ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 488 ได้รับข่าวคราวที่น่าสนใจ
บทที่ 488 ได้รับข่าวคราวที่น่าสนใจ
เมื่อเถ้าแก่ตาเดียวเห็นว่าลู่เฉินไม่รู้ว่าแผนที่นี้หมายความว่าอย่างไรก็ยิ้มออกมา “เป็นที่ที่ราชันย์อสูรอาศัยอยู่”
“ราชันย์อสูร?” ลู่เฉินสงสัย
เถ้าแก่ตาเดียวขานรับ “ในตอนเหนือของแดนทักษิณา มีสัตว์ปีศาจครองภูเขาเป็นราชันย์ และมีพลังในการต่อสู้ที่นับว่าแข็งแกร่งมาก ดังนั้นถึงแม้จะเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่กล้าออกจากถ้ำของพวกเขาง่าย ๆ เพราะกลัวจะถูกล้อมและทำร้ายได้”
“น่าสนใจ”
“ไม่ทราบว่านายน้อยลู่สนใจจะล่าสัตว์หรือไม่?” เถ้าแก่ตาเดียวถาม
“ล่าสัตว์? ได้รับรางวัลหรือไม่?” ลู่เฉินแสยะยิ้มออกมา
“ข้าจะบอกว่า การล่าสัตว์นี้ ไม่ใช่การล่าสัตว์ธรรมดา” เถ้าแก่ตาเดียวพูดด้วยท่าทางดูมีลับลมคมในขึ้นมา
“โอ้? ล่าสัตว์ใดกัน?”
เถ้าแก่ตาเดียวมองไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้อื่นก็กระซิบออกมา “เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าได้รับข่าวคราวที่น่าเชื่อถือมา”
“ข่าวคราวใดกัน?”
“ข่าวคราวเกี่ยวกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาว!”
ฟาเทียนเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ? สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาว?”
เถ้าแก่ตาเดียวพยักหน้าพลางพูดต่อ “ใช่ มีคนพบร่องรอยของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ดังนั้นตอนนี้หลาย ๆ กองกำลังต่างก็กำลังตามหาเพื่อจับมัน แม้แต่จวนเหมันต์อุดรก็ออกคำสั่งตามล่าเช่นกัน!”
“จวนเหมันต์อุดร?” เมื่อฟาเทียนได้ยินก็รู้สึกไม่ดีนัก
“ใช่ รางวัลของจวนเหมันต์อุดรก็คือถ้าหากผู้ใดพบร่องรอยของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวนี้ ก็จะกลายเป็นศิษย์ยอดฝีมือแห่งจวนเหมันต์อุดร ถ้าหากสามารถจับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวได้และมอบให้จวนเหมันต์อุดร ก็จะกลายเป็นศิษย์ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำจวน!”
เมื่อฟาเทียนได้ยิน จึงพูดด้วยความดูถูกขึ้นมาทันที “ใครสนกัน!”
เถ้าแก่ตาเดียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “หลวงจีน แม้เจ้าจะไม่ชอบ แต่ก็มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก และตอนนี้ก็มียอดฝีมือจากหลายที่มากมายที่กำลังตามหาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวนั่น”
ฟาเทียนไม่สนใจ ส่วนลู่เฉินกลับยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “ดูท่าทางของเจ้าแล้ว ดูเหมือนจะรู้บางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง”
“ถึงแม้หอหมื่นสรรพสิ่งจะพอรู้เรื่องอยู่บ้าง แต่ถ้าหากไม่จับ ก็จะง่ายต่อการถูกกองกำลังอื่นค้นพบได้ ดังนั้นจึงต้องมองหาความช่วยเหลือจากคนที่เชื่อถือได้” เถ้าแก่ตาเดียวยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ดูเหมือนว่าเจ้าคิดจะให้ข้าช่วย?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเถ้าแก่ตาเดียวผู้นี้
“ก็หมายความเช่นนั้น” เถ้าแก่ตาเดียวยิ้มด้วยความลำบากใจ
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะครอบครองสัตว์วิญญาณนี้เสียเองหรือ? หรืออาจจะถูกข้าสังหารได้?” ลู่เฉินมองเถ้าแก่ตาเดียวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเถ้าแก่ตาเดียวได้ยินก็รู้สึกยินดีขึ้นมา “ถูกเจ้าสังหาร หรือถูกเจ้าครอบครองไว้เสียเอง เช่นนั้นย่อมดีกว่าถูกจวนเหมันต์อุดรหรือกองกำลังอื่นได้รับไปมิเช่นหรือ?”
“โอ้? เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?”
เถ้าแก่ตาเดียวถอนหายใจออกมา “ข้าจะบอกความจริงอย่างไม่ปิดบัง หอหมื่นสรรพสิ่งของข้ามีสาขาอยู่ทั่วทั้งมหาทวีปจิ่วโหยว แต่ทางตอนเหนือของแดนทักษิณานั้น มักจะถูกจวนเหมันต์อุดรเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอด และยังเป็นหนี้พวกเราอยู่อีกมาก!”
“หมายความว่า พวกเขาเป็นหนี้พวกเจ้า?” ลู่เฉินดูเหมือนกำลังจะเข้าใจบางอย่าง
“อืม”
ฟาเทียนยิ้มออกมา “หอหมื่นสรรพสิ่งแข็งแกร่งเพียงนี้ ยังหวาดกลัวต่อจวนเหมันต์อุดรหรือ?”
“มังกรที่แข็งแกร่งก็ไม่สามารถเอาชนะงูเจ้าถิ่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราต้องทำธุรกิจที่นี่ ดังนั้นเสียไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดมากนัก เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า ก็ทำให้รู้สึกโมโห” เถ้าแก่ตาเดียวยิ้ม
ฟาเทียนคิดแล้วยื่นมือออกมาทันที “เช่นนั้นมีหลักฐานใดที่บอกว่าพวกเขาเป็นหนี้เจ้าหรือไม่?”
“เจ้าจะทำสิ่งใด?” เถ้าแก่ตาเดียวรู้สึกแปลกใจ
“มอบให้ข้า เมื่อได้พบกับจวนเหมันต์อุดร ข้าจะให้พวกเขาใช้หนี้คืนพวกเจ้า เมื่อถึงเวลานั้นพวกเจ้าค่อยมอบบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ข้าก็พอ” ฟาเทียนยิ้มอย่างมีเลศนัย
เถ้าแก่ตาเดียวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
ลู่เฉินมองไปยังฟาเทียนเช่นกัน “เจ้ามีความคิดเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ฟาเทียนพูดด้วยเหตุผลว่า “วันนี้พวกเขากลั่นแกล้งผู้อื่น เมื่อข้าคิดแล้วก็รู้สึกโมโห”
ลู่เฉินอดยิ้มออกมาไม่ได้ ส่วนเถ้าแก่ตาเดียวนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาพอจะได้ยินข่าวคราวมาบ้าง จึงพูดขึ้นมาว่า “เรื่องที่พวกเจ้าปะทะกับฉีเหยียนนั้น ข้ารู้ทั้งหมดแล้ว”
ฟาเทียนยิ้มพลางมองมา “ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้ว เช่นนั้นก็ควรเข้าใจว่า พวกเราสามารถทำให้เจ้าได้รับหนี้ก้อนนั้นคืนมาได้!”
เถ้าแก่ตาเดียวคิดแล้วก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา กระดาษแผ่นนี้ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ
เห็นเพียงด้านบนมีกลิ่นอายและตัวอักษรของคนอื่นอยู่
ฟาเทียนมองมันก่อนจะยิ้มพลางพูดออกมา “นี่คือสัญญาหนี้?”
“ใช่ สัญญาหนี้ของเล่ยซา คนดูแลคลังสินค้าของจวนเหมันต์อุดร และด้านบนยังมีกลิ่นอายและตราประทับของเขา ส่วนหนี้นั้น ทั้งหมดราว ๆ ศิลาวิญญาณระดับต่ำห้าพันล้านชิ้น!” เถ้าแก่ตาเดียวค่อย ๆ อธิบายออกมา
ฟาเทียนรีบหยิบขึ้นมาพลันฉีกยิ้ม “ได้ พวกเราจะนำไปก่อน ถ้าหากพบกับจวนเหมันต์อุดรอีกครั้ง พวกเราจะต้องทำให้พวกเขาคืนให้ได้แน่!”
“เช่นนั้นข้าจะรอ” เถ้าแก่ตาเดียวพูดด้วยรอยยิ้ม
ลู่เฉินกลับมองไปยังเถ้าแก่ตาเดียว “พูดถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวเมื่อครู่เถิด มันอยู่ที่ใดกัน?”
เถ้าแก่ตาเดียวนำแผนที่ออกมา และชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง “คนของเราพบร่องรอยของมันที่นี่เมื่อเร็ว ๆ นี้”
“มันมีลักษณะเฉพาะใดบ้าง?”
