ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 543 หอรักษาสัตว์ ผู้แข็งแกร่งได้นำตะเกียงไฟกระดูกอสูรมาแล้ว!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 543 หอรักษาสัตว์ ผู้แข็งแกร่งได้นำตะเกียงไฟกระดูกอสูรมาแล้ว!
บทที่ 543 หอรักษาสัตว์ ผู้แข็งแกร่งได้นำตะเกียงไฟกระดูกอสูรมาแล้ว!
คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็หัวเราะลู่เฉินขึ้นมาพร้อมกัน
“เจ้าหนุ่ม เจ้าอยู่เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ อย่ามาเพิ่มความยุ่งยากนักเลย!”
“เจ้าหนุ่ม กระบี่เล็กของศิษย์พี่เตานั้นไม่มีตาหรอกนะ!”
“กระบี่นี้จะสังหารยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนก็ยังได้ นับประสาอะไรกับขั้นหลอมแก่นแท้ตัวเล็ก ๆ เช่นเจ้า!”
ขณะที่คนเหล่านี้กำลังถกเถียงกันอยู่นั้น เตาอีมิ่งพูดขึ้นมาด้วยความรำคาญใจ “เจ้าหนุ่ม ยังไม่ไสหัวไปอีกหรือ?”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกมือข้างหนึ่งขึ้น จากนั้นจึงกดลงไป กระบี่บินเหล่านั้นทั้งหมดจึงปักลงสู่พื้นดิน
ตูม!
กระบี่เหล่านี้ปักลึกลงไปในดิน
ทุกคนต่างก็สับสนขึ้นมา บางคนจึงเอ่ยถามเตาอีมิ่งไปว่า “ศิษย์พี่เตา เกิดอันใดขึ้น?!”
เตาอีมิ่งคิดว่าตนประมาทเกินไป ดังนั้นจึงมองไปยังทุกคน “เมื่อครู่ข้าประมาทไปหน่อย”
เมื่อพูดจบ เตาอีมิ่งจึงคิดจะเก็บกระบี่เหล่านี้กลับเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็คือกระบี่บินเหล่านี้ไม่สามารถนำกลับมาได้แล้ว
“นี่ เกิดอันใดขึ้น?” เตาอีมิ่งรู้สึกสงสัย
คนอื่น ๆ ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดังนั้นจึงมีบางคนเอ่ยถามเตาอีมิ่ง “ศิษย์พี่เตา ท่านเป็นอันใดหรือ?”
เตาอีมิ่งมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย “กระบี่นี้ไม่ฟังคำสั่งของข้าแล้ว!”
“เป็นไปได้อย่างไร?” ทุกคนต่างมองหน้ากัน
ฟาเทียนฉีกยิ้มออกมา “ผู้อาวุโสสามารถควบคุมสมบัติวิญญาณของผู้อื่นได้!”
ควบคุมสมบัติวิญญาณของผู้อื่น?
ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องนี้ตลกเกินไป
บางคนจึงหันไปหัวเราะ “หลวงจีน เจ้าพูดเรื่องตลกอันใด?”
“หากไม่เชื่อ พวกเจ้าจงโยนสมบัติวิญญาณของตนเองออกมา ข้ารับรองว่าอย่างไรก็ตามพวกเจ้าไม่มีทางทำให้ผู้อาวุโสบาดเจ็บได้” คำพูดของเทียนกระตุ้น ‘พวกไม่กลัวตาย’ เหล่านี้อย่างรุนแรง
ดังนั้นพวกเขาต่างก็นำสมบัติวิญญาณของตนออกมา
จากนั้น ต่างก็เตรียมเล็งสมบัติวิญญาณไปทางลู่เฉินเพื่อเตรียมโจมตี
อย่างไรก็ตาม สมบัติวิญญาณเหล่านี้ยังไม่ทันที่จะโจมตี มันก็ค่อย ๆ ตกลงสู่ปลายเท้าลู่เฉินเสียก่อน
เสียงสมบัติวิญญาณตกกระทบกัน
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวรู้สึกงวยงงขึ้นมา บางคนยังขยี้ตาเพื่อมองอีกครั้ง “เป็นไปได้อย่างไร?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้จะต้องมีสมบัติวิญญาณบางอย่างที่สามารถดูดเอาของล้ำค่าของพวกเราไปได้แน่” หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นคาดเดา
คำพูดดังกล่าวนับว่ามีประโยชน์ คนจำนวนไม่น้อยต่างก็เชื่อเช่นนั้นขึ้นมาทันที และยังส่งเสียงให้ลู่เฉินคืนสมบัติวิญญาณให้
ลู่เฉินไม่อยากเสียเวลา จึงมองไปยังฉีฉีน้อย “แช่แข็งพวกเขาซะ”
“อืม!”
