ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 505 การมาเยือนของท่านผู้นำที่แข็งแกร่ง
บทที่ 505 การมาเยือนของท่านผู้นำที่แข็งแกร่ง
ลู่เฉินฉีกยิ้ม ไม่ได้โต้แย้งใด ๆ กับเขา แต่กลับใช้คำสาปภูตออกมา
โซ่ตรวนสีดำเหล่านั้นพันรัดผู้อาวุโสเล่ยไว้ในทันที ผู้อาวุโสเล่ยคิดว่าเป็นเพียงเคล็ดวิชาภูตธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นเงาร่างนั่นจึงสั่นไหวขึ้นมา หวังทำลายโซ่ตรวนของอีกฝ่ายให้แตกกระจาย
ใครจะคิดว่าโซ่ตรวนนี้ยิ่งแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“เป็นไปได้อย่างไร!” ผู้อาวุโสเล่ยเริ่มรู้สึกได้ว่าพลังของตนค่อย ๆ ใช้ไม่ได้ จึงมองไปยังลู่เฉินด้วยความกังวลใจ
ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย “เป็นอย่างไร ลงมือต่อหรือไม่?”
ผู้อาวุโสเล่ยมองคนตรงหน้าด้วยแววตาประหลาดใจ “เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ เหตุใดจึงมีพลังภูตแข็งแกร่งเพียงนี้!”
วิญญาณของลู่เฉินนั้นแข็งแกร่ง ย่อมต้องมีพลังภูตที่แข็งแกร่งเช่นกัน แต่ก็ถูกจำกัดอยู่ภายในร่างกายของตนเท่านั้น ถ้าหากออกจากร่างนานเกินไป พลังภูตของเขาจะแสดงออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอย่างไรแล้ว พลังปราณยังคงเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น
แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ เพียงฉีกยิ้มพลางมองไปยังผู้อาวุโสเล่ย “เจ้าเพียงแค่บอกข้าเกี่ยวกับเรื่องของเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า มิเช่นนั้นข้าคงต้องขโมยความทรงจำของเจ้า!”
“ขโมยความทรงจำข้า? เจ้าน่ะหรือ?” ผู้อาวุโสเล่ยไม่เชื่อ
ลู่เฉินจึงทำได้เพียงก้าวเดินเข้าไป นิ้วข้างหนึ่งชี้ไปยังหน้าผากของอีกฝ่าย ผู้อาวุโสเล่ยพลันเบิกตากว้างขึ้น “เจ้าจะทำสิ่งใด?”
“สลักตราประทับวิญญาณ”
ผู้อาวุโสเล่ยไม่รู้ว่าตราประทับวิญญาณคือสิ่งใด แต่เขารู้สึกว่าบนวิญญาณของตนนั้น จู่ ๆ ก็มีเครื่องหมายบางอย่างขึ้นมา จึงเอ่ยด้วยความตื่นกลัว “เจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่!”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”
ผู้อาวุโสเล่ยร้อนใจขึ้นมาทันที “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“พูดสิ่งที่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ!”
“เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ ผู้นำเป็นผู้มอบให้ข้า มีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น หรือท่านผู้นำใช้ได้อย่างไรนั้น ข้า ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”
ลู่เฉินขานรับ “ได้ เจ้าถอยออกไปได้แล้ว”
จากนั้นโซ่ตรวนก็หายไป ผู้อาวุโสเล่ยรีบถอยออกไปห่างจากอีกฝ่ายทันที จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นผู้อาวุโสเล่ยถูกแปลงร่างด้วยสายฟ้า
ในที่สุด ผู้อาวุโสเล่ยได้กลายเป็นชายกลางคน แต่สีหน้าเขาไม่สู้ดีนัก อีกทั้งยังบินออกไปจากภูเขา ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโสเล่ย!”
ผู้อาวุโสเล่ยไม่พูดอันใดแม้แต่น้อย ทุกคนต่างแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับผู้อาวุโสเล่ย เหตุใดหลังจากที่เขาเข้าไปภายในร่างของลู่เฉินแล้ว จึงหวาดกลัวจนหนีออกไป
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่นั้นจ้องมองไปยังลู่เฉินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกับผู้อาวุโสเล่ยกัน?”
“เพียงแค่ให้เขาเชื่อฟังเท่านั้น ไม่ได้ทำอย่างอื่น” ชายหนุ่มหันไปตอบผู้อาวุโสใหญ่ด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่เชื่อ ยังคงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะทำสิ่งใดกับผู้อาวุโสเล่ย แต่บัดนี้ ข้าจำเป็นต้องฆ่าเจ้า!”
เห็นเพียงผู้อาวุโสใหญ่กางฝ่ามือทั้งสองข้างออก จากนั้นท้องฟ้าภายในค่ายกลจึงเริ่มเกิดสายฟ้าผ่าขึ้นมา และผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างก็ยืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่ ก่อนจะปล่อยพลังเข้าสู่ด้านหลังของผู้อาวุโสใหญ่
จากนั้น คนของหอวังอัสนีจึงได้เห็นผู้อาวุโสใหญ่ถือท้องฟ้าไว้เพียงมือเดียว และสายฟ้าผ่าได้กลายเป็นค้อนขนาดใหญ่
แต่ค้อนนี้ได้กลายมาจากสายฟ้า ดังนั้นมันจึงส่งเสียงกึกก้องไปทั่วฟ้า
ทุกคนได้เห็นเช่นนั้นก็พลันตกตะลึง
ตู้เทียนซานพูดออกมาอย่างติดขัด “ค้อนอัสนี!”
ฟาเทียนเห็นถึงความยิ่งใหญ่เช่นนั้นจึงเอ่ยถามออกมา “แข็งแกร่งมากหรือ?”
“ค้อนอัสนีจำเป็นต้องใช้พลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องใช้การร่วมมือของผู้อาวุโสหลาย ๆ คน แต่พลังนี้สามารถทำลายยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนได้ทันที” ตู้เทียนซานพูดออกมาด้วยความสัตย์จริง
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น” เมื่อฟาเทียนเห็นลู่เฉินยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่เป็นอันใด จึงตัดสินได้ว่าผู้อาวุโสต้องมีวิธีอย่างแน่นอน
ตู้เทียนซานเห็นท่าทางไม่เชื่อของฟาเทียนก็กล่าวว่า “หลวงจีน ข้าไม่โกหกเจ้า ค้อนอัสนีนี้น่ากลัวมากจริง ๆ!”
ฟาเทียนเอ่ยพลางยิ้ม “เจ้าดูผู้อาวุโสจะรับมือเช่นไร!”
“เช่นนี้ยังสามารถรับมือได้?” ตู้เทียนซานไม่เชื่อ
ไม่เพียงแต่ตู้เทียนซานเท่านั้น ผู้อาวุโสเหล่านั้น รวมทั้งคนของหอวังอัสนีต่างแน่ใจว่าลู่เฉินไม่มีวิธี บางคนยังพูดตัดสินออกมาว่าเขาจะต้องถูกฟ้าผ่าจนตายตกเป็นแน่
ผู้อาวุโสใหญ่ใช้มือข้างเดียวจับค้อนอัสนีพร้อมพูดขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ให้โอกาสเจ้ายอมแพ้!”
“โอกาสเช่นนี้ เก็บไว้ให้พวกเจ้าเสียจะดีกว่า!” ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้าย ไข่มุกอัสนีวิญญาณภายในร่างกายจึงปรากฏออกมา
จากนั้น ทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าประหลาดใจ นั่นก็คือค้อนอัสนีที่อยู่บนท้องฟ้านั้น จู่ ๆ ได้กลายเป็นสายฟ้าหลายสาย ตกสู่บนไข่มุกนั่น
ทุกคนคิดว่าตาพร่ามัว แต่หลังจากกะพริบตาอยู่หลายครั้งจึงตกตะลึง
บางคนยิ่งพูดด้วยความตกใจ “ดูนั่น ดูดซึมซับสายฟ้าไปหมดแล้ว!”
“ไม่จริงหรอก ค้อนอัสนียังสามารถซึมซับได้หรือ?”
“นี่ คือสมบัติวิญญาณใดกัน?” ผู้คนในบริเวณนั้นแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ผู้อาวุโสเหล่านั้นยิ่งเบิกตากว้างมากขึ้น ผู้อาวุโสใหญ่ตกตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย “เจ้าหนุ่ม สิ่งนั้นของเจ้าคือสมบัติวิญญาณใดกัน?”
“สมบัติวิญญาณที่สามารถดูดสายฟ้าได้” ลู่เฉินมองผู้อาวุโสใหญ่ด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสใหญ่พูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่สนใจเคล็ดวิชาสายฟ้าของพวกเรา!”
“เช่นนั้น พวกเจ้าก็ไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาสายฟ้า”
ผู้อาวุโสใหญ่รู้สึกโมโหขึ้นมา “ไม่ใช้เคล็ดวิชาสายฟ้า ได้!”
พูดจบ ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ใช้เคล็ดวิชาสายฟ้า แต่นำกริชเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะออกแรงสะบัดเพียงเล็กน้อย กริชนี้ก็พุ่งทะยานออกไป
ทุกคนต่างคิดภายในใจว่ากริชนี้ไม่ใช่ธาตุไฟ แต่ด้วยความสามารถของผู้อาวุโสใหญ่นั้น หากสามารถทำให้มันบินออกไปได้เช่นนี้จะต้องแทงทะลุร่างของลู่เฉินได้แน่
ใครจะคิดว่าเขากลับเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ออกมา เมื่อกริชโจมตีลงบนกำแพงนั้นก็ทำลายลงไปเพียงหกร้อยกว่าชั้น และด้วยความคิดของลู่เฉินก็สามารถควบคุมกริชนั่นไว้ในมือได้ จากนั้นเขาจึงกล่าวพลางยิ้มยียวนว่า “อ่อนแอเกินไป!”
หากจะพูดว่า เพราะลู่เฉินมีไข่มุกอัสนีวิญญาณจึงต้านการโจมตีของทุกคนได้ และทำให้ทุกคนต่างก็สงสัยในทักษะของเขา แต่ตอนนี้ เขาไม่ต้องอาศัยสมบัติวิญญาณ เพียงแค่ยืมใช้เคล็ดวิชาการป้องกันก็สามารถต้านทานการโจมตีของผู้อาวุโสใหญ่ได้แล้ว
ดังนั้น คนของหอวังอัสนีจึงตกตะลึงขึ้นมา
ผู้อาวุโสใหญ่คิดว่าเมื่อครู่พลังอาจจะยังไม่มากพอ ดังนั้นจึงปล่อยมีดขว้างและกระบี่บินออกไปอีก
ทว่าการโจมตีนี้ยังคงไม่มีผลอันใดกับลู่เฉิน แต่บางอย่างกลับถูกเขารับไว้และโยนมันออกไปอีกด้านหนึ่ง
ทุกคนเห็นฉากนี้ก็รู้สึกสับสนขึ้นมา
ศิษย์ของหอวังอัสนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขัดว่า “จับ…มีดขว้างได้?”
“นี่ต้องทรงพลังเพียงใดกัน?”
“แม้จะเป็นผู้ที่มีพลังยุทธ์เดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถจับมีดขว้างของผู้อื่นได้”
…
เป็นเพราะลู่เฉินควบคุมมีดขว้างเหล่านั้น ทำให้พลังของมีดขว้างอ่อนแอลง และสามารถควบคุมมันได้ในที่สุด
แต่ในสายตาของคนเหล่านี้ เขาเพียงแค่จับมันด้วยมือเปล่า ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกว่าชายผู้นี้น่ากลัวเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะผู้อาวุโสใหญ่ที่รู้สึกตื่นตระหนก และในขณะนั้นเอง หญ้าบนภูเขาก็ค่อย ๆ หายไป
ผู้อาวุโสบางคนรู้สึกตกใจ “หญ้าหายไปแล้ว!”
ทุกคนต่างมองไปยังบนภูเขาทันทีก็ได้เห็นผู้อาวุโสเล่ย ‘ขโมยหญ้า’ อยู่ตรงนั้นพอดี
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวด้วยความโมโห “เจ้าทำสิ่งใด?”
ผู้อาวุโสเล่ยมีสีหน้าลำบากใจ “คือว่า เขาต้องการ ข้าจึงช่วยเขานำมันออกไป”
เมื่อเริ่มแรกยังตะโกนบอกทำร้ายบอกฆ่าลู่เฉิน แต่ตอนนี้กลับช่วยลู่เฉินทำเรื่องบางอย่าง
ทำให้ทุกคนทุกคนยิ่งรู้สึกแปลกใจ เมื่อครู่หลังจากผู้อาวุโสเล่ยเข้าไปภายในร่างของลู่เฉินนั้น แท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้น
ส่วนลู่เฉินนั้นรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้อาวุโสเล่ยนำถุงที่บรรจุหญ้ามาตรงหน้าเขา ชายหนุ่มก็ยิ้มพลางเอ่ยออกมา “ขอบใจเจ้ามาก!”
“เป็นหน้าที่ของข้า!” ผู้อาวุโสเล่ยตอบกลับ
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ บันดาลโทสะทันที จากนั้นพวกเขาต่างสบถคำหยาบออกมา โดยเฉพาะผู้อาวุโสใหญ่ที่รู้สึกโกรธเคือง “นี่เป็นสิ่งของของหอวังอัสนีของเรา หลายแสนปีถึงจะเกิดขึ้นได้!”
“แต่มันไม่มีประโยชน์กับเรามากนัก” ผู้อาวุโสเล่ยตอบกลับ วาจานี้ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่โมโหจนกัดฟันกรอด
ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งดังมาจากบนท้องฟ้า “ผู้ใดบอกว่ามีประโยชน์ไม่มากนัก?”
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงดังกล่าว ต่างก็มองไปยังกลุ่มหมอกสีดำบนท้องฟ้าพลางเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางเคารพ “ท่านผู้นำ!”
ตู้เทียนซานตกตะลึงขึ้นมา “แย่แล้ว ท่านผู้นำออกมาแล้ว!”