ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 522 เข้าสู่จวนเหมันต์อุดร ได้พบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าพลธนู!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 522 เข้าสู่จวนเหมันต์อุดร ได้พบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าพลธนู!
บทที่ 522 เข้าสู่จวนเหมันต์อุดร ได้พบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าพลธนู!
เมื่อหยวนเส่าชิงได้ยินลู่เฉินพูดว่าม่านป้องกันของตนและคนอื่น ๆ นั้นเป็นขยะจึงยิ้มเย็นชาขึ้นมาทันที “ขยะ? เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่อวดดีเกินไปอย่างนั้นหรือ?”
ลู่เฉินไม่เสียเวลาถกเถียงกับอีกฝ่าย แต่กลับเริ่มสะสมพลัง
เห็นเพียงกระบี่สยบเก้าทิศกำลังหลอมรวมพลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
คนบางส่วนที่อยู่บริเวณรอบ ๆ สามารถสัมผัสถึงพลังปราณบางอย่างที่พุ่งเข้าสู่ร่างกายลู่เฉิน
อวิ๋นซวนซวนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็สัมผัสได้เช่นกัน และยังพึมพำอยู่ในใจ ‘ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก’
หยวนเส่าชิงเยาะเย้ยออกมาราวกับไม่รับรู้เรื่องใด “ลำพังเจ้าที่เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ ถึงแม้จะมอบพลังให้อีกกี่ร้อยเท่า เจ้าก็ทำลายม่านป้องกันนี้ไม่ได้”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม แต่หยวนเส่าชิงยังคงไม่สนใจลู่เฉิน และยังพูดยั่วยุขึ้นมา “ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะแมลงน่ารังเกียจเหล่านั้นของเจ้า ข้าคงจะเปิดม่านป้องกันออกมาฆ่าเจ้าเร็วกว่านี้แล้ว!”
และในขณะนั้นเอง ปราณกระบี่จึงถูกบีบอัดรวมกันไว้บนกระบี่ของลู่เฉิน
ปราณกระบี่นี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่หยวนเส่าชิงคิดว่าอีกฝ่ายไม่สามารถเปิดมันออกได้ จึงยังมองลู่เฉินด้วยรอยยิ้มหยันต่อไปราวกับกำลังเหยียดหยายามเขาอยู่
ทว่าใครจะคิดว่าเมื่อปราณกระบี่พุ่งออกไปติดต่อกัน ปราณกระบี่แรกโจมตีลงบนม่านป้องกัน ทำลายติดต่อกันไปหลายชั้น
และเมื่อปราณกระบี่ที่สองตกลงไป มันก็แตกสลายในที่สุด
ส่วนปราณกระบี่ที่สามถึงห้านั้น ค่อย ๆ โจมตีบนร่างกายของหยวนเส่าชิง
ใบหน้าขาวซีดแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำขึ้นมาในบัดดล บนร่างกายที่ถูกโจมตีนั้นยังคงเป็นรูขนาดใหญ่ และมีเลือดไหลทะลักออกมาไม่น้อย
ผู้คนในบริเวณนั้นเห็นดังนั้นจึงตกตะลึง คนของพันธมิตรกำจัดมารแต่ละคนจึงตะโกนร้องขึ้นมา “ผู้นำหยวน!”
หยวนเส่าชิงหอบหายใจหนักหน่วง แต่แววตาทั้งสองยังคงจ้องมองไปยังลู่เฉินอย่างโกรธแค้น “ข้าจะจำเจ้าไว้! รอข้าก่อนเถิด!”
เพียงไม่นาน หยวนเส่าชิงก็นำยันต์ออกมา และเมื่อเปิดใช้มัน คนของพันธมิตรกำจัดมารทั้งหมดพลันหายออกไปจากตรงนั้นทันที
ฉีฉีโห่ร้องขึ้นมาทันที “ศิษย์พี่ ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก!”
อวิ๋นซวนซวนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเช่นกัน เพราะนางคิดไม่ถึงว่าปราณกระบี่ของลู่เฉินจะน่ากลัวเพียงนี้
ลู่เฉินเก็บกระบี่กลับเข้ามา และพูดด้วยท่าทางนิ่งสงบ “ไปเถิด”
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ ตามไปทันที ผู้คนในบริเวณนั้นยังคงถกเถียงกันไม่หยุด โดยเฉพาะเคล็ดวิชากระบี่ของลู่เฉินเมื่อครู่นี้ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของทุกคน
…
หยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ ซ่อนตัวอยู่ในภายในโรงเตี๊ยมบางแห่งในเมือง ที่นั่น เขาได้ใช้เม็ดยารักษาบาดแผล เมื่อหยุดเลือดได้แล้วจึงพูดด้วยความโกรธแค้น “ไอ้สารเลว!”