ฉีฉีน้อยจึงรีบแผ่กระจายไอเย็นออกไปทันที คนบางส่วนที่พลังปราณอ่อนแอจึงถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้น เตาอีมิ่งรีบตะโกนไปยังคนเหล่านั้นทันที “คนของพระราชวังอสูรเหมันต์ตั้งค่ายกล!”
จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งจึงบินขึ้นไปบนท้องฟ้า
เพียงไม่นาน เงาแส้ทองจึงถูกหลอมรวมขึ้นมาบนฝ่ามือของคนเหล่านี้
เมื่อคนเหล่านี้ฟาดแส้ทองออกมาพร้อมกันจึงกลายเป็นตาข่ายทองขึ้นมา จากนั้นตกลงบนร่างของฉีฉีน้อยอย่างรวดเร็ว ทำให้ฉีฉีน้อยไม่สามารถใช้พลังได้ คนเหล่านั้นต่างก็ดีใจขึ้นมา
บางคนยังตะโกนขึ้นว่า “เป็นอย่างไร เคล็ดวิชาตาข่ายอสูรนี้ ไม่เลวเลยใช่หรือไม่?”
“อย่าให้ข้าออกไปได้ มิเช่นนั้นข้าจะสังหารพวกเจ้าทั้งหมด!” ฉีฉีน้อยพูดด้วยความโมโห
ฟาเทียนคิดจะเข้าไปช่วย แต่เมื่อตาข่ายทองนี้สว่างขึ้นมา และยังถูกคนบนฟ้ากลุ่มนั้นคอยเพิ่มพลังอยู่ตลอด ทำให้เขาไม่สามารถทำลายได้ จึงทำได้เพียงแค่มองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส”
ลู่เฉินใช้มือข้างหนึ่งไปจับตาข่ายที่กักขังฉีฉีน้อยไว้ จากนั้นจึงเริ่มใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ดูดซึมซับพลังบน ‘ตาข่าย’ นั้น
เพราะคนกลุ่มนี้ได้หลอม ‘ตาข่าย’ นี้ขึ้นมา ดังนั้นเมื่อลู่เฉินดูดซึมซับมัน ทำให้ตาข่ายค่อย ๆ หายไป และพลังปราณของคนเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ลดลง
เหตุการณ์นี้ทำให้คนเหล่านั้นพลันตกตะลึงขึ้นมา และต่างแปลกใจว่ามันเรื่องใดขึ้น
เตาอีมิ่งตะคอกถามเสียงดัง “เกิดอันใดขึ้น?!”
“ศิษย์พี่เตา เจ้าหนุ่มผู้นี้ดูดพลังปราณของพวกเราไป!” บางคนราวกับพบอะไรบางอย่างจึงตะโกนขึ้นมา
เตาอีมิ่งพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “ไม่ต้องสนใจอสูรศักดิ์สิทธิ์นั่น ทุกคนจงพุ่งการโจมตีไปยังเจ้าหนุ่มผู้นั้น ข้าจะทำให้เขาระเบิดออกเป็นชิ้น ๆ!”
ทุกคนครุ่นคิดแล้วรู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดี ในเมื่อลู่เฉินอยู่เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ เพียงแค่ทำลายเขาก็จะสามารถจับอสูรศักดิ์สิทธิ์ตนนี้ได้
ดังนั้นทุกคนจึงนำความโกรธแค้นไปลงที่ลู่เฉินแทน
เพื่อป้องกันการช่วยเหลือของฉีฉีน้อย พวกเขาจึงใช้เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดออกไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเป้าหมายในตอนนี้ก็คือลู่เฉิน
ทว่าคนพวกนั้นไม่คาดคิดว่าลู่เฉินได้เปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ออกมาแล้ว การป้องกันหนึ่งพันหนึ่งร้อยชั้นนั้นจึงสกัดเคล็ดวิชาการโจมตีของทุกคนไว้ได้
“เป็นไปได้อย่างไร?” ใบหน้าของเตาอีมิ่งหดเกร็ง ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็ค่อย ๆ เสียสติไปทีละคน
ผู้คนที่มองดูอยู่นั้นต่างก็หวาดกลัวจนถอยไปหลบซ่อนในบริเวณที่ไกลออกไป
พวกเขาต่างพกกันกระซิบกระซาบพูดคุยกัน
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงป้องกันได้แข็งแกร่งเพียงนี้?”
“หรือว่าเขาจะเอาชนะจวนเหมันต์อุดรและหอวังอัสนีได้จริง?”
“ขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง จะเป็นไปได้อย่างไร?” ยังคงมีคนไม่เชื่อ
ฟาเทียนหัวเราะเสียงดังและยังหันไปหัวเราะใส่เตาอีมิ่ง “ยังจะเข้ามาอยู่หรือไม่?”
