ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 484 อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น!
บทที่ 484 อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น!
ทหารยามเหล่านี้จ้องมองมายังลู่เฉินและฟาเทียนพร้อมแสยะยิ้ม จนกระทั่งหนึ่งในนั้นพูดขึ้นมา “ไม่เห็นประกาศที่เขียนไว้ที่นี่หรือ?”
“ประกาศ?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ จากนั้นจึงมองไปยังแผ่นป้ายโลหะแผ่นใหม่ที่ปักตั้งอยู่ด้านข้างของสะพาน แผ่นป้ายโลหะใหม่นี้ดูราวกับเพิ่งถูกปักลงไปในดิน แม้แต่ดินยังดูใหม่อยู่
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือเนื้อหาบนแผ่นป้ายโลหะ
“หนึ่ง หลวงจีนห้ามผ่าน สอง ต่ำกว่าขั้นก่อกำเนิดห้ามผ่าน”
เมื่อฟาเทียนเห็นเช่นนั้นก็มองไปยังลู่เฉิน และลู่เฉินก็ไม่ใช่คนโง่ที่ดูไม่ออก
ประกาศนี้ทำให้ทั้งสอง ‘โดนเล่น’ เสียแล้ว
แต่เขายังคงนิ่งสงบ ฟาเทียนกลับเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “เหตุใดหลวงจีนจึงห้ามผ่าน? และยังขั้นก่อกำเนิดลงไปอีก เหตุใดจึงไม่สามารถเข้าไปได้?”
ทหารยามเหล่านั้นไม่ได้พูดออกมา แต่เพียงแค่หัวเราะขึ้น
ฟาเทียนกังวลใจ “พวกเจ้าจงพูดมา เพราะเหตุใดกัน?”
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็แปลกใจเช่นกัน เหตุใดจู่ ๆ จึงมีการตัดสินแปลก ๆ เช่นนี้ได้
“อยากรู้หรือไม่เพราะเหตุใด?” ฝั่งตรงข้ามสะพานมีขบวนหนึ่งปรากฏขึ้นมา และท่ามกลางขบวนนั้นมีเกี้ยวอยู่
เมื่อทหารยามเหล่านั้นเห็นเกี้ยวสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยศิลาวิญญาณต่างก็เอ่ยแสดงความเคารพ “นายน้อยฉี!”
ฟาเทียนแปลกใจว่านายน้อยฉีผู้นี้คือใคร เหตุใดกลุ่มทหารยามที่ดูแลทางผ่านเหล่านี้ต่างก็เคารพเขาเช่นนั้น
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ต่างกระซิบออกมา “จวนเหมันต์อุดร นายน้อยฉี?”
“ใช่ หนึ่งในยอดฝีมือทั้งสามของจวนเหมันต์อุดร ฉีเหยียน”
“เหตุใดเขาจึงมาที่นี่?”
“ผู้ใดจะรู้…”
เมื่อฟาเทียนได้ยินชื่อจวนเหมันต์อุดรก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “จวนเหมันต์อุดรจริง ๆ”
“จวนเหมันต์อุดรแข็งแกร่งมากหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
ฟาเทียนเพียงตอบกลับเบา ๆ “กองกำลังทางตอนเหนือได้ก่อตั้งพันธมิตรขึ้นมา เรียกว่าจวนเหมันต์อุดร โดยปกติเรื่องเล็ก ๆ แต่ละกองกำลังจะจัดการเอง แต่หากเป็นเรื่องใหญ่ จวนเหมันต์อุดรจะเป็นผู้จัดการ”
“หมายความว่าเจ้าถิ่น?” เพียงไม่นานเขาก็เข้าใจทุกอย่าง
ฟาเทียนพยักหน้ารับ “เนื่องจากกองกำลังของราชวงศ์หนานโยวกระจายอยู่ทุกที่ เพียงแค่พวกเขาไม่ทำเรื่องทรยศหักหลังราชวงศ์หนานโยว ราชวงศ์หนานโยวก็จะไม่ไปยุ่งกับพวกมัน ดังนั้นสามารถพูดได้ว่า จวนเหมันต์อุดรนี้ นอกจากราชวงศ์หนานโยวแล้วก็ถือเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือ”
ลู่เฉินรับคำ ขณะนั้นเองชายรูปงามผู้หนึ่งได้ก้าวออกมาจากภายในเกี้ยว
เห็นเพียงชายผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีแดง รอบเอวยังแขวนถุงผ้าสีแดงไว้หนึ่งถุง
ถ้าหากมองดี ๆ ยังเห็นได้ว่าบนถุงผ้านั้นมีอักขระยันต์แปลก ๆ บางอย่างส่องแสงสีทองจาง ๆ อยู่
ทหารยามที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็รีบวิ่งไปต้อนรับทันที เห็นได้ชัดว่าสถานะของฉีเหยียนผู้นี้นับว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในทางเหนือของแดนทักษิณา
แม้แต่ผู้ฝึกฝนบางคนที่เฝ้ามองอยู่ต่างก็ก้าวออกไปด้านหน้า
จากนั้นฉีเหยียนก็เดินเข้ามาจากฝั่งตรงข้าม และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าลู่เฉินกับฟาเทียนในระยะห่างออกไปสามก้าวพลางเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “ป้ายประกาศนี้ พวกข้า จวนเหมันต์อุดรเป็นผู้ประกาศขึ้นเอง ไม่ทราบว่าเหตุผลนี้เพียงพอหรือไม่?”
