ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 544 กระบี่ประหลาดที่ไม่อาจควบคุมได้?
บทที่ 544 กระบี่ประหลาดที่ไม่อาจควบคุมได้?
เมื่อซูเฟยเห็นศิษย์พี่ของตนมีท่าทางโมโห เขาจึงรีบอธิบาย “ศิษย์พี่ มีบางอย่างที่ท่านอาจจะยังไม่รู้ เจ้าหนุ่มผู้นี้จัดการได้ยากนัก”
“เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง มีอันใดให้จัดการได้ยากกัน?” ผู้เฒ่าเสียพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความดูถูก
ซูเฟยมีสีหน้าