ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 528 ซากศพยักษ์ลงมือ เถาวัลย์ซากศพพันรัด
บทที่ 528 ซากศพยักษ์ลงมือ เถาวัลย์ซากศพพันรัด
ลู่เฉินยืนฉีกยิ้มพร้อมพูดขึ้นมา “เช่นนั้น เจ้าจงเบิกตาดูให้ดี!”
ทุกคนต่างแปลกใจว่าเขาคิดจะทำเช่นไร
ตอนนั้นเอง ลู่เฉินได้รวบรวมสายฟ้าทั้งเก้าสายอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดออกไปรอบ ๆ ราวกับนายพรานที่ถือบ่วงเพื่อล่าเหยื่อ เพียงไม่นานก็สามารถดักเงาทั้งเก้าบนท้องฟ้าไว้ได้
ซากศพทั้งเก้านี้ เมื่อถูกดักก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
เพราะสายฟ้ามีผลในการสยบซากศพได้
ดังนั้นเมื่อพวกเขาตกอยู่ในอาการเจ็บปวดอยู่นั้น ลู่เฉินจึงรีบดึงพวกเขาเข้ามาอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว
ผู้นำจวนตกตะลึงขึ้นมา ฝ่ามือทั้งสองจึงเคลื่อนไหวอีกครั้งทันที และยังมีอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อครู่ ซากศพทั้งเก้านั้นจึงดูราวกับกำลังบ้าคลั่งขึ้นมา เพียงไม่นานก็หายไปจากบ่วงสายฟ้าทีละร่าง
เมื่อคนของจวนเหมันต์อุดรเห็นภาพนี้ แต่ละคนก็เริ่มโห่ร้องขึ้นมา
อวิ๋นซวนซวนขมวดคิ้วมุ่น “สิบปีศาจร้ายเป่ยเสวี่ยนี้นับว่ารับมือได้ยากยิ่ง”
ตอนนั้นเอง ลู่เฉินตะโกนไปยังฉีฉี “ฉีฉีน้อย! เจ้ามาทางนี้หน่อย”
ฉีฉีน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยความดีใจ “มาแล้ว ๆ!”
เห็นเพียงฉีฉีน้อยเดินไปยังลู่เฉินด้วยความรวดเร็ว จากนั้นจึงพูดด้วยความตื่นเต้น “ศิษย์พี่ ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด!”
“อีกไม่นาน ข้าให้เจ้าโจมตีไปตรงไหน เจ้าจงโจมตีไปตรงนั้น และรีบแช่แข็งอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด เข้าใจหรือไม่?” ก่อนที่ลู่เฉินจะลงมือ เขาหันไปย้ำเตือนกับฉีฉีน้อยเสียก่อน
“อืม” เมื่อฉีฉีเห็นว่าตนสามารถช่วยเหลือได้ จึงรู้สึกดีใจขึ้นมา
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ เมื่อพบตำแหน่งของทั้งเก้าคนแล้ว ก็หันไปตะโกนบอกฉีฉีน้อยถึงตำแหน่งของพวกเขาในทันที
ฉีฉีน้อยลงมือด้วยความรวดเร็ว ไอเย็นพวยพุ่งออกมาจากร่าง แล้วลมกระโชกก็ค่อย ๆ พัดออกไป
คนของจวนเหมันต์อุดรต่างแปลกใจว่าลู่เฉินให้อสูรปีศาจนี้ทำสิ่งใดกัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อลมกระโชกแรงขึ้น ทั้งเก้าคนจึงถูกแช่แข็งอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นจึงตกลงบนภูเขา
ผู้นำจวนตกตะลึง เขาคิดจะควบคุมทั้งเก้าคนนั้นต่อไป แต่ซากศพทั้งเก้าที่ถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นกลับไม่ขยับร่างกายได้ ยิ่งการใช้เคล็ดวิชานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
สิ่งนี้ทำให้ผู้นำจวนโมโหจนก่นด่าออกมา ลู่เฉินปรี่เข้าไปทันที และค่อย ๆ ดูดซับพลังของทุกคน ทำให้ทั้งเก้าคนนี้กลายเป็นผุยผง
“นี่…” ผู้คนในบริเวณนั้นเห็นดังนั้นต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
อวิ๋นซวนซวนรู้สึกตกตะลึงขึ้นมาเช่นกัน “จัดการเช่นนี้ได้หรือ?”
ฉีฉีน้อยกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว”
ลู่เฉินมองผู้นำจวนที่แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “เจ้าจะลงมือด้วยตนเอง? หรือยังคิดที่จะส่งคนออกมาต่อไป!”
เมื่อเห็นเขาเริ่มเป็นฝ่ายพูดจายั่วยุออกมา ผู้นำจวนก็กล่าวด้วยแววตาเย็นชา “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่ามันจะจบเท่านี้หรือ?”
“มีทักษะใดก็รีบนำออกมาเถิด” ลู่เฉินไม่มีท่าทางหวาดกลัวแม้แต่น้อย นี่ทำให้คนของจวนเหมันต์อุดรแต่ละคนรู้สึกคับข้องใจไม่น้อย บางคนถึงกับตะโกนว่าให้ผู้นำจวนลงโทษลู่เฉินขั้นรุนแรง
แม้แต่หยวนเส่าชิงก็ไม่สามารถทนดูได้ต่อไป สายตาหันมองไปยังผู้นำจวน “ผู้นำจวนหลิว ท่านยังจะอดทนต่อไปเช่นนี้หรือ?”
“มันยังไม่จบ!” เมื่อผู้นำจวนพูดจบ บนท้องฟ้ารอบด้านก็เริ่มเกิดเสียงตีกลองประหลาดดังขึ้นมา
ทุกคนต่างแปลกใจว่านี่คือเสียงใดกัน ในตอนนั้นเอง ภูเขาที่ลู่เฉินยืนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็เกิดรอยแยกตรงกลางขึ้น จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ต้องตกตะลึง
เห็นเพียงฝ่ามือขนาดใหญ่คู่หนึ่งปรากฏขึ้น จากนั้นมือข้างหนึ่งได้จับลู่เฉินไว้ มืออีกข้างหนึ่งจับฉีฉีน้อยไว้ และลากเข้าไปภายในภูเขาแล้วหายตัวไปต่อหน้าผู้คนในทันที และภูเขานั้นก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว
ฟาเทียนเริ่มร้อนใจขึ้นมา “นี่เกิดเรื่องใดขึ้น?”
อวิ๋นซวนซวนสับสน “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”
ผู้นำจวนที่อยู่บนภูเขาหิมะเผยรอยยิ้มเย็นชา “ไม่รู้จักประเมินความสามารถของตนดีนัก”
หยวนเส่าชิงจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ผู้นำจวนหลิว มือเมื่อครู่นี้คือ?”
“เคยได้ยินซากศพยักษ์หรือไม่?” ผู้นำจวนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ซากศพยักษ์?” หยวนเส่าชิงรู้สึกสับสน ท่าทางดูไม่เข้าใจเท่าไรนัก
ผู้นำจวนจึงอธิบายว่า “เช่นนั้น เคยได้ยินชื่อพระราชวังสินธุเหมันต์หรือไม่?”
“พระราชวังสินธุเหมันต์…สถานที่นั้น?” หยวนเส่าชิงเบิกตากว้างขึ้นมาทันที
“ใช่ ในปีนั้น ข้าและคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปยังที่นั่นด้วยกัน และพบสิ่งของจำนวนไม่น้อย หนึ่งในนั้นมีซากศพขนาดใหญ่และซากศพขนาดใหญ่นั้นซ่อนอยู่ภายในภูเขา ภูเขาลูกนั้นก็คือภูเขาตรงหน้านี้ ทว่าข้านำภูเขาลูกนี้มาจากพระราชวังสินธุเหมันต์” ผู้นำจวนอธิบาย
หยวนเส่าชิงสูดหายใจเข้าเต็มปอด “ว่ากันว่าพระราชวังสินธุเหมันต์นี้มีความน่ากลัวเป็นอย่างมาก”
“ใช่ แม้แต่เจ้าแห่งหอวังอัสนียังตกที่นั่งลำบากเมื่ออยู่ที่นั่น ยิ่งไปกว่านั้น ยังถูกคนแปลกหน้าที่นั่นโจมตีบัดนี้ยังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้” เมื่อผู้นำจวนหวนคิดไปถึงสถานที่แห่งนั้นก็รู้สึกตัวสั่นขึ้นมา
ครั้นหยวนเส่าชิงได้ฟังก็มองไปยังภูเขาลูกนั้นด้วย “เช่นนั้นซากศพยักษ์นี้ น่าจะสามารถจัดการเจ้าหนุ่มนั่นได้ใช่หรือไม่”
“ซากศพยักษ์นี้ ข้าไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ เจ้าคิดว่าเขาจะมีชีวิตรอดออกมาได้อย่างนั้นหรือ?” ผู้นำจวนหัวเราะ
เมื่อหยวนเส่าชิงได้ฟังก็รู้สึกดีใจขึ้นมา “ผู้นำจวนหลิวช่างเก่งกาจนัก”
ผู้นำจวนฉีกยิ้มกว้าง จากนั้นก็โบกมือข้างหนึ่ง ท้องฟ้ามืดสนิทยามค่ำคืนจึงแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสว่างในเวลากลางวันอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเคล็ดวิชาอำพรางสวรรค์นั้นถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วนภูเขาลูกนั้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่าผู้นำจวนจ้องมองไปยังอวิ๋นซวนซวนและฟาเทียนที่ยืนอยู่ “ผู้อาวุโสอวิ๋น จวนเหมันต์อุดรของข้าปฏิบัติต่อท่านอย่างดีใช่หรือไม่?”
“พวกเจ้าเพียงแค่ทำให้ข้าดูเป็นคนพาลก็เพียงเท่านั้น มีสิ่งใดไม่ดีอย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นซวนซวนพูดราวกับตนรู้อยู่ก่อนหน้านั้นเสียแล้ว
“เจ้าอยากเพิ่มพลัง ส่วนข้าเพียงหาคู่ต่อสู้ให้เจ้า ดังนั้นนี่จึงเรียกว่าการได้ผลประโยชน์ร่วมกันไม่ใช่หรือ?” ผู้นำจวนเผยรอยยิ้มประหลาด
“เช่นนั้นตอนนี้? ไม่มีประโยชน์ใดแล้วจึงคิดจะจัดการข้าหรือ?” อวิ๋นซวนซวนราวกับล่วงรู้ทุกอย่าง
ผู้นำจวนจึงแสยะยิ้มออกมา “ตอนนี้ให้โอกาสเจ้าอีกสักครั้ง”
“โอกาส?”
“ใช่ เพียงแค่หลังจากนี้เจ้าเชื่อฟังข้า ข้าก็จะให้เจ้าได้เป็นผู้อาวุโสของจวนเหมันต์อุดรใหม่อีกครั้ง อยากจะทำสิ่งใดก็ได้ มิเช่นนั้น ข้าจะโยนพวกเจ้าทั้งสองไปยังภายในภูเขาลูกนี้” ผู้นำจวนข่มขู่
อวิ๋นซวนซวนไม่มีท่าทางหวาดกลัวใด ๆ กลับหัวเราะและพูดขึ้นมา “เจ้าคิดว่าจอมมารหญิงอย่างข้าจะกลัวอย่างนั้นหรือ?”
“ดูเหมือนว่า เจ้าคิดจะต่อต้านจวนเหมันต์อุดรของข้าจนถึงที่สุด?”
“มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าคิดเช่นไรกัน?” อวิ๋นซวนซวนไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์นัก จึงไม่มีทางหนีเอาตัวรอดในช่วงเวลาเช่นนี้ได้
ผู้นำจวนเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “เช่นนั้น เจ้าควรรู้ไว้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นถูกข้ากักขังไว้ยังสถานที่ใด?”
อวิ๋นซวนซวนขมวดคิ้ว
ผู้นำจวนคิดว่าอวิ๋นซวนซวนรู้สึกหวาดกลัวบ้างแล้วก็ยิ้มพลางพูดว่า “เคยได้ยินพระราชวังสินธุเหมันต์หรือไม่?”
“พระราชวังสินธุเหมันต์?” อวิ๋นซวนซวนรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
“ภายในภูเขาลูกนี้มีซากศพยักษ์อยู่ มันเป็นสิ่งที่พระราชวังสินธุเหมันต์สร้างขึ้นมา” คำพูดของผู้นำจวน ทำให้อวิ๋นซวนซวนมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“เป็นเช่นไร กลัวแล้วหรือไม่?” ผู้นำจวนหัวเราะ
อวิ๋นซวนซวนหันไปมองภูเขาลูกนั้นทันที
ผู้นำจวนเผยรอยยิ้มกว้างให้เห็น “โอกาสมีเพียงครั้งเดียว หากไม่คิดเสียดาย ข้าก็จะโยนเจ้าเข้าไป”
“เข้ามาได้เลย!” อวิ๋นซวนซวนพูดด้วยความดื้อรั้น
เมื่อผู้นำจวนเห็นว่าอวิ๋นซวนซวนไม่ยอม ก็ครุ่นคิดขึ้นและพูดว่า “เจ้าจะต่อต้านให้ถึงที่สุดจริงหรือ?”
“ใช่!”
“เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าสมหวัง!” ผู้นำจวนตะคอกเสียงดัง จากนั้นก็เคลื่อนไหวฝ่ามือทั้งสอง ภูเขาลูกนั้นเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นเถาวัลย์แห้งเฉาสองเส้นปรากฏขึ้นมากลางภูเขา
เห็นเพียงเถาวัลย์นี้ปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว พันรัดอวิ๋นซวนซวนและฟาเทียนไว้ทันที ก่อนจะดูดเข้าไปยังภูเขาลูกนั้น จนหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคนในที่สุด
ผู้นำจวนตะคอกเสียงดัง “รนหาที่ตาย!”
หยวนเส่าชิงไม่เข้าใจ “ผู้นำจวนหลิว เมื่อครู่เหตุใดจึงเป็นเถาวัลย์แห้งเฉากัน?”
“นั่นคือซากศพเถาวัลย์” ผู้นำจวนอธิบาย
“ซากศพเถาวัลย์?”
“พูดกับท่านไป ท่านก็ไม่เข้าใจ” ผู้นำจวนตอบกลับเพียงสั้น ๆ แต่กลับทำให้หยวนเส่าชิงพูดไม่ออก
เจี้ยนซิงเฟิงและฉีเหยียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งถอนหายใจคลายกังวลออกมา เพียงแต่ทั้งสองนั้นได้สูญเสียกายเนื้อไป จึงรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
ผู้นำจวนมองพวกเขาทั้งสองแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสอง จงไปยังสระน้ำแข็ง อยู่ที่นั่นสามารถค่อย ๆ หลอมรวมกายเนื้อได้!”
เมื่อได้ยินว่าสามารถไปสระน้ำแข็งได้ ทั้งสองจึงดีใจขึ้นมาและรีบออกไปทันที ผู้นำจวนจึงมองไปยังหยวนเส่าชิงพลันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ผู้นำหยวน ท่านล่ะ?”