ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 524 คนแบกโลงศพน้ำแข็งกลุ่มหนึ่งบินมา ขาดไปหนึ่งพอดี!
บทที่ 524 คนแบกโลงศพน้ำแข็งกลุ่มหนึ่งบินมา ขาดไปหนึ่งพอดี!
ลู่เฉินมองไปยังด้านนอกหมอก
เจี้ยนซิงเฟิงที่ลอยอยู่ตรงนั้นคลี่ยิ้มชั่วร้ายพลางพูดขึ้นมาว่า “ก่อนหน้านี้เขาได้รับบาดเจ็บเพราะข้า ถึงแม้เขาจะมีจี้หยกอันใดนั่น บาดแผลก็ยังคงอยู่”
“แต่ตอนนี้ จวนเหมันต์อุดรมีคนอยู่มากมาย พลังของเขาจะสูงยิ่งขึ้น กลายเป็นการป้องกันที่แข็งแกร่ง” อวิ๋นซวนซวนอธิบาย
ลู่เฉินฉีกยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็แยกเขาออกจากคนเหล่านั้น”
“แยกออก?”
“ค่ายกลหมอกที่นี่น่าสนใจยิ่งนัก” เมื่อลู่เฉินพูดจบ ก็ให้อวิ๋นซวนซวนและฟาเทียนตามตนไป
อวิ๋นซวนซวนที่เห็นลู่เฉินยุ่งอยู่กับการทำอะไรบางอย่างรู้สึกไม่เข้าใจ “เขากำลังทำสิ่งใดหรือ?”
ฟาเทียนที่เริ่มปรับตัวได้แล้วจึงพูดขึ้นมา “ผู้อาวุโสกำลังจัดค่ายกล”
“จัดค่ายกล?” อวิ๋นซวนซวนงุนงน
“คาดว่าเขากำลังคิดที่จะใช้ค่ายกลนี้ และเมื่อปรับเปลี่ยนมันเล็กน้อยแล้ว ก็จะทำให้มันต่างไปจากเดิม” ฟาเทียนอธิบาย
อวิ๋นซวนซวนรู้สึกสงสัย “ค่ายกลใหญ่นี้เป็นค่ายกลระดับสูงห้าดาว เขาสามารถเปลี่ยนได้หรือ?”
“ไม่รู้ แต่ถึงบัดนี้ ข้าก็ยังไม่เคยเห็นผู้อาวุโสเปลี่ยนมันไม่ได้” ฟาเทียนพูดด้วยความแน่วแน่
อวิ๋นซวนซวนมีท่าทางจริงจังขึ้นมา “น่าอัศจรรย์เพียงนั้นเชียวหรือ?”
“รอดูเถิด” ฟาเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม
อวิ๋นซวนซวนจึงทำได้เพียงแค่รอดู และบนยอดเขาหิมะนั้น หยวนเส่าชิงเอ่ยถามผู้นำจวนด้วยความสงสัย “ผู้นำจวนหลิว เจ้าหนุ่มผู้นั้นหนีเข้าไปยังค่ายกลหมอกเสียแล้ว”
“อย่ารีบร้อนไป ข้าจะให้คนเก็บค่ายกลซะ ทำให้เขาไม่มีสามารถซ่อนตัวได้” เมื่อผู้นำจวนพูดจบ จึงหันไปสั่งฉีเหยียนที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
ฉีเหยียนที่ออกไปครู่หนึ่งนั้น ไม่นานก็รีบวิ่งกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ผู้นำจวน ค่ายกลนี้ไม่สามารถปิดได้แล้ว”
“ปิดไม่ได้? หมายความว่าอย่างไร?” ผู้นำจวนเบิกตากว้าง
ฉีเหยียนก็พูดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจนัก “กลุ่มปรมาจารย์ที่ดูแลค่ายกลบอกว่า พวกเขาไม่สามารถควบคุมค่ายกลนี้ได้แล้ว”
ผู้นำจวนระเบิดอารมณ์ที่คุกรุ่นออกมาทันที “ไร้สาระ!”
