ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 506 สายฟ้าอินทนิล เจ้าช่างอารมณ์ร้ายนัก!
บทที่ 506 สายฟ้าอินทนิล เจ้าช่างอารมณ์ร้ายนัก!
ฟาเทียนเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงกลุ่มเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้า นอกจากนั้นก็ไม่เห็นสิ่งอื่น ๆ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มเมฆเท่านั้นหรือ? ท่านผู้นำอยู่ที่ใดกัน!”
ตู้เทียนซานรู้สึกสงสัยขึ้นมา “พลังของผู้นำของเรา ว่ากันว่าห่างจากขั้นแปลงเซียนเพียงครึ่งก้าว ดังนั้นขั้นแปลงเซียนธรรมดาจึงไม่สามารถหาร่องรอยของเขาได้พบ”
“ห่างจากขั้นแปลงเซียนเพียงครึ่งก้าว? ทำไมถึงดูเกินจริงเช่นนั้น?” หลังจากฟาเทียนรู้ถึงขั้นแปลงเซียนก็พลันรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
ตู้เทียนซานเหมือนกับกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง แต่ผู้อาวุโสใหญ่กลับพร่ำบ่นออกมา “ท่านผู้นำ ท่านต้องลงโทษคนทรยศเหล่านี้อย่างถึงที่สุด!”
คนที่ผู้อาวุโสใหญ่พูดถึงก็คือ ผู้อาวุโสเล่ย รวมถึงพวกตู้เทียนซาน
ดังนั้น เมื่อผู้อาวุโสเล่ยและคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น แต่ละคนจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะผู้อาวุโสเล่ยที่ยังหันไปโค้งคำนับพลางพูดขึ้นไปบนท้องฟ้า “ท่านผู้นำ”
“ท่านผู้นำ? เจ้ายังมีหน้ามาเรียกข้าว่าผู้นำ?” คนบนฟ้าดูท่าทางไม่ยินดีขึ้นมา
ผู้อาวุโสเล่ยหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม
ตอนนั้นเอง สวี่เล่ยซานรวมถึงคนของจวนเหมันต์อุดรปรากฏตัวออกมาจากฝูงชน จากนั้นก็ชี้ไปยังลู่เฉิน “ท่านผู้นำ เขาคือผู้ที่ก่อความวุ่นวายในจวนเหมันต์อุดรของพวกเรา แล้วยังนำสัตว์ปีศาจออกมามากมายเช่นนี้!”
“ข้ารู้แล้ว!” ผู้นำตอบกลับมาด้วยเสียงอันทรงพลัง
สวี่เล่ยซานมองไปยังลู่เฉินพลางหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เมื่อครู่เจ้าอวดดีนักไม่ใช่หรือ?”
ไม่เพียงแต่สวี่เล่ยซานเท่านั้น ฉีเหยียนที่อยู่ตรงนั้นก็หัวเราะพลางพูดว่า “เจ้าหนุ่ม ต่อหน้าท่านผู้นำ ยังไม่รีบคุกเข่าลงไปอย่างนั้นหรือ?”
คนของหอวังอัสนีคิดว่าเขาจะยอมคุกเข่าลงอย่างว่าง่าย
แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังกลุ่มหมอกสีดำพลางยิ้มและพูดขึ้นว่า“เจ้าก็คือผู้นำของหอวังอัสนี?”
“คือข้าเอง!” เมื่ออีกฝ่ายพูดเช่นนั้นยังจงใจปล่อยกลิ่นอายออกมา และกลิ่นอายนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้คนรอบ ๆ สัมผัสได้ถึงความน่าหวาดกลัวของเขา
สัตว์ปีศาจที่อยู่บนท้องฟ้าและพื้นดินเกิดอาการตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
ฉีฉีน้อยก็รู้สึกเช่นกันจึงพูดออกมาว่า “ศิษย์พี่ เขามีความแข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย”
ลู่เฉินก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ทว่าเขาเพียงกล่าวถามอีกฝ่าย “เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ เจ้าเป็นผู้มอบมันให้แก่ผู้อาวุโสเล่ยหรือ?”
“ใช่ เพียงแค่คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าทรยศหอวังอัสนีได้!” อีกฝ่ายมีน้ำเสียงโมโหขึ้นมาเล็กน้อย
ลู่เฉินยิ้มพลางพูดขึ้นมา “เขาไม่ได้ทรยศ เพียงแค่ข้าทำให้เขาเชื่อฟังข้าเท่านั้น!”
“เช่นนั้นต่างอันใดกับการทรยศกันเล่า?”