ฟาเทียนนับเป็นคนอารมณ์ร้อนเช่นกัน จึงพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “ตอนเหนือของแดนทักษิณานี้ไม่ใช่ของพวกเจ้า แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องเพ่งเล็งพวกข้า?”
ฉีเหยียนยิ้มประหลาดออกมา “ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษเขา มีเรื่องบาดหมางกับผู้ที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย!”
เมื่อฉีเหยียนพูดจบก็มองไปยังลู่เฉินเป็นพิเศษ คนรอบข้างจึงแปลกใจขึ้นมาว่าเขาเป็นใคร จึงได้ถูกจวนเหมันต์อุดรเพ่งเล็งเช่นนี้
ลู่เฉินกลับไม่สนใจ มองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีเรื่องบาดหมางกับผู้คนมากมาย ไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดถึงผู้ใดกัน?”
“แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด องค์ชายรอง พระสนมซู และคนอื่น ๆ…” ฉีเหยียนยิ้มอย่างมีเลศนัย
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมา บางคนมองมายังลู่เฉินพลางพึมพำออกมา “หรือว่าเขาคือหมอเทวดาลู่ผู้นั้น?”
“ใช่ คือผู้ที่รักษาอาการเจ็บป่วยขององค์จักรพรรดิ!”
“เช่นนั้น จวนเหมันต์อุดรนี่อวดดีเกินไปหรือไม่? จึงกล้ามีเรื่องบาดหมางกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตองค์จักรพรรดิได้”
“เบื้องหลังของจวนเหมันต์อุดรมีกองกำลังไม่น้อย และองค์จักรพรรดิคงไม่ไปมีเรื่องกับจวนเหมันต์อุดรเพื่อผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เพียงคนเดียวหรอกหรือ?”
“ก็จริง ถึงแม้จวนเหมันต์อุดรจะไม่แข็งแกร่งเหมือนแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม แต่ในตอนเหนือของแดนทักษิณานั้นนับว่าแข็งแกร่งที่สุด!”
…
เมื่อได้ยินคนเหล่านี้ถกเถียงกัน ฉีเหยียนผู้นั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยท่าทางสบายใจ “ท่านทั้งสอง พวกเจ้าก็ได้ยินแล้วใช่หรือไม่?”
ฟาเทียนพูดด้วยความโมโห “พวกเจ้าจวนเหมันต์อุดร ช่างบ้าอำนาจกันเสียจริง!”
“ช่วยมิได้ พวกข้าบ้าอำนาจแล้วอย่างไรหรือ? มีปัญหาใดหรือไม่?” ฉีเหยียนยิ้มชั่วร้าย
ฟาเทียนทนไม่ได้อีกต่อไป จึงมองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส ข้าจัดการพวกเขาได้หรือไม่?”
“ตามสบาย” ลู่เฉินราวกับไม่สนใจอีกฝ่าย
ดังนั้นฟาเทียนจึงเริ่มปล่อยพลังขั้นแปลงเซียน แต่ฉีเหยียนกลับยิ้มอย่างเย็นชา “ขั้นแปลงเซียน? เมื่อเทียบกับข้าที่อยู่ในขั้นแปลงเซียนระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว เจ้ายังห่างอีกนัก และไหนจะเป็นเพียงรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาว!”
พูดจบ มวลพลังของฉีเหยียนก็ปะทุออก จากนั้นรอบกายก็สว่างไปด้วยไฟเพลิง
ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา และทหารยามเหล่านั้นต่างก็พูดจาเยินยอขึ้นมา
“นายน้อยฉีถึงขั้นแปลงเซียนสมบูรณ์พร้อมแล้ว!”
“ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์เสียจริง!”
“คิดว่าในแดนทักษิณาของพวกเรา ต้องเป็นยอดฝีมือท่ามกลางยอดฝีมือเป็นแน่?”
…
คำพูดเยินยอของทุกคนทำให้ฉีเหยียนมองไปยังฟาเทียนและพูดด้วยความดีใจ “หลวงจีน เห็นหรือไม่ นี่คือความต่างระหว่างเจ้ากับข้า!”
“ผู้ใดแพ้หรือชนะนั้นยังไม่แน่นอน!” เมื่อฟาเทียนพูดจบ จึงฟาดฝ่ามือออกไปทันที
เกิดแสงสีแดงสว่างขึ้นตรงหน้าฉีเหยียน จากนั้นจึงหลอมรวมเป็นโล่ไฟเพลิง เพื่อต้านทานการโจมตีของฟาเทียน
ฟาเทียนตกตะลึงขึ้นมา ฉีเหยียนจึงเผยรอยยิ้มประหลาด “ถึงตาข้าแล้ว!”
พูดจบ ไฟเพลิงของฉีเหยียนก็หลอมรวมเป็นทวน เพียงแค่พุ่งมันออกไปเล็กน้อยก็ไปถึงตรงหน้าฟาเทียน ทั้งยังฟาดไปยังบนร่างของฟาเทียน
ทุกคนคิดว่าฟาเทียนจะได้รับบาดเจ็บ แต่การป้องกันที่แข็งแกร่งของฟาเทียนนั้น ทำให้เมื่อ ‘ทวน’ ฟาดลงไป แสงสีแดงเลือดบนร่างของฟาเทียนก็สว่างขึ้นมาเพื่อต้านทาน ‘ทวน’ ไฟเพลิงนี้โดยตรง
“ไม่เป็นอันใดอย่างนั้นหรือ?” มีบางคนรู้สึกตกตะลึงขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ยังมีคนพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย “หลวงจีนผู้นี้มีทักษะอยู่บ้าง!”
เมื่อฉีเหยียนไม่สามารถทำให้ฟาเทียนบาดเจ็บได้ จึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “เจ้าหลวงจีนผู้นี้ยังกล้าต้านทานอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าโจมตีข้า แล้วจะไม่ให้ข้าป้องกันอย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?” ฟาเทียนอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
ฉีเหยียนยิ้มเย็นชา “อีกไม่นานเจ้าก็จะไม่มีชีวิตต่อไปแล้ว”
พูดจบ ด้านหลังฉีเหยียนพลันเกิดเงาทวนไฟเพลิงมากมาย และเงาทวนเหล่านี้ก็สว่างขึ้นมาราวกับว่ามีมากมายนับพัน
ผู้คนในบริเวณนั้นเห็นแล้วก็พลันตกตะลึงขึ้นมา บางคนจึงค่อย ๆ ถอยออกไปด้านข้าง ไม่กล้าเข้าใกล้มากเกินไป และทหารยามเหล่านั้นแต่ละคนราวกับกำลังดูเรื่องสนุกอยู่
ฟาเทียนตกใจขึ้นมา แต่เขายังไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ยังคงต้านทานการโจมตีเหล่านี้
ฉีเหยียนยิ้มเย็นชาพลางเอ่ยถาม “ยอมแพ้หรือไม่?”
“ไม่ยอมแพ้!” ฟาเทียนยืนหยัดต่อไป
“ได้! ดี!” ฉีเหยียนตะคอก จากนั้นเงาทวนไฟเพลิงเหล่านั้นก็โจมตีไปบนร่างของฟาเทียน
ฟาเทียนถูกโจมตีจนถอยหลังออกไปทีละก้าว แต่ในที่สุดก็ยังคงต้านทานไว้ได้
เมื่อฉีเหยียนเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จึงได้แต่ก่นด่าออกมา “เช่นนี้ยังไม่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้?”
ผู้คนรอบ ๆ เริ่มถกเถียงกันขึ้นมา
ฉีเหยียนจึงรู้สึกอับอาย ทว่าตนเป็นถึงยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนแห่งจวนเหมันต์อุดร เขาจะพ่ายแพ้ให้แก่หลวงจีนคนหนึ่งได้อย่างไร
ครั้นเขาปรบมือ ทุกคนจึงได้ยินเสียงคำรามดังมาจากท้องฟ้า
เพียงไม่นาน ทุกคนจึงได้ภาพที่น่าตกตะลึง