ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 525 ป้องกันศพมนุษย์? พวกเจ้าอ่อนโยนเกินไป!
บทที่ 525 ป้องกันศพมนุษย์? พวกเจ้าอ่อนโยนเกินไป!
เมื่อคนผู้นี้คลานออกมา ทุกคนจึงเห็นว่าร่างทั้งร่างนี้ถูกพันไว้ด้วยผ้าสีดำผืนหนาหนึ่งชั้น เหลือเพียงส่วนหัวที่โผล่พ้นออกมาอยู่ด้านนอก
คนผู้นี้มีใบหน้าสีขาวซีด และมีรอยแตกร้าวเป็นเส้นสีดำ ขณะเดียวกันบนใบหน้านั้นยังมีบางจุดที่ผิวหนังหลุดลอกออกไป แต่ทั่วใบหน้ายังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ฟาเทียนและฉีฉีไม่รู้จักอีกฝ่าย ดังนั้นเมื่ออวิ๋นซวนซวนพูดถึงคนผู้นี้ ฟาเทียนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เขาคือผู้ใด?”
“หนึ่งพันปีก่อน เหยียนเจี้ยนคือขั้นแปลงเซียนอันดับหนึ่งแห่งจวนเหมันต์อุดร แต่ในตอนนั้น เป็นเพราะเขาต่อสู้กับราชันย์อสูร จึงถูกสังหารตายไป และยังถูกตัดสินว่าวิญญาณของเขานั้นแตกกระจายหายไป ไม่อาจมีชีวิตรอดได้ แต่นี่…” อวิ๋นซวนซวนพูดอย่างเหลือเชื่อ
ฟาเทียนถามขึ้นมาด้วยความตกใจ “วิญญาณแตกกระจาย? ยังรอดมาได้?”
ลู่เฉินจึงเอ่ยด้วยท่าทางนิ่งสงบ “เพียงกายเนื้อ ไร้ซึ่งวิญญาณ ทำได้เพียงต้องใช้วิธีพิเศษบางอย่างในการรักษาไว้ จากนั้นจึงใช้การฝึกฝนเคล็ดวิชาเลี้ยงศพบางอย่างจึงสามารถเปลี่ยนเป็นศพมนุษย์ได้ และศพมนุษย์นี้มีอยู่สองชนิด หนึ่งก็คือวิญญาณที่เป็นอิสระ อีกชนิดหนึ่งก็คือวิญญาณหุ่นเชิดที่ถูกเลี้ยงขึ้นมา”
อวิ๋นซวนซวนถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้นสิ่งนี้?”
“วิญญาณหุ่นเชิด เพราะก่อนหน้านี้วิญญาณของเขาได้แตกกระจายไปแล้ว” ลู่เฉินตอบ
“วิญญาณหุ่นเชิดแตกต่างกับวิญญาณอิสระนั่นเช่นไรหรือ?” อวิ๋นซวนซวนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“วิญญาณอิสระจะควบคุมกายเนื้อด้วยตนเองค่อนข้างง่าย ถ้าหากเป็นวิญญาณหุ่นเชิดจะยากเล็กน้อย แต่เพียงมีผู้เลี้ยงศพที่มีความเก่งกาจ เช่นนั้นก็จะสามารถเลี้ยงศพนี้ให้ไปถึงระดับสูงได้ และวิญญาณหุ่นเชิดก็สามารถเปลี่ยนเป็นระดับสูงได้เช่นกัน” ลู่เฉินอธิบาย
อวิ๋นซวนซวนจึงพูดขึ้นมาด้วยความตกตะลึง “เช่นนั้นชายหนุ่มผู้นี้ แข็งแกร่งมากหรือไม่?”
ชายหนุ่มมองไปยังอีกฝ่ายที่คลานออกมาจากโลงศพน้ำแข็งแล้วตอบว่า “เขาเป็นซากศพศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาว พลังไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเจ้ามาก แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากเกินไปนัก!”
เมื่ออวิ๋นซวนซวนได้ฟังก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย ส่วนผู้นำจวนที่อยู่ไกลออกไปนั้นพูดขึ้นมาด้วยเสียงก้องกังวาน “เจ้าหนุ่ม อันใดคือไม่แข็งแกร่งมากนัก? นี่หาใช่เรื่องที่เจ้ารู้ไม่! ”
“ข้าพูดผิดไปหรือ?”
เมื่อผู้นำจวนเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้เอ่ยถามใด ๆ ก็พูดด้วยเสียงดังก้องกังวานต่อไปว่า “ศพมนุษย์ นอกจากมีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญก็คือ ร่างกายที่แข็งแกร่งและไม่กลัวต่อความเจ็บปวดใด ๆ”
ลู่เฉินพยักหน้าก่อนจะยิ้มออกมา “ไม่กลัวความเจ็บปวดนั้นจริงหรือ และยังไม่กลัวพิษใด ๆ ด้วย?”