เตาอีมิ่งมีสีหน้าไม่ดีนัก และขณะนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาจากกลุ่มคนด้านหลัง “พวกเรามาเถิด!”
ทุกคนต่างหมุนตัวไปจึงได้เห็นคนสองคน
ทั้งสองคนนี้ คนผู้หนึ่งลู่เฉินรู้จัก เพราะเขาคือซูเฟยแห่งหอรักษาสัตว์ ส่วนอีกคนนั้นมีหลังค่อมเล็กน้อย สวมหมวกไม้ไผ่สีดำ ในมือยังถือ ‘ตะเกียงไฟ’ ที่ทำจากกระดูกอสูรบางอย่างเอาไว้
‘ตะเกียงไฟ’ นี้ยังสามารถมองเห็นวิญญาณอสูรบางส่วนที่ล่องลอยอยู่ภายในนั้นได้ ราวกับว่ามันต้องการจะหนีออกมา
เมื่อทุกคนได้เห็นทั้งสองคนนี้ แต่ละคนจึงตกตะลึง
“ผู้อาวุโสซู ผู้เฒ่าเสีย?”
เตาอีมิ่งจึงก้าวออกไปแล้วกล่าวด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสซู ผู้เฒ่าเสีย พวกท่านมาได้อย่างไร?”
ซูเฟยจ้องมองมายังลู่เฉินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้ามีความแค้นกับเจ้าหนุ่มผู้นี้!”
เตาอีมิ่งราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกพึงพอใจ บางคนยังเอ่ยเตือนลู่เฉินว่า “เจ้าหนุ่ม ผู้อาวุโสซูกับผู้เฒ่าเสียมาแล้ว เจ้าจบเห่แน่!”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร แต่ฟาเทียนกลับมองไปยังซูเฟย “เขาคือคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ให้แก่ผู้อาวุโส!”
คู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้?
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง จนซูเฟยกล่าวว่า “ครั้งที่แล้วเป็นเพียงอุบัติเหตุ! แต่ครั้งนี้ พวกเจ้าได้ตายแน่!”
เตาอีมิ่งจึงพูดเยินยอว่า “ใช่ ผู้อาวุโสซูและผู้เฒ่าเสียแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้พวกเจ้าตายไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง!”
ฟาเทียนจึงพูดเยาะเย้ยว่า “เช่นนั้นเจ้าลองถามผู้อาวุโสซูผู้นั้นว่าเขาพ่ายแพ้ต่อผู้อาวุโสอย่างไร?”
ซูเฟยเผยแววตาเย็นชา “เจ้าหลวงจีนผู้นี้ รนหาที่ตาย!”
เมื่อพูดจบ ซูเฟยจึงสะบัดแขนเสื้อของตน จากนั้นก็มีเข็มบินสีดำมากมายลอยออกมา และเป้าหมายนั้นก็คือฟาเทียน แต่เข็มบินเหล่านี้ยังไม่ทันจะถึงตรงหน้าฟาเทียน ไอความเย็นของฉีฉีน้อยก็แช่แข็งเข็มเหล่านั้นไว้ตรงนั้นเสียก่อน
ซูเฟยบันดาลโทสะขึ้นมา “ใครขวางข้า!”
ซูเฟยคิดจะลงมืออีกครั้ง แต่ลู่เฉินกลับพูดขัดขึ้น “อย่าเสียเวลานักเลย หากมีทักษะใดก็จงรีบเข้ามา!”
คำพูดอวดดีของชายหนุ่มนั้นทำให้คนจำนวนไม่น้อยต่างชี้ไม้ชี้มือไปมา
เตาอีมิ่งยิ่งหัวเราะดังลั่น “เจ้าหนุ่ม เจ้ารู้ถึงสถานะของผู้อาวุโสซูและผู้เฒ่าเสียหรือไม่?”
“ไม่ว่าจะสถานะใด หากมาวุ่นวายกับข้า อย่างไรก็จะต้องถูกข้าจัดการ!” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ทุกคนต่างตกตะลึง จากนั้นมองไปยังผู้อาวุโสซูและผู้เฒ่าเสีย เพราะอยากเห็นว่าพวกเขาจะจัดการลู่เฉินเช่นไร
ซูเฟยนั้นรู้ถึงความแข็งแกร่งของลู่เฉินดี ดังนั้นจึงไปหาศิษย์พี่ของตนและมองไปยังผู้เฒ่าเสีย “ศิษย์พี่ นั่นก็คือเจ้าหนุ่มอวดดีผู้นั้น!”
“แค่เพราะเขา เจ้าถึงกับต้องให้ข้าออกมาเลยหรือ?” ผู้เฒ่าเสียมีท่าทางไม่ยินดีนัก