“ผู้นำหยวน ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?” คนผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวลใจ
“คนผู้นี้ต้องตาย!” หยวนเส่าชิงมีสีหน้าไม่ดีนัก
“แต่การมาตอนเหนือของนครทักษิณาครั้งนี้ ลำพังเพียงพวกเรา หากคิดจะจัดการกับคนประหลาดนั่น นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง!”
คำพูดนี้ คนของพันธมิตรกำจัดมารที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างเห็นด้วย หยวนเส่าชิงจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปจวนเหมันต์อุดรก่อน ข้าคิดว่าพวกเขาต้องมีวิธี”
“คนของจวนเหมันต์อุดรยังฝากความหวังไว้ที่เรา แต่ลำพังพวกเราตอนนี้…” ผู้พูดและคนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าสลดใจไม่น้อย
หยวนเส่าชิงโมโหจนกัดฟันกรอด “จวนเหมันต์อุดรไม่ได้อ่อนแอเพียงนั้น”
ขณะที่ทุกคนหันมองหน้ากัน หยวนเส่าชิงก็ผุดลุกขึ้นยืน และนำทุกคนเดินออกไปทันที
…
ภายในตำหนักของจวนเหมันต์อุดรนั้น เจี้ยนซิงเฟิงได้กลับมาแล้ว แต่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก “ผู้นำจวน”
“เหตุใดเจ้าจึงไม่แกร่งเยี่ยงเจ้าหนุ่มผู้นั้น?” ผู้นำจวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้า…” เจี้ยนซิงเฟิงไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร
ผู้นำจวนมีสีหน้าอึมครึม “ข้าได้ติดต่อไปยังคนของพันธมิตรกำจัดมารแล้ว พวกเขาสามารถจัดการเจ้าหนุ่มนั่นได้”
“พันธมิตรกำจัดมาร?”
“ใช่ คนของพันธมิตรกำจัดมาร ช่วงนี้มาอาศัยอยู่ในเมืองเหมันต์อุดร หากมีพวกเขา การจัดการกับเจ้าหนุ่มนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา” ผู้นำจวนเอ่ยด้วยความมั่นใจ
เจี้ยนซิงเฟิงจึงวางใจ “เช่นนั้นก็ดี!”
ขณะนั้นเอง มีเพียงเงาวิญญาณของฉีเหยียนที่วิ่งเข้ามาด้วยความร้อนใจ “แย่แล้ว!”
ผู้นำจวนมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
ฉีเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงติดขัด “เจ้า เจ้าหนุ่มผู้นั้นทำให้หยวนเส่าชิงผู้นำของพันธมิตรกำจัดมารได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะ?” ผู้นำจวนเบิกตากว้าง
ฉีเหยียนพูดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก “เจ้าหนุ่มนี่กับจอมมารหญิงและพวกกำลังเดินทางมาที่นี่ คาดว่าภายในเวลาไม่เกินหนึ่งก้านธูปก็อาจจะถึงแล้ว!”
ผู้นำจวนตะคอกเสียงดัง “มาก็มา! ข้าจะรอดู พวกเขาจะมีความสามารถใดที่จะเข้ามาก่อความวุ่ยวายในจวนเหมันต์อุดรของข้าได้”
ฉีเหยียนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ผู้นำจวน ท่านคิดจะลงมือด้วยตัวเองหรือ?”
“จัดการเขา ไม่จำเป็นต้องถึงมือข้า!” ผู้นำจวนพูดด้วยความภูมิใจ
ฉีเหยียนรู้สึกสงสัย “เช่นนั้น ผู้นำจวน ท่าน…”
“รอให้พวกเขาเข้ามายังหุบเขาจวนเหมันต์อุดรเสียก่อน จึงเริ่มเคลื่อนค่ายกลจวนเหมันต์อุดร รอให้เขาสูญเสียทิศทางภายในค่ายกล จากนั้นค่อยส่งพลธนูเป่ยเสวี่ยเข้าไป ให้พวกเขาได้สัมผัสถึงความตายเสียหน่อย!” ผู้นำจวนกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
ฉีเหยียนขานรับ “ขอรับ”
เมื่อฉีเหยียนออกไป ผู้นำจวนจึงมองไปยังเจี้ยนซิงเฟิง “จี้หยกเป่ยเสวี่ยถูกเจ้าหลอมรวมไปแล้ว ดังนั้นบัดนี้ เจ้าจงไปเฝ้ารอ เมื่อถึงคราที่มีโอกาสจงจับเขาซะ!”