“เพราะข้าก็สามารถใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณได้!” คำพูดของลู่เฉินทำให้คนในบริเวณนั้นตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะผู้อาวุโสเล่ย
แต่ผู้อาวุโสใหญ่ได้สติกลับมาก่อน “เจ้าหนุ่ม เจ้าพูดตลกอยู่หรือ? เจ้า?”
“มีปัญหาหรือ?” เมื่อลู่เฉินพูดจบ รอบกายก็เกิดสายฟ้าสว่างขึ้นมา เพียงไม่นาน ทั้งร่างดูราวกับเงาสายฟ้าที่สว่างวาบขึ้น
เช่นนี้จึงทำให้ทุกคนเชื่อสนิทใจ
ผู้อาวุโสเล่ยรู้สึกสับสนขึ้นมา “นี่จะ…แข็งแกร่งเกินไปแล้ว”
“เจ้าเป็นใคร! เหตุใดจึงสามารถทำได้!” ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มเมฆบนท้องฟ้ารู้สึกตกใจขึ้นมา
ลู่เฉินยิ้มและหันไปพูดกับภายในกลุ่มเงาสายฟ้า “ไม่เชิญข้าไปคุยกับเจ้าเสียหน่อยหรือ?”
“ที่นี่?”
“บนท้องฟ้านี้ เป็นเพียงอีกร่างหนึ่งของเจ้าเท่านั้น!” ลู่เฉินพูดพลางฉีกยิ้มออกมา
อีกร่างหนึ่ง?
ทุกคนจึงได้รู้ว่าท่ามกลางกลุ่มเมฆบนท้องฟ้านั้นเป็นเพียงอีกร่างหนึ่งของผู้นำท่านนั้น
บางคนก็รู้สึกตกตะลึง “อีกร่างหนึ่งของท่านผู้นำ แข็งแกร่งเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ผู้นำบรรลุขั้นแปลงเซียน เข้าสู่ขั้นถัดไปแล้วหรือ?”
“ถ้าหากอีกร่างไม่แข็งแกร่งมากพอ เช่นนั้นก็น่าจะเกินขั้นแปลงเซียนไปแล้ว!”
ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดากันไปต่าง ๆ นั้น กลุ่มเมฆบนท้องฟ้าก็กระจายตัวออกและปกคลุมลู่เฉินไว้ทันที จากนั้นชายหนุ่มก็หายไป
“ดูนั่น เจ้าหนุ่มผู้นั้นหายไปแล้ว”
“หรือว่าผู้นำพาตัวเขาไปแล้ว?”
“เกิดอันใดขึ้น?”
…
ฉีเหยียนมองไปยังสวี่เล่ยซาน “ผู้นำของพวกเจ้า สามารถฆ่าเขาได้หรือไม่?”
“ผู้นำของเราทำได้แน่!” สวี่เล่ยซานพูดด้วยความมั่นใจ
“เช่นนั้นก็ดี!” ฉีเหยียนรู้สึกมีความหวังขึ้นมา
ฟาเทียนรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ฉีฉีน้อยจึงเอ่ยถามขึ้น “ศิษย์พี่ผู้นั้นคงไม่เกิดเรื่องใดใช่หรือไม่?”
“ครั้งนี้รู้สึกไม่มั่นใจ แต่ด้วยทักษะที่มีอยู่มากของผู้อาวุโส น่าจะไม่มีปัญหาใด” ฟาเทียนพูดด้วยความไม่มั่นใจ
เมื่อฉีฉีน้อยได้ฟังก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
…
ภายในถ้ำที่เต็มไปด้วยสายฟ้านั้น ลู่เฉินยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มสายฟ้า จากนั้นจึงจ้องมองไปยังคนที่ถูกแช่แข็งตรงนั้นพลางยิ้ม “ร่างที่แท้จริงของเจ้าได้รับบาดเจ็บ?”
คนที่ถูกแช่แข็งอยู่นั้นคือผู้นำของหอวังอัสนี เขาได้รับบาดเจ็บจริงและยังรักษาบาดแผลอยู่ตรงนั้น แต่อีกร่างหนึ่งของเขาได้เดินออกมาจากด้านข้าง
เห็นเพียงอีกร่างหนึ่งนี้เป็นเงาวิญญาณสายฟ้า
“เจ้าคือผู้ใด เหตุใดจึงเข้าใจเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ?” อีกร่างของผู้นำมองไปยังลู่เฉินพลันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
ลู่เฉินมองผู้นำด้วยรอยยิ้ม “เจ้าจงตอบข้ามาก่อน เจ้าเรียนมาจากที่ใดกัน?”
“เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณเป็นเคล็ดวิชาลับที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นในหอวังอัสนี้ และมีเพียงผู้นำของแต่ละรุ่นเท่านั้นที่จะสามารถเรียนรู้ได้”
“โอ้? ผู้นำของแต่ละรุ่น?”
