข้าจะตรวจสอบดู ส่วนเจ้า เพียงแค่ตั้งใจชุบชีวิตก็พอ” นักบุญหญิงคิดแล้วจึงพูดด้วยท่าทางสงบลง
“ข้ากำลังคิดว่าที่นี่ยังปลอดภัยหรือไม่?”
“วางใจเถิด ที่นี่ยังถือว่าปลอดภัย ส่วนเจ้าหนุ่มผู้นั้น ถ้าหากคิดจะหาที่นี่จากด้านนอก นั่นเป็นไปไม่ได้” นักบุญหญิงพูดจบจึงนำวานรขาวออกไปจากที่นี่
…
ลู่เฉินและราชาหมาป่าเหมันต์สงัด ถูกเครื่องหมายนั้นส่งมายังบนพื้นหิมะที่อยู่ห่างไกลถึงหลายแสนลี้
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดควบคุมร่างกายใหม่อีกครั้ง แต่เขามองไปบนพื้นหิมะรอบ ๆ พลางเอ่ยถามขึ้นมา “นายท่าน นี่พวกเรา?”
“นักบุญหญิงผู้นั้นใช้ยันต์ส่งตัว และยันต์ชนิดนี้ก็สามารถส่งเจ้าไปได้ทันที” จิตของลู่เฉินมาจากภายในร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัด
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “เช่นนั้น หมายความว่าข้าปลอดภัยแล้ว?”
“ปลอดภัยแล้ว แต่เจ้ายังต้องคอยจับตาดูพวกเขาให้ข้า รอให้ข้าถึงแล้วค่อยจัดการพวกเขา”
เมื่อราชาหมาป่าเหมันต์สงัดได้ยิน จึงเริ่มกังวลขึ้นมา “พวกเขาแข็งแกร่งเพียงนั้น ถ้าหากข้า…”
“ข้ากลายร่างเป็นคน หลบซ่อนอยู่ทางทิศเหนือของแดนทักษิณา เพียงแค่ไม่ถูกเปิดโปงง่าย ๆ พวกเขาก็ไม่สามารถพบได้” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางสงบ
“ได้” ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดขานรับ
“เอาล่ะ เจ้าจงจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาให้ดี รอข้ากลับมา” เมื่อพูดจบ จิตของเขาก็หายออกไปจากร่างของราชาหมาป่าเหมันต์สงัด และกลับไปยังร่างกายของตน
ฟาเทียนที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นว่าลู่เฉินลืมตาขึ้นก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโส เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
ขณะที่ลู่เฉินอธิบาย เขาก็หยัดร่างกายลุกขึ้นมาด้วย “ไปเถิด”
ฟาเทียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ผู้อาวุโส นั่นหมายความว่า วานรขาวที่เหมือนคนนั่นน่ากลัวมากหรือ?”
“นั่นเป็นเพราะตัวตนของข้าไม่ได้อยู่ที่นั่น มิเช่นนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะมีกี่คนก็ทำอันใดข้าไม่ได้” ลู่เฉินยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อฟาเทียนเข้าใจจึงพูดขึ้นมา “ผู้อาวุโส เช่นนั้น ตอนนี้พวกเราตรงไปทางทิศเหนือเลยหรือ?”
“อืม”
หลังจากนั้น ทั้งสองจึงเดินจากไป
…
ไม่กี่วันต่อมา ลู่เฉินและฟาเทียนยืนอยู่บนด้านข้างของสะพาน และด้านข้างของสะพานนี้มีผู้คนจำนวนมาก เพราะพวกเขาต่างก็กำลังต่อแถวเพื่อเข้าไปยังสะพานด้านหน้า จากนั้นจึงตรงไปยังทางเหนือ
ฟาเทียนที่เคยมายังทางเหนือของแดนทักษิณาพูดขึ้นมา “ผู้อาวุโส หากผ่านสะพานเหนือใต้นี้ไปแล้วก็จะเข้าสู่ทางตอนเหนือแล้ว จากนั้นก็จะสามารถเห็นหิมะได้”
ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ พบว่าบริเวณนี้มีเพียงถนนเส้นนี้ และสถานที่อื่นล้วนเป็นเขตแดนทั้งสิ้น
“เหตุใดจึงมีเขตแดนมากมายเพียงนั้น?” ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
เมื่อฟาเทียนเห็นว่าลู่เฉินดูไม่เข้าใจ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หรือว่าผู้อาวุโสจะไม่รู้เกี่ยวกับสงครามครั้งใหญ่เมื่อห้าหมื่นปีก่อนหรือ?”
“สงครามใดกัน?”
“ในปีนั้น ทางตอนเหนือมีกลุ่มสัตว์ปีศาจและปีศาจมากมายปรากฏตัวออกมา หลาย ๆ กองกำลังของแดนทักษิณา รวมถึงคนของแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามจึงตั้งเขตแดนขึ้นที่นี่ เพื่อป้องกันปีศาจและสัตว์ปีศาจที่พุ่งตัวออกมา จากนั้นคนของแต่ละกองกำลังหากคิดจะไล่สัตว์ก็จะออกมาที่นี่ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนาน ที่นี่จึงกลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดน” ฟาเทียนอธิบาย
ลู่เฉินได้ฟังจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นั่นหมายความว่า จะเห็นคนธรรมดาทางตอนเหนือได้ไม่มากนัก?”
“ใช่ แต่อย่างไรก็เป็นอาณาเขตของแดนทักษิณา ดังนั้นแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามยังคงมอบทางตอนเหนือให้ราชวงศ์หนานโยวเป็นผู้ดูแลและจัดการ แต่ราชวงศ์หนานโยวได้ตั้งเมืองหลวง รวมถึงกองกำลังบางส่วนไว้ที่นั่น เพื่อป้องกันคนของราชวงศ์อื่นที่จะเข้ามาทางตอนเหนือได้”
ลู่เฉินไม่คิดว่าทางตอนเหนือของแดนทักษิณาจะมีเรื่องเช่นนี้อยู่
ฟาเทียนจึงชี้ไปยังสะพานนั่น “หากคิดจะไปทางตอนเหนือของแดนทักษิณาก็มีเพียงต้องผ่านสะพานนี้ จากนั้นต้องผ่านการตรวจสอบอัตลักษณ์ จึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้”
“ตรวจสอบอัตลักษณ์?” ลู่เฉินมองไปด้านหน้า พบว่าตรงนี้มีกลุ่มทหารยามคอยลาดตระเวนอยู่
เมื่อลู่เฉินและฟาเทียนเข้าไป ขณะเตรียมที่จะอธิบายถึงประวัติของตน ทหารยามกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาล้อมลู่เฉินและฟาเทียนไว้
ฟาเทียนจึงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “นี่พวกเจ้าทำสิ่งใดกัน?”