“ใช่!” ผู้นำจวนตอบกลับด้วยความภูมิใจ
ลู่เฉินกลับยิ้มชั่วร้ายออกมา “แต่เมื่อได้พบกับข้าแล้ว ถือว่าเขาโชคร้ายแล้วล่ะ!”
“โชคร้าย? เจ้ารู้หรือว่าก่อนที่เขาจะตายนั้น เขาแข็งแกร่งเพียงใด?” ผู้นำจวนเผยรอยยิ้มเย็นชา
“ก่อนเขาจะตายนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดไม่เกี่ยวกับข้า แต่สิ่งที่ข้าอยากพูดก็คือ ในสายตาของข้า เขาเป็นเพียงของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น” ลู่เฉินตอบกลับด้วยความมั่นใจ
“ของเล่นชิ้นเล็ก? เช่นนั้นจงให้ไอซากศพของเขาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน!” เมื่อผู้นำจวนพูดจบ บนร่างของเหยียนเจี้ยนก็แผ่ไอซากศพออกมา
ไอซากศพนั้นมีกลิ่นอายของการกัดกร่อน เมื่อลอยออกมา อวิ๋นซวนซวนและคนอื่น ๆ ก็รีบเปิดม่านป้องกันขึ้นมาทันที
แต่ม่านป้องกันนี้เมื่ออยู่ภายใต้ไอซากศพก็ค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนเช่นกัน ดังนั้นลู่เฉินจึงหันไปพูดกับพวกเขาว่า “ถอยออกไปเถิด ข้าจัดการเขาเอง”
อวิ๋นซวนซวนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ไหวหรือ?”
“วางใจ ถอยออกไปเถิด”
อวิ๋นซวนซวนขานรับก่อนจะถอยออกไป ฟาเทียนกับฉีฉีก็รีบถอยออกไปเช่นกัน ส่วนลู่เฉินยืนอยู่ตรงนั้น และปล่อยให้ไอซากศพหมอกสีเทาปกคลุมตัวเองไว้
ผู้นำจวนหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม ไม่ว่าม่านป้องกันใดก็จะถูกไอซากศพจะกัดกร่อนอยู่ดี ดังนั้นเจ้าอย่าพยายามนักเลย!”
ไม่เพียงแต่ผู้นำจวนเท่านั้น คนของจวนเหมันต์อุดรที่อยู่ในมุมมืดนั้นต่างก็หัวเราะขึ้นมา
หยวนเส่าชิงเองก็ร่วมวงหัวเราะด้วย “ผู้นำจวนหลิว คิดไม่ถึงว่าพวกท่านจวนเหมันต์อุดรจะมีฝีมือมากเพียงนี้!”
“แน่นอน!” ผู้นำจวนยิ้มพิกล
ผู้ใดจะคิดว่าในขณะนั้นเอง ลู่เฉินกลับเดินเข้าไปหาเหยียนเจี้ยนทีละก้าว ทำให้ทุกคนแปลกใจว่าเหตุใดเขาถึงไม่เป็นอะไร ทั้งยังเดินต่อไปได้ด้วย
จนกระทั่งฝูงชนได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว นั่นก็คือเมื่อลู่เฉินค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเหยียนเจี้ยนทีละก้าว เหยียนเจี้ยนผู้นั้นก็ราวกับหวาดกลัวจนถอยหลังออกไปทีละก้าว
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา อวิ๋นซวนซวนที่อยู่ด้านหลังลู่เฉินไม่ไกลนักจึงมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงสัย “นี่ เกิดอะไรขึ้น?”
ฟาเทียนคาดเดาออกมา “คาดว่ากลิ่นอายของผู้อาวุโสคงทำให้เขาหวาดกลัว”
“กลิ่นอาย? ทำให้ศพที่ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวได้?” ให้ตายเช่นไรอวิ๋นซวนซวนก็ไม่เชื่อ
ไม่เพียงแต่อวิ๋นซวนซวนเท่านั้น ผู้นำจวนที่อยู่บนยอดเขาก็ตกตะลึงจนรู้สึกสับสนเช่นกัน “ศพมนุษย์ไม่กลัวต่อความเจ็บปวด แต่เหตุใดเขาจึงหวาดกลัว ซ้ำยังถอยออกมา?”
“ผู้นำจวนหลิว หรือว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้จะมีสมบัติวิญญาณบางอย่าง ทำให้ศพผู้นั้นหวาดกลัว?” หยวนเส่าชิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ผู้นำจวนขมวดคิ้ว “อาจเป็นไปได้ แต่ศพผู้นี้ต้องเชื่อฟังข้า!”