“ใช่!”
“เช่นนั้น เล่ยม่อเทียนคือผู้ใด? อ้อ ยังมีผู้อาวุโสเล่ยด้วย เหตุใดจึงสามารถเรียนสิ่งเหล่านี้ได้?” ลู่เฉินถาม
“เล่ยม่อเทียนเป็นผู้ก่อตั้งหอวังอัสนี ส่วนผู้อาวุโสเล่ยนั้น เขามีสถานะพิเศษ” ผู้นำอธิบาย
“เช่นนั้น ตอนนี้เล่ยม่อเทียนอยู่ที่ใดกัน?”
ผู้นำตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ร่องรอยของผู้บุกเบิกนั้น เหตุใดต้องเปิดเผยให้คนนอกอย่างเจ้าได้รู้ด้วย?”
“โอ้? คนนอก?” ลู่เฉินยิ้ม
“มีปัญหาใดหรือ?”
“เจ้าให้เขามาพบข้า ก็จะรู้ว่าเป็นคนนอกหรือไม่”
ผู้นำจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “พบเจ้า?”
“ใช่!”
“เพื่อสิ่งใดกัน?”
“ถ้าหากเจ้าสามารถติดต่อกับเขาได้ จงบอกแก่เขา เมื่อถึงเวลานั้น เขาต้องอยากพบข้าแน่”
สีหน้าของผู้นำเต็มไปด้วยความสงสัย “บอกสิ่งใด?”
“เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณมีจุดอ่อนสามข้อ หากคิดจะกำจัดจุดอ่อนเหล่านั้น จำเป็นต้องจัดการตั้งแต่รากวิญญาณ”
ผู้นำชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณมีจุดอ่อนสามข้อ? เจ้าพูดเรื่องตลกหรือ?”
“เจ้าไปหาเขา นำคำพูดของข้าไปบอกเขา เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเข้าใจ”
ผู้นำรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็คิดอยากลอง จึงยื่นมือขวาออกมา จากนั้นบนท้องฟ้าจึงเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มสายฟ้าสีม่วง และภายในสายฟ้าสีม่วงนี้ มีทวนยาวที่สว่างไปด้วยสายฟ้าอยู่หนึ่งเล่ม
“ทวนอินทนิล!” เมื่อเห็นทวนยาวเล่มนี้ ลู่เฉินพลันรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่ สมบัติวิญญาณของผู้บุกเบิก แต่ผู้บุกเบิกไม่ได้อยู่ที่นี่ เพียงแค่ทิ้งสมบัติวิญญาณชิ้นนี้ไว้ แต่ข้าสามารถติดต่อกับเขาผ่านทางศาสตราวุธวิญญาณนี้ได้” เมื่อผู้นำพูดจบ เขาก็นำมือข้างหนึ่งจับทวนไว้ให้มั่น จากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลง
…
จิตของผู้นำนั้นเข้าไปภายในทวนเล่มนี้ และพูดกับสายฟ้าที่สว่างอยู่ภายในทวนขึ้นมาด้วยความเคารพ “ข้าต้องการพบกับผู้บุกเบิก”
“พบกับเจ้าของของข้า?”
“ใช่!”
“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ?” ทวนนั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ด้านนอกมีคนผู้หนึ่ง บอกให้ข้านำคำพูดมาบอกกล่าวต่อผู้บุกเบิก” ผู้นำพูดด้วยความเคารพ
“ผู้ใดกันจึงสามารถมอบคำพูดให้แก่ผู้บุกเบิกได้?” วิญญาณศาสตราวุธพูดด้วยน้ำเสียงโมโห
ผู้นำพูดขึ้นมาด้วยความลำบากใจเล็กน้อย “ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น แต่เขา…”
“ไปบอกแก่เขา เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้!” ศาสตราวุธวิญญาณตะคอกกลับมา
แต่วิญญาณของลู่เฉินกลับก้าวเข้ามาภายในทวนอินทนิลนี้ และพูดติดตลกขึ้นมา “ข้าว่าสายฟ้าอินทนิล เหตุใดอารมณ์ของเจ้าจึงเปลี่ยนเป็นอารมณ์ร้ายเช่นนี้ได้?”
สายฟ้าอินทนิล?
วิญญาณศาสตราวุธรู้สึกบ้าคลั่งขึ้น เมื่อเห็นว่ามีผู้ใดกล้าเรียกตนตรง ๆ เช่นนี้ เขาจึงหมุนตัวกลับไป แต่แล้วก็ต้องหวาดกลัวจนกระโดดออกมา