เจี้ยนซิงเฟิงคิดภายในใจว่าที่นี่คือจวนเหมันต์อุดรและมีศิษย์มากมาย หากตนใช้จี้หยกอีกครั้งก็น่าจะง่ายขึ้น
“ขอรับ”
จากนั้นเจี้ยนซิงเฟิงจึงออกไป
ผู้นำจวนดูมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา “ข้าไม่เชื่อว่าจะจับเจ้าไม่ได้!”
…
ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ใช้เวลาไปประมาณหนึ่งก้านธูปจึงเดินทางมาถึงหุบเขาด้านนอกจวนเหมันต์อุดร อวิ๋นซวนซวนจึงแนะนำว่า “เดินไปอีกสักพักก็จะถึงภูเขาหิมะตอนเหนือ”
“ภูเขาหิมะตอนเหนือนี้กว้างใหญ่หรือไม่?” ลู่เฉินกวาดสายตามองไปแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นมา
“ภูเขาลูกใหญ่หลายลูกมารวมกัน และภูเขาเหล่านี้มีความแปลกเป็นพิเศษ มีผู้ฝึกตนอยู่เป็นจำนวนมาก” อวิ๋นซวนซวนอธิบาย
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงเดินทางต่อ
อวิ๋นซวนซวนพลันรู้สึกสงสัย “เจ้าบอกว่า หัวหน้าค่ายผู้นั้นจะหนีไปได้หรือ?”
“เขาไม่รู้ว่าข้ากำลังตามหาเขาอยู่ เช่นนั้นเขาไม่น่าจะหนีไป และรอดูเรื่องสนุกอยู่ที่นั่น” ลู่เฉินคาดเดา
“ดูเรื่องสนุก?”
“อืม” ลู่เฉินขานรับ
อวิ๋นซวนซวนรู้สึกแปลก ๆ แต่เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง จู่ ๆ รอบด้านก็เกิดกลุ่มหมอกขึ้นมา ขณะเดียวกันบริเวณรอบ ๆ ยังมีเสียงฆ้องแปลก ๆ ดังขึ้น
ฟาเทียนและฉีฉีรู้สึกตกใจ จนกระทั่งอวิ๋นซวนซวนรู้สึกสงสัยขึ้นมา “ค่ายกลหมอกของจวนเหมันต์อุดรได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“ตามข้ามาก็พอ” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางนิ่งสงบ ราวกับค่ายกลใดก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้
อวิ๋นซวนซวนจ้องมองไปเสียงรอบ ๆ พลันพูดขึ้นมาว่า “ว่ากันว่า จวนเหมันต์อุดรได้เลี้ยงพลธนูไว้กลุ่มหนึ่ง และพลธนูเหล่านี้ปรากฏตัวออกมาก็จะเกิดเสียงฆ้องแปลก ๆ ดังขึ้นบริเวณรอบ ๆ”
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ เห็นเพียงภายใต้ ‘ไข่มุกอาทิตย์อัสดง’ นี้ ลู่เฉินสามารถมองเห็นคนเหล่านั้นแอบซุ่มอยู่ห่าง ๆ จึงยิ้มออกมา “ข้ารู้แล้วว่าพวกเขาซ่อนอยู่ที่ใด”
“เจ้ามองเห็นหรือ?” อวิ๋นซวนซวนรู้สึกแปลกใจ
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร ฟาเทียนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พลธนูนี้ เก่งกาจมากหรือ?”
อวิ๋นซวนซวนได้สติกลับมาจึงตอบกลับ “ได้ยินมาว่าพลธนูเหล่านี้ต่างก็มีทักษะที่แปลกเป็นพิเศษอยู่”
“ทักษะใดกัน?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ
“เพียงแค่รวบรวมสมาธิได้ก็จะสามารถมองผ่านทะลุหมอก เพื่อกำหนดเป้าหมายในการโจมตีได้” อวิ๋นซวนซวนตอบกลับ
“มองทะลุหมอก?” ฟาเทียนรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
ฉีฉีขมวดคิ้ว “เช่นนั้น พวกเราจะไม่ตกเป็นเป้าหรือ?”
อวิ๋นซวนซวนพยักหน้า “ใช่!”
ฟาเทียนและฉีฉีรีบเปิดม่านป้องกันเพื่อเตรียมพร้อมทันที
และในขณะนั้นเอง เงาศรสีทองพุ่งผ่านทะลุหมอกเข้ามารอบด้าน อวิ๋นซวนซวนและคนอื่น ๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงมองไปรอบ ๆ ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงดังอยู่รอบด้าน