เมื่อพูดจบ มือทั้งสองข้างของผู้นำจวนก็ปรากฏแสงสีดำสว่างขึ้นมา จากนั้นเหยียนเจี้ยนก็ราวกับถูกบางอย่าง ‘เข้าสิง’ ทันที จู่ ๆ ก็พุ่งตัวเข้าใส่ลู่เฉิน และชักกระบี่สีดำเล่มหนึ่งออกมาพร้อมโจมตี
เมื่อเห็นกระบี่เล่มนี้พุ่งเข้ามา ลู่เฉินเพียงยิ้มอย่างรู้ทัน กระบี่จึงหลุดลอยออกจากวิถีทาง และเมื่อศพมนุษย์ไปยืนอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน มันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มจึงคว้าจับแขนมันไว้ด้วยความเร็วแสง
หลังจากนั้นเขาก็รีบลบการเชื่อมต่อระหว่างผู้นำจวนและศพนี้ทันที แววตาทั้งสองข้างของศพค่อย ๆ หรี่ลง จนในที่สุดวิญญาณหุ่นเชิดนี้ก็หลับใหลไป
ผู้นำจวนตกตะลึงขึ้นมา “เหตุใดจึงสูญเสียการควบคุมไปได้?”
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังดูดซับพลังปราณของศพนี้จนแห้งต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้กลิ่นอายของศพนี้ลดลง จนกลายเป็นซากศพแห้งเฉาไปในที่สุด
และเมื่อเขาคลายมือออก ซากศพแห้งนี้กลายเป็นเพียงกองฝุ่นผงตกกระจายไปทั่วพื้นดิน
“นี่…” อวิ๋นซวนซวนมองฉากนี้อย่างตกตะลึง
ฟาเทียนสูดหายใจเข้าไปเต็มปอดก่อนจะพูดออกมาว่า “น่ากลัวยิ่งนัก!”
ฉีฉีน้อยกะพริบตาก่อนจะพูดขึ้นว่า “ร้ายกาจ!”
ฝั่งคนของจวนเหมันต์อุดรเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ฉีเหยียนมองไปยังผู้นำจวนพร้อมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ผะ ผู้นำจวน ขะ เขา เหตุใดเขาถึงสังหารศพนั้นได้?”
หยวนเส่าชิงไม่เข้าใจเช่นกัน ส่วนเจี้ยนซิงเฟิงเอ่ยด้วยความตกตะลึงว่า “น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
ผู้นำจวนไม่พอใจมาก เขาตะคอกเสียงดัง “ข้ายังมีศพที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้!”
ทันใดนั้น โลงศพน้ำแข็งโลงที่สองก็เริ่มขยับ ทุกคนต่างแปลกใจว่าครั้งนี้คือผู้ใด
เห็นเพียงโลงศพน้ำแข็งนั้นลอยขึ้นมา จากนั้นหญิงสาวที่มีใบหน้าน่าเกลียดก็ปรากฏออกมา ทั่วทั้งร่างกายยังแผ่กระจายมวลอากาศสีดำ และยังเห็นของเหลวสีดำไหลออกมาจากร่างกายของนาง
“ยายเฒ่าพิษทมิฬ!” อวิ๋นซวนซวนเบิกตากว้าง
คนของจวนเหมันต์อุดรแต่ละคนยิ่งตกตะลึงมากขึ้น “ยายเฒ่าพิษทมิฬตายไปกว่าห้าพันปีแล้วมิใช่หรือ?”
“นางเป็นศพ!” มีคนอธิบายตัวตนของนางออกมา ทุกคนจึงคลายความสงสัยทันที
ลู่เฉินมองสิ่งที่ถูกเรียกว่ายายเฒ่าพิษทมิฬนี้ก็พบว่าทั่วทั้งร่างนางถูกพิษปกคลุมอยู่และไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
ทว่าผู้นำจวนกลับตะโกนขึ้นว่า “เจ้าหนุ่ม ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองศพพิษ!”
อวิ๋นซวนซวนรีบตะโกนยบอกลู่เฉินทันที “รีบหนีไป! ก่อนที่ยายเฒ่าพิษทมิฬจะตายนั้น นางเป็นยอดฝีมือในการใช้พิษ!”
ใช้พิษ?
ลู่เฉินยังไม่กลัวผู้ใดเช่นเคย แต่เมื่อยายเฒ่าพิษทมิฬอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้นำจวน หมอกสีดำและของเหลวก็โอบล้อมลู่เฉินไว้ ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้หนีออกไป
ผู้นำจวนพูดข่มขู่เขาว่า “เจ้าหนุ่ม ตอนนี้เจ้ายังมีโอกาสในการยอมแพ้ มิฉะนั้น อีกไม่นานหากศพพิษเหล่านี้เข้าสู่ภายในร่างกายเจ้า เจ้าก็จะค่อย ๆ กลายเป็นซากศพ จนถูกข้าควบคุมในที่สุด!”
เมื่อได้ยินว่าจะเปลี่ยนเป็นศพ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง