ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 485 เรียกสัตว์ร้ายหัวเหล็ก แต่เพียงพริบตาเดียวก็ล้มลงแล้ว!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 485 เรียกสัตว์ร้ายหัวเหล็ก แต่เพียงพริบตาเดียวก็ล้มลงแล้ว!
บทที่ 485 เรียกสัตว์ร้ายหัวเหล็ก แต่เพียงพริบตาเดียวก็ล้มลงแล้ว!
ลูกไฟเพลิงขนาดใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า และเมื่อลูกไฟเพลิงตกสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว จึงได้กลายเป็นเพลิงพยัคฆ์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง
เพลิงพยัคฆ์มีขนสีแดงและดวงตาสีแดงเลือด
เมื่อทุกคนเห็นดังกล่าว จึงกระจายตัวออกไปรอบ ๆ อีกครั้ง
เมื่อฟาเทียนเห็นเช่นนั้น จึงระวังตัวขึ้นมาทันที
ฉีเหยียนเห็นฟาเทียนยังคิดที่จะต้านทานต่อไป จึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!”
เมื่อพูดจบ สัตว์ปีศาจที่ถูกเรียกออกมาก็กระโจนเข้าใส่ฟาเทียนทันที มันอดไม่ได้ที่จะกระแทกใส่ฟาเทียนจนร่างกระเด็นออกไป
ฟาเทียนจึงรีบลงมือโจมตีพยัคฆ์ตัวนี้เสียก่อน แต่เมื่อโจมตีออกไปกลับไม่เกิดผลใด ๆ ขึ้นกับมัน ฉีเหยียนจึงหัวเราะพลางพูดขึ้นมา “อย่าสิ้นเปลืองพลังไปเปล่า ๆ เลย เพลิงพยัคฆ์นี้มีหัวเป็นเหล็ก!”
หัวเหล็ก?
ผู้คนบริเวณรอบ ๆ ถึงได้รู้ถึงที่มาของเสือตัวนี้ในทันที
“นี่คือเพลิงพยัคฆ์ สัตว์ยี่สิบอันดับแรกที่จวนเหมันต์อุดรเรียกมาหรือ?”
“ใช่ มันมีการป้องกันที่แข็งแกร่งมาก!”
“ว่ากันว่าสามารถโจมตียอดฝีมือขั้นแปลงเซียนได้!”
“ยิ่งไปกว่านั้น ว่ากันว่ามีพลังการโจมตีที่สุดยอดมาก!”
…
ฟาเทียนรู้สึกลำบากเล็กน้อย เพราะการโจมตีของตนไม่มีผลใด ๆ ต่อสัตว์ปีศาจตัวนี้ และเมื่อสัตว์ปีศาจนั้นโจมตีเข้ามา ยังทำให้เขากระเด็นออกไปหลายครั้ง
ถึงแม้ว่าหลายครั้งนี้จะไม่ทำให้ฟาเทียนมีอาการสาหัส แต่เขารู้สึกได้ว่าภายในนั้นรู้สึกเจ็บปวดอยู่มาก ราวกับว่ามีบางสิ่งเหมือนจะระเบิดออกมา
ฉีเหยียนที่มองดูอยู่นั้นหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
จนกระทั่ง จู่ ๆ ลู่เฉินมายืนอยู่ด้านหน้าฟาเทียน เพลิงพยัคฆ์ปรายตามองเขาราวกับคนโง่ และหันไปมองฉีเหยียนราวกับรอฟังคำสั่ง
ฉีเหยียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดจาเยาะเย้ยขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากแสดงพลังขั้นหลอมแก่นแท้ของเจ้าหรือ?”
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ดูนั่น ในที่สุดท่านหมอลู่ก็จะลงมือแล้ว!”
“ท่านหมอลู่จะสามารถจับสัตว์ร้ายได้หรือไม่?”
“น่าจะไม่มีปัญหา เพราะเขาเคยเอาชนะคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดมาแล้ว”
“แต่ข้าได้ยินมาว่า ครั้งนั้นไม่มียอดฝีมือขั้นแปลงเซียนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดออกมาต่อสู้ มีเพียงยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดเท่านั้น”
…
ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังฉีเหยียน “ให้เจ้าตัวเล็กนี่เข้ามาเถิด”
เมื่อฉีเหยียนเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นฝ่ายยั่วยุตนก่อนก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “ว่าอย่างไรนะ? คิดว่าครั้งที่แล้วสามารถใช้ประโยชน์จากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดได้ จึงคิดว่าตนเก่งนักหรือ?”
“ลองดูเดี๋ยวก็ได้รู้แล้ว” ลู่เฉินมองฉีเหยียนด้วยรอยยิ้ม
ฉีเหยียนยิ้มเย็นชา “ได้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงความน่ากลัวของสัตว์ร้ายที่เรียกมานี้!”
เมื่อพูดจบ ฉีเหยียนจึงหันไปพูดกับเพลิงพยัคฆ์ “กระแทกเขาให้ตาย!”
เพลิงพยัคฆ์เตรียมตัวที่จะพุ่งออกไปทันที โดยคิดจะทำให้ลู่เฉินกระเด็นออกไป
ขณะที่ทุกคนต่างก็คิดว่าหมอลู่จะถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป เพลิงพยัคฆ์ที่ตั้งท่าจะกระแทกใส่ลู่เฉินนั้น จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ‘ราชันย์’ ที่แข็งแกร่ง ทำให้มันหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
เพลิงพยัคฆ์ชะงักไปทันที มันหวาดกลัวจนคิดจะวิ่งหนีออกไป
ทุกคนยังไม่ทันจะรู้ตัวว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “คิดจะไปอย่างนั้นเลย? ถามข้าแล้วหรือยัง?”
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นภาพที่น่าตกตะลึง
นั่นก็คือ จู่ ๆ จักจั่นอัสนีได้ปรากฏตัวออกมา และสายฟ้าก็ฟาดไปยังร่างของเพลิงพยัคฆ์ ทำให้มันกรีดร้องเสียงดังขึ้นมา ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ปรากฏตัวออกมาด้วย พร้อมกับฟาดลงมาอีกครั้ง
เพลิงพยัคฆ์คำรามก้องและด้านหลังก็ปรากฏรอยเลือดขึ้นมา
แต่นี่ยังคงไม่จบ
ลู่เฉินยื่นมือขวาออกไป เงาสีทองได้ปกคลุมบนร่างของเพลิงพยัคฆ์ ทำให้มันหวาดกลัวจนนอนลงไปกับพื้นและกรีดร้องขึ้นมา ราวกับมีท่าทางหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ทุกคนต่างประหลาดใจ
ฉีเหยียนรู้สึกงุนงนขึ้นมา จากนั้นจึงรีบเอ่ยถามขึ้น “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำอันใดกับมัน?”
“ม่านกักกันสัตว์ร้าย ใช้ได้ผลดีเลยทีเดียว!”
ม่านกักกันสัตว์ร้ายก็คือสิ่งที่ราชาหมาป่าเฒ่าเคยเรียกออกมาเพื่อจัดการกับราชาหมาป่าเหมันต์สงัด แต่ลู่เฉินก็สามารถใช้มันได้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้นำออกมาใช้เท่านั้น เพราะการใช้ม่านกักกันสัตว์ร้ายนั้น จำเป็นต้องใช้พลังไม่น้อย
แต่ตอนนี้เขามีเม็ดยาหลายเม็ดแล้ว ดังนั้นหากเขาคิดจะใช้ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้น เพลิงพยัคฆ์ได้รับบาดเจ็บจากตั๊กแตนตำขาวแขนทอง จึงไม่มีเรี่ยวแรงในการต่อต้าน จึงทำได้เพียงนอนลงด้วยความหวาดกลัว
แต่ทุกคนไม่รู้ว่าม่านกักกันสัตว์ร้ายคือสิ่งใด โดยเฉพาะฉีเหยียนที่พูดออกมาด้วยความโมโห “เจ้าหนุ่ม ทางที่ดีเจ้าควรรีบปล่อยมันซะ มิเช่นนั้น…!”
“ปล่อยมัน? เช่นนั้น เจ้าก็คิดมากไปเสียแล้ว!”
เมื่อลู่เฉินพูดจบก็เดินเข้าไปภายในม่าน และนำมือข้างหนึ่งวางไว้บนหน้าผากของเพลิงพยัคฆ์
หลังจากนั้น ทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าตกตะลึง
นั่นก็คือเพลิงพยัคฆ์ได้กลายเป็นซากศพแห้งเหี่ยวไปในทันที อีกทั้งยังไร้ลมหายใจ
ลู่เฉินเก็บม่านกักกันสัตว์ร้ายกลับเข้ามา
“เจ้า เจ้าทำสิ่งใดกับมัน?” เมื่อฉีเหยียนพบว่าตนสูญเสียการติดต่อกับสัตว์ร้ายที่ตนเรียกมานั้นจึงรู้สึกบ้าคลั่งขึ้นมา
ลู่เฉินยิ้ม “ถูกทำลายไปเสียแล้ว”
ทำลาย?
ทุกคนต่างก็อุทานออกมา และทหารยามเหล่านั้นต่างก็คิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะน่ากลัวเพียงนี้
ฉีเหยียนโมโหจนหน้าแดงขึ้นมา “ไปตายซะ!”
เห็นเพียงฉีเหยียนพุ่งทวนไฟเพลิงออกไปอีกหลายครั้ง แต่ ‘กำแพงพันชั้น’ เก้าร้อยชั้นของลู่เฉินได้เปิดออก ทำให้การโจมตีของอีกฝ่ายทำลายกำแพงไปเพียงหกร้อยชั้นเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น เศษชิ้นส่วนที่ร่วงลงมาจากกำแพงนั้นได้ห่อหุ่มฉีเหยียนไว้ทันที
ฉีเหยียนไม่คู่ควรกับการเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนแม้แต่น้อย เขาหายไปจากตำแหน่งนั้นในทันที ร่างทั้งร่างลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นก็หลบเลี่ยงเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นแล้วจ้องมองมายังลู่เฉิน “ตายซะ!”
พูดจบ ฉีเหยียนก็พุ่งทวนไฟเพลิงออกมานับครั้งไม่ถ้วน
จากนั้นทุกคนจึงเห็นภาพที่น่าตกตะลึง นั่นก็คือเมื่อทวนไฟเพลิงตกลงมาจากฟากฟ้าพุ่งสู่ร่างของลู่เฉินนับไม่ถ้วนนั้น ลู่เฉินกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
“น่ากลัวเกินไปเสียแล้ว!” บางคนอดประหลาดใจไม่ได้
“นี่ยังใช่ขั้นหลอมแก่นแท้หรือไม่?”
“เป็นขั้นหลอมแก่นแท้ใดกัน?”
ผู้คนในบริเวณนั้นแทบจะไม่กล้าเชื่อ ฟาเทียนได้แต่พูดขึ้นมาด้วยความนับถือ “แข็งแกร่งเสียจริง”
ฉีเหยียนได้แต่ก่นด่าออกมา “นี่คือตัวประหลาดอันใดกัน เหตุใดถึงจัดการยากเย็นเพียงนี้?”
หลังจากที่ลู่เฉินรับการโจมตีจากอีกฝ่าย เขาก็จ้องมองไปยังฉีเหยียน “เจ้าจะลงมือต่อไป? หรือรอให้ข้าลงมือ?”
“เจ้าลงมือแล้วอย่างไรกัน?” ฉีเหยียนดูถูก
ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มออกมา “อยากลองดูหรือ?”
“มาสิ ข้าจะรอดูว่าเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้เยี่ยงเจ้าจะทำอันใดข้าได้” ฉีเหยียนพูดจายั่วยุ
ลู่เฉินจึงทำได้เพียงนำธนูเงามารออกมา จากนั้นฉีกยิ้มเล็กน้อย “ให้ข้าลองธนูนี้เสียหน่อย”
“น่าตลกนัก เพียงแค่ศรดอกเดียวก็คิดจะสังหารข้าแล้ว?” เมื่อฉีเหยียนเห็นก็ยิ่งไม่ใส่ใจนัก และยังคงบินวนไปวนมาอยู่บนท้องฟ้า ราวกับว่าต้องการแสดงออกถึงความรวดเร็วของตน
ผู้คนรอบ ๆ ต่างก็คิดว่าลู่เฉินจะเสียเวลาเปล่า
บางคนจึงพูดขึ้นมาว่า “นายน้อยฉีมีความเร็วเพียงนั้น ศรของเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะไหวหรือ?”
“ย่อมไม่ไหวแน่!”
“ข้าก็คิดว่าไม่ไหว!”
ขณะที่ทุกคนกำลังคิดดูถูกลู่เฉินอยู่นั้น ธนูเงามารของลู่เฉินได้สะสมพลังไว้เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะเมื่อมีแมวมารมายามอบไอมารให้ จึงทำให้ศรของลู่เฉินยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้นเมื่อลู่เฉินมองไปยังฉีเหยียน เขาก็ยิ้มพลางเอ่ยถาม “คิดจะลองจริงหรือ?”
“ไร้สาระ!” ฉีเหยียนพูดยั่วยุ
เขาเห็นท่าทางไม่สนใจของฉีเหยียนก็อดส่ายศีรษะออกมาไม่ได้ “เช่นนั้น คงต้องขออภัยด้วย!”
เพียงไม่นาน ศรของลู่เฉินก็พุ่งทะยานออกไป
ฉีเหยียนพูดด้วยความพึงพอใจ “คอยดูว่าข้าจะหลบเช่นไร!”
เมื่อพูดจบ ฉีเหยียนผู้นี้ก็บินไปทั่วท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง และ ‘สะบัด’ ศรออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังคงพูดขึ้นมาด้วยความพึงพอใจว่า “ดูสิ ข้ากำจัดออกไปแล้ว!”