“ธาตุน้ำ เมื่อเข้าใกล้มันนั้น จะเกิดความหนาวเย็นจัด ขณะเดียวกันยังซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะได้ แม้แต่กลายเป็นก้อนน้ำแข็งก็ยังได้ ทำให้ไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของมัน” เถ้าแก่ตาเดียวนำสิ่งที่ตนรู้ทั้งหมดบอกแก่ลู่เฉิน
เมื่อชายหนุ่มรู้เช่นนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา “ขอบคุณเจ้านัก”
พูดจบ เขาก็ออกไปจากที่นี่ แต่เมื่อใกล้จะถึงประตูนั้น เถ้าแก่ตาเดียวกลับพูดขึ้นมาหนึ่งประโยค “ข้าจะบอกเจ้าเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องใด?” ลู่เฉินแปลกใจว่าข่าวคราวเรื่องใดกัน
ฟาเทียนรู้สึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน “เหตุใดเจ้าไม่พูดให้จบในคราเดียว!”
เถ้าแก่ตาเดียวฉีกยิ้มก่อนพูดขึ้นมาและมองไปยังลู่เฉิน “ฉีเหยียนกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเขาที่ได้รับการสั่งสอนจากเจ้าในวันนี้ ไปยังหอรักษาสัตว์ในเมือง เพื่อตามหาปรมาจารย์ด้านการรักษาท่านหนึ่งภายในนั้น”
“หอรักษาสัตว์?” ลู่เฉินแปลกใจขึ้นมาว่าคือสถานที่เช่นไรกัน
ทว่าฟาเทียนกลับประหลาดใจ “ใช่หอรักษาสัตว์อันดับหนึ่งแห่งแดนทักษิณาหรือไม่?”
“จะเข้าใจเช่นนั้นก็ย่อมได้!” เถ้าแก่ตาเดียวขานรับ
ฟาเทียนรีบมองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส ข้ารู้ว่าหอนั้นมีชื่อเสียงอยู่มากในแดนทักษิณา เพียงแต่ว่าพวกมันรักษาอาการเจ็บป่วยของสัตว์เท่านั้น”
ลู่เฉินขานรับแล้วเดินออกไปจากหอหมื่นสรรพสิ่งนี้
เถ้าแก่ตาเดียวฉีกยิ้มออกมา “ช่างเป็นคนที่น่าสนใจนัก”
ฟาเทียนเดินออกมาจากหอหมื่นสรรพสิ่ง จากนั้นนำสัญญาหนี้ขึ้นมาดูพลางยิ้มและพูดว่า “ผู้อาวุโส จะไปยังจวนเหมันต์อุดรเพื่อข่มขู่เมื่อไหร่กันดี?”
ลู่เฉินตอบกลับไปว่า “มีโอกาสแล้วค่อยว่ากันเถิด”
“เช่นนั้น ตอนนี้พวกเราจะไปที่ใดกัน?”
เขานึกถึงเรื่องที่พูดถึงแผนที่เมื่อครู่นั้น “เมื่อครู่ข้าดูแผนที่ พบว่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวอยู่ห่างจากพวกเราตอนนี้ไม่ไกลนัก ดังนั้นข้าอยากไปดูเสียหน่อย”
“ผู้อาวุโส ท่านก็สนใจสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“ข้าสนใจพลังยุทธ์ของมัน” ลู่เฉินตอบด้วยรอยยิ้ม
ฟาเทียนไม่รู้ว่าผู้อาวุโสกำลังคิดสิ่งใด แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก กลับเดินนำฟาเทียนออกไปจากที่นี่
…
ภายในห้องใต้หลังคาของร้านค้าในหอรักษาสัตว์ภายในเมือง สัตว์สวรรค์ได้ถูกปกคลุมไปด้วยค่ายกลไฟเพลิง
ด้านข้างของค่ายกลนั้น ฉีเหยียนเอ่ยถามชายชราผมขาวที่กำลังนั่งอยู่ “ผู้อาวุโสซู เป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสซูนั้นมีดวงตาขนาดเล็ก และยามเมื่อพูดขึ้นมานั้นยังหรี่ตาจนเป็นเพียงเส้นขนาดเล็ก “มันบาดเจ็บสาหัส”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไร?” ฉีเหยียนถามด้วยความร้อนใจ
“จำเป็นต้องใช้เลือดสัตว์ชนิดหนึ่ง”
“เลือดสัตว์ใดกัน? ข้าจะรีบไปนำมา” ฉีเหยียนถามด้วยความตื่นเต้น