ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 523 เจี้ยนซิงเฟิงผู้มีความมั่นใจ หายไปอีกแล้ว!
บทที่ 523 เจี้ยนซิงเฟิงผู้มีความมั่นใจ หายไปอีกแล้ว!
เนื่องจากฟาเทียนและคนอื่น ๆ ไม่สามารถมองเห็นที่มาของศรได้จึงรู้สึกตื่นกลัวเล็กน้อย แต่ลู่เฉินกลับไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้น เขานำธนูเงามารออกมา
เห็นเพียงศรของลู่เฉินจากหนึ่งดอกแบ่งเป็นสิบดอกและมีความเร็วเป็นอย่างมาก เพียงไม่นานก็ปล่อยกระจายออกไปได้นับพันดอก
ถึงแม้ว่าศรที่ปล่อยออกไปด้วยความเร็วเหล่านี้จะไม่ทรงพลังมากนัก แต่ก็สามารถกำหนดเป้าของศรเหล่านั้นที่พุ่งเข้ามา และทำให้มันกระเด็นออกไปได้ ส่งผลให้ศรเหล่านั้นเปลี่ยนทิศทางหรือกระเด็นออกไป
ดังนั้นอวิ๋นซวนซวนและคนอื่น ๆ จึงไม่เห็นศรที่พุ่งมายังพวกเขา
นี่จึงทำให้ฟาเทียนอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ผู้อาวุโส ท่าน…ทำให้ศรเหล่านั้นกระเด็นออกไปหรือ?”
“อืม” ลู่เฉินพูดไปพลางยิงศรต่อไป อวิ๋นซวนซวนที่อยู่อีกด้านหนึ่งจึงตกตะลึง
จนกระทั่งรอบ ๆ ไม่มีเสียงของศรแล้ว ลู่เฉินจึงเก็บธนูเงามารเข้ามา “ตามข้ามา”
ทุกคนจึงรีบตามไปทันที
พลธนูกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในมุมมืดนั้น แต่ละคนมีสีหน้าตกตะลึงขึ้นมา และเมื่อฉีเหยียนที่อยู่ไกลออกไปได้เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้วก็พลันรู้สึกโมโหจนต้องหมุนตัวเดินออกไป
…
ณ ตำหนักของจวนเหมันต์อุดร หยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ ได้มาถึงที่นี่แล้ว จึงได้พบกับผู้นำจวนที่อยู่ตรงหน้า
ผู้นำจวนรู้ถึงความน่าหวาดหวั่นของพันธมิตรกำจัดมาร ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างมีความเกรงใจต่อหยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ทั้งยังสั่งให้คนมารินชาให้ และเอ่ยถามขึ้นว่า “ผู้นำหยวน เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ด้วยตนเองกัน?”
“ผู้นำจวนหลิว พวกเราไม่ต้องสุภาพต่อกันนักก็ได้” หยวนเส่าชิงอดทนต่อไปไม่ไหวกับบรรยกาศเช่นนี้ จนต้องทำลายมัน
“เช่นนั้นย่อมได้ ผู้นำหยวนมาที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือ?” ผู้นำจวนเปิดประเด็น
“ท่านส่งคนไปบอกว่า เพียงแค่จับเจ้าหนุ่มลู่เฉินนั่นได้ ก็จะบอกที่อยู่ของอสูรปีศาจกับข้า?” หยวนเส่าชิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่ แต่พวกท่านก็ไม่สามารถจับได้” ผู้นำจวนตอบกลับไปตรง ๆ
หยวนเส่าชิงจึงตอบกลับไปว่า “นั่นเป็นเพราะว่า ตอนนี้พวกเรายังนำคนไม่มากพอ ถ้าหากจำเป็น ข้าก็จะเรียกคนจากพันธมิตรกำจัดมารออกมาเพิ่ม”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ผู้นำจวนรู้สึกราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นตลกบางอย่าง
หยวนเส่าชิงจึงตอบกลับอย่างไร้ยางอาย “แต่ข้าได้ยินมาว่า ผู้นำจวนหลิวห่างจากขั้นแปลงเซียนอีกเพียงไม่กี่ก้าว ดังนั้นข้าจึงคิดว่าความสามารถของผู้นำจวนหลิวนั้นจะต้องสามารถจัดการเจ้าหนุ่มนั่นได้แน่”
ผู้นำจวนฉีกยิ้มออกมา “หากข้าคิดจะลงมือง่าย ๆ เหตุใดข้าต้องตามพวกท่านมาด้วย?”
หยวนเส่าชิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ผู้นำจวน ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“พูดแบบไม่ปิดบัง ช่วงนี้ข้ากำลังฝึกฝนบางอย่างอยู่ จึงไม่สามารถลงมือตามใจชอบได้ มิฉะนั้น ความพยายามทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่าได้” ผู้นำจวนอธิบายออกมา
“เช่นนั้น จวนเหมันต์อุดรของพวกท่านจะต้องมีความแข็งแกร่งบางอย่างอยู่เป็นแน่ ชายชราที่น่ากลัวเหล่านั้น?” หยวนเส่าชิงยังคงพูดอย่างไม่ลดละ
“ไม่ทราบว่าผู้นำหยวนหมายความว่าอย่างไร?”
“พูดตามตรง ข้าเองก็เกลียดเจ้าหนุ่มแซ่ลู่นั่นมาก หากพวกท่านสามารถจับเขาได้ ข้าต้องรู้สึกดีใจอยู่แล้ว จริงหรือไม่?” หยวนเส่าชิงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ใช่ ง่ายเพียงนั้น!” หยวนเส่าชิงยิ้ม
ผู้นำจวนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดออกไปว่า “ข้าได้จัดพลธนูออกไปแล้ว ขณะเดียวกันยังกักขังพวกเขาไว้ภายในค่ายกลหมอกของจวนเหมันต์อุดร ดังนั้นพวกเขาย่อมหนีไม่พ้นแน่”
เมื่อหยวนเส่าชิงได้ฟังก็รู้สึกดีใจ “จริงหรือ?”
“จริง!”
“เช่นนั้นอีกไม่นาน หากจับคนเหล่านั้นได้ จะต้องให้เจ้าได้เห็นด้วยตาตัวเองแน่” หยวนเส่าชิงอดไม่ได้ที่จะจัดการลู่เฉินด้วยตัวเอง เพื่อล้างแค้นด้วยศรเพียงดอกเดียว
“ได้!” ผู้นำจวนขานรับ
ตอนนั้นเอง ฉีเหยียนกลับมาพร้อมกับวิญญาณที่เหลืออยู่ของตน และพูดด้วยความร้อนใจ “ผู้นำจวน แย่แล้ว!”
“เกิดเรื่องใดขึ้น?” เมื่อผู้นำจวนเห็นท่าทางรีบร้อนของฉีเหยียน จึงรู้สึกโมโหขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มนั่นสามารถมองเห็นศรที่พลธนูยิงออกมาได้ ดังนั้นศรเหล่านั้นยังไม่ทันที่จะสัมผัสกาย ก็ถูกเจ้าหนุ่มลู่เฉินนั่นปัดกระเด็นออกไปหมดแล้ว” ฉีเหยียนพูดด้วยความร้อนใจ
“ว่าอย่างไรนะ?” ผู้นำจวนลุกขึ้นยืนทันที เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อเรื่องนี้
หยวนเส่าชิงเอ่ยถามอย่างสงสัย “แข็งแกร่งเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ฉีเหยียนไม่เข้าใจเช่นกัน “ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงมองเห็นศรในหมอกเหล่านั้นได้”
ผู้นำจวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นกักขังพวกเขาไว้สักสองสามวัน แล้วค่อย…”
ใครจะคิดว่า ศิษย์ที่วิ่งมาตรงหน้านั้น… “ผู้นำจวน พวกเขาเดินออกมาจากค่ายกลหมอกแล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะ!?” เขามีท่าทีร้อนรนและเริ่มเดินไปมาด้วยความลังเล
ส่วนฉีเหยียนตกตะลึง “เป็นไปได้อย่างไร? นั่นเป็นค่ายกลหมอกเชียวนะ!”
หยวนเส่าชิงที่อยู่ตรงนั้นกล่าวด้วยความกังวล “ผู้นำจวนหลิว ข้าคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว จวนเหมันต์อุดรของพวกท่านมีความสามารถใดก็จงรีบแสดงมันออกมาเถิด!”
ฉีเหยียนจึงมองไปยังผู้นำจวนผู้นั้นเพื่อรอคำสั่งจากเขา
ผู้นำจวนเอ่ยขึ้นมาด้วยความแววตาเย็นชา “ไป ไปดูเขา”
เมื่อพูดจบ ผู้นำจวนก็เดินออกไปจากตำหนัก หยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ จึงรีบไปดูเรื่องสนุกทันที ส่วนฉีเหยียนนั้นเมื่อเห็นผู้นำจวนคิดจะลงมือด้วยตัวเอง ในใจพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
จนกระทั่งพวกเขาเดินออกไปจากตำหนัก มาถึงยังขอบหน้าผา จึงได้เห็นเจี้ยนซิงเฟิงนำคนกลุ่มหนึ่งไปล้อมลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไว้พอดี
“ผู้นำจวน เจี้ยนซิงเฟิงผู้นั้น?” เมื่อฉีเหยียนเห็นเจี้ยนซิงเฟิงจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เขามีจี้หยกเป่ยเสวี่ย เมื่อผสานกับคนของจวนเหมันต์อุดรมากมายเช่นนั้น ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะรับมือได้” ผู้นำจวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อฉีเหยียนได้ยินคำว่าจี้หยกเป่ยเสวี่ย เขาก็รู้สึกวางใจขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าขณะนั้น เจี้ยนซิงเฟิงที่อยู่ด้านหน้าลู่เฉินกำลังจ้องมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนุ่ม ที่นี่มีศิษย์ของจวนเหมันต์อุดรเป็นจำนวนมาก ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะฆ่าทั้งหมดอย่างไร!”
ในเมืองเหมันต์อุดร ลู่เฉินสามารถทำลายพลังของเจี้ยนซิงเฟิงได้ นั่นเป็นเพราะเขาส่งคนไปสังหารคนของจวนเหมันต์อุดรจำนวนไม่น้อย ทำให้กำลังของเจี้ยนซิงเฟิงนั้นอ่อนแอลง แต่ตอนนี้แตกต่างกัน
ที่นี่นั้น รอบด้านมีคนของจวนเหมันต์อุดรแอบซุ่มอยู่เป็นจำนวนมาก ซ้ำยังเป็นยอดฝีมือ ดังนั้นเจี้ยนซิงเฟิงจึงมั่นใจอย่างยิ่ง
จนกระทั่งอวิ๋นซวนซวนพูดขึ้นมาด้วยความกังวล “ตอนนี้น่าจะจัดการยากเสียแล้ว”
ฟาเทียนมองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส ท่านสามารถเก็บสมบัติวิญญาณของผู้อื่นได้มิใช่หรือ?”
“ได้น่ะได้ แต่สมบัติวิญญาณนี้อยู่ภายในร่างกายเขา หากอยากจะนำออกมา ข้าต้องเข้าไปใกล้เขาจึงจะสามารถทำได้” ลู่เฉินอธิบาย
เมื่อฟาเทียนได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เช่นนั้น คงไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถจัดการพวกเขาได้?”
อวิ๋นซวนซวนรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ส่วนฉีฉีพูดขึ้นมาโดยไม่หวาดกลัว “หรือว่าให้ข้าพุ่งเข้าไปทำให้พวกถูกแช่แข็ง กี่คนก็ว่ากันไป?”
อวิ๋นซวนซวนส่ายศีรษะพลางพูดขึ้นมา “มีคนของจวนเหมันต์อุดรจำนวนมากเกินไป และยังมีที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอีกไม่น้อย ไม่สามารถจัดการทั้งหมดได้”
ฉีฉีจึงพูดด้วยความหดหู่ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เช่นนั้นควรทำอย่างไร?”
ฟาเทียนรู้สึกสับสนเช่นกัน แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ “ยังมีอีกวิธีหนึ่งให้ลองดู”
“ยังมีอีกวิธีหนึ่ง?” อวิ๋นซวนซวนแปลกใจ คนอื่น ๆ จึงจ้องมองไปยังลู่เฉินเช่นกัน
ลู่เฉินฉีกยิ้มออกมา “นั่นก็คือถอยออกมา แล้วเข้าไปยังค่ายกลหมอก”
“อ๊ะ? ถอยออก?” อวิ๋นซวนซวนตกใจขึ้นมาเล็กน้อย
ฟาเทียนรู้ว่าอย่างไรลู่เฉินก็ต้องมีวิธีอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นว่า “เช่นนั้น พวกเราถอยออกมาเสียก่อน”
อวิ๋นซวนซวนคิดภายในใจ ตอนนี้คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงค่อย ๆ ถอยไปยังค่ายกลหมอก เมื่อเจี้ยนซิงเฟิงเห็นลู่เฉินและคนอื่น ๆ ถอยออกมานั้น จึงหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ขี้ขลาดเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“อย่ารีบร้อนไป” ลู่เฉินที่อยู่ภายในค่ายกลหมอกเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
เจี้ยนซิงเฟิงพูดขึ้นมาอย่างไม่รู้สึกหวาดกลัว “เจ้าคิดว่าหลบเข้าไปภายในค่ายกลหมอกแล้วก็จะสามารถจับข้าได้หรือ?”
“ไม่ลอง แล้วจะรู้ได้อย่างไร?” ลู่เฉินจึงหัวเราะขึ้นมา
เจี้ยนซิงเฟิงเผยยิ้มเย็นชา “ช่างไร้เดียงสาเสียจริง!”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร อวิ๋นซวนซวนที่อยู่ภายในค่ายกลหมอกมองไปยังลู่เฉินด้วยความสงสัย “ตอนนี้ควรทำเช่นไร?”