หยวนเส่าชิงมีสีหน้าประหลาดใจ “ผู้นำจวนหลิว แต่นี่เป็นค่ายกลใหญ่ของพวกท่าน จัดการไม่ได้เชียวหรือ?”
ผู้นำจวนตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าย่อมต้องเตรียมการอื่นไว้อยู่แล้ว!”
เมื่อพูดจบ ผู้นำจวนจึงหันไปตะโกนสั่งฉีเหยียน “ไป เปิดถ้ำเป่ยเสวี่ย!”
ฉีเหยียนมีสีหน้าเปลี่ยนไป “ผู้นำจวน ที่นั่น…”
“เปิดออกเถิด ถึงเวลาปล่อยพวกมันออกมาแล้ว” ผู้นำจวนพูดด้วยความเศร้าหมอง
“ขอรับ” ฉีเหยียนจึงรีบออกไปทันที
หยวนเส่าชิงรู้สึกสงสัย “ถ้ำเป่ยเสวี่ย หรือจะเป็นสถานที่ที่พวกท่านเก็บศพคนตายหรือ?”
“ท่านรู้เพียงอย่างเดียว ไม่รู้อย่างอื่น!” ผู้นำจวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หยวนเส่าชิงไม่เข้าใจ “หรือว่าถ้ำเป่ยเสวี่ยจะยังมีสิ่งพิเศษอยู่อย่างนั้นหรือ?”
“ศพคนตายเหล่านั้นมีประโยชน์กับข้า!” ผู้นำจวนตอบกลับเพียงสั้น ๆ แต่ทำให้หยวนเส่าชิงตกตะลึง
ในตอนนั้นเอง กลิ่นอายแข็งแกร่งก็ปรากฏขึ้นบริเวณโดยรอบหยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ ครั้นมองไปยังที่มาของกลิ่นอายที่แข็งแกร่งเหล่านี้ก็ได้พบกับกลุ่มโลงศพน้ำแข็งที่บินมาจากไกล ๆ เข้าพอดี
จากนั้นเสียง ‘บึ้ม บึ้ม บึ้ม’ พลันดังซ้อนกันขึ้นมาและไปหยุดอยู่ด้านนอกค่ายกลหมอก
หยวนเส่าชิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คนพวกคือ?”
“เป็นศพมนุษย์ทั้งสิ้น”
“ว่าอย่างไรนะ?” หยวนเส่าชิงเบิกตากว้าง
ผู้นำจวนเผยรอยยิ้มเย็นชา “เพียงแค่เจ้าหนุ่มนั่นกล้าออกมา ก็จะทำให้เขาจบเห่ได้!”
หยวนเส่าชิงรู้สึกแปลกใจ “เช่นนั้น ศพมนุษย์พวกนี้ แข็งแกร่งมากหรือ?”
“อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้” ผู้นำจวนยิ้มชั่วร้าย
หยวนเส่าชิงจึงทำได้เพียงรอคอย
ส่วนโลงศพน้ำแข็งเหล่านั้นนอนลงตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ เจี้ยนซิงเฟิงมองด้วยความแปลกใจ จนกระทั่งลู่เฉินและคนอื่น ๆ ปรากฏตัวอีกครั้ง
เจี้ยนซิงเฟิงรีบบินเข้ามาทันที คิดจะใช้เคล็ดวิชากระบี่ศิลาอีกครั้ง แต่ลู่เฉินใช้มือข้างหนึ่งนำไข่มุกรวบรวมวิญญาณออกมา มืออีกข้างหนึ่งนำไข่มุกวิญญาณสายฟ้าออกมา จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่าบนร่างของลู่เฉินเกิดการเคลื่อนไหวของพลังปราณ และพลังปราณเหล่านี้ก็มาจากค่ายกลใหญ่ที่ไหลเข้าสู่ร่างกายเขา
แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือ ลู่เฉินนำลูกกลมอัสนีขนาดใหญ่ออกมาและกักขังเจี้ยนซิงเฟิงไว้ภายในลูกกลมอัสนีนี้
สมบัติวิญญาณบนร่างเจี้ยนซิงเฟิงจึงสูญเสียการเชื่อมต่อกับคนของจวนเหมันต์อุดรในทันที ทำให้พลังของเขาลดลงเป็นอย่างมาก กอปรกับร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นเมื่อถูกกักขังไว้ เขาจึงไม่สามารถเปิดม่านสายฟ้าเหล่านั้นได้
เจี้ยนซิงเฟิงตกตะลึงจนหน้าถอดสี “สิ่งประหลาดอันใดกัน!”
ไม่เพียงแต่เจี้ยนซิงเฟิงเท่านั้น แม้แต่อวิ๋นซวนซวนก็มองไปยังลู่เฉินด้วยความแปลกใจ แต่ลู่เฉินเพียงยิ้มออกมา “ข้าใช้ค่ายกลดูดซับพลังปราณอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยแปลงเป็นสายฟ้าอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นม่านสายฟ้าที่สามารถตัดการเชื่อมต่อกับสมบัติวิญญาณและโลกภายนอกได้ในที่สุด”
ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางสบายใจ แต่อวิ๋นซวนซวนที่ได้ยินคำอธิบายดังกล่าวก็พลันตกตะลึงขึ้นมา
โดยเฉพาะเจี้ยนซิงเฟิงที่หวาดกลัวจนตะโกนหาผู้นำจวนที่อยู่ไกลออกไปจากยอดเขานี้ “ผู้นำจวน ช่วยข้าด้วย!”
ผู้นำจวนจึงตะโกนกลับไป “ไร้ประโยชน์!”
สิ้นคำนั้น ทางด้านหลังฝั่งขวาของผู้นำจวนพลันเกิดแสงสีดำสว่างขึ้นมา จากนั้นก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ท้องฟ้ามืดสลัวขึ้นมาในทันที เพียงไม่นานจากช่วงเวลากลางวันก็กลายเป็นช่วงเวลากลางคืน เหลือเพียงแสงสว่างจาง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ จวนเหมันต์อุดรเท่านั้น
ศิษย์ที่อยู่ในจวนเหมันต์อุดรต่างตกตะลึงกับภาพการณ์นี้ “เหตุใดท้องฟ้าจึงเปลี่ยนไป?”
“เป็นเพราะผู้นำจวนใช้เคล็ดวิชาอำพรางสวรรค์”
“เคล็ดวิชาอำพรางสวรรค์?”
“ใช่ เมื่อเคล็ดวิชาอำพรางสวรรค์ปรากฏขึ้น จะทำให้ซากศพเหล่านั้นแข็งแกร่งขึ้น”
“ซากศพ? พวกนั้นหรือ?”
ทุกคนต่างมองไปยังโลงศพน้ำแข็งนับสิบที่อยู่ตรงนั้น
เห็นเพียงภายนอกโลงศพน้ำแข็งเหล่านี้มีแสงสีน้ำเงินจาง ๆ สว่างอยู่หนึ่งชั้น และท่ามกลางแสงสีน้ำเงินนั้นมีแสงสีดำปะปนอยู่
เมื่ออวิ๋นซวนซวนเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “แท้จริงแล้ว ข่าวลือก็คือเรื่องจริง”
“เรื่องจริง?” ฟาเทียนแปลกใจ
ฉีฉีมองด้วยความประหลาดใจ เพราะนางสัมผัสได้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในโลงน้ำแข็งนั้นดูไม่ธรรมดา
อวิ๋นซวนซวนจึงอธิบายด้วยท่าทางจริงจัง “ว่ากันว่า ผู้นำจวนของจวนเหมันต์อุดรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดวิชาเลี้ยงซากศพ และพวกนี้ก็เป็นซากศพที่เขาเลี้ยงไว้ แต่ทุกคนไม่เคยพบและไม่รู้ถึงพลังของพวกเขา!”
“ศพมนุษย์?” ฟาเทียนตกตะลึง
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “เก้าขาดไปหนึ่ง”
ทุกคนไม่เข้าใจว่าสิ่งใดคือเก้าขาดหนึ่ง มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่รู้ เพราะขั้นหลอมแก่นแท้ของเขานั้นมีเม็ดยาสีขาวเก้าเม็ด ขาดเม็ดยาซากศพไปเพียงหนึ่งเม็ด แต่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถหาซากศพมนุษย์ได้ ตอนนี้กลับมีเป็นกลุ่มเช่นนี้ ลู่เฉินจึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นลู่เฉินจึงเก็บไข่มุกทั้งสองเม็ดเข้ามาอย่างรวดเร็ว เจี้ยนซิงเฟิงจึงคิดว่าตนเป็นอิสระแล้ว
แต่เมื่อออกมาก็ถูกตั๊กแตนตำข้าวแขนทองและจักจั่นอัสนีทำลายกายเนื้อ ทำให้วิญญาณของเจี้ยนซิงเฟิงหวาดกลัวจนรีบหนีกลับไปยังยอดเขาหิมะ
ทว่าตอนนั้นเอง ผู้นำจวนที่อยู่บนยอดเขาหิมะใช้น้ำเสียงดังกังวานพูดกับลู่เฉินว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้ายอมแพ้ตอนนี้ก็ยังทัน!”
ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับมองผู้นำจวนและยิ้มกว้างออกมา “ก่อนหน้านี้ข้าเคยพูดไปแล้ว หากจวนเหมันต์อุดรมายุ่งกับข้าอีก ข้าจะทำลายจวนเหมันต์อุดรของพวกเจ้าอย่างไม่ไว้หน้า!”
เมื่อศิษย์ของจวนเหมันต์อุดรได้ฟัง แต่ละคนจึงคิดว่าลู่เฉินอวดดีเกินไป ทำให้เกิดเสียงข่มขู่ดังขึ้นรอบ ๆ ภูเขา
บางคนยังตะโกนออกมา “เจ้าหนุ่ม เจ้ารอก่อนเถิด ไม่นานจะถูกผู้นำจวนสังหารเป็นแน่!”
“เจ้าหนุ่ม เจ้ารอจงรอให้ซากศพเหล่านี้จัดการเจ้าเสียเถิด!”
ขณะที่คนเหล่านี้กำลังตะโกนออกไป ผู้นำจวนก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “เจ้าหนุ่ม ฝีปากเจ้านี่ช่างกล้าหาญนัก!”
“มาเถิด ข้าจะรอดู ซากศพเหล่านี้จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน”
“ในเมื่อเจ้าอยากรู้ ข้าก็จะสงเคราะห์เจ้าเอง!” เมื่อผู้นำจวนพูดจบก็สะบัดมือข้างหนึ่ง โลงศพน้ำแข็งที่อยู่ด้านบนสุดลอยขึ้นทันทีและตกลงตรงหน้าห่างจากลู่เฉินเพียงไม่กี่ก้าว ขณะเดียวกันฝาโลงก็ค่อย ๆ เปิดออก
ทุกคนตั้งใจมองไปยังสิ่งที่ออกมาจากภายในโลงศพน้ำแข็งว่าแท้จริงแล้วคือซากศพใด
เมื่อซากศพนี้ปีนออกมา คนของจวนเหมันต์อุดรแต่ละคนพลันตกตะลึง
แม้แต่อวิ๋นซวนซวนก็ตกตะลึงเช่นกัน “เหตุใดจึงเป็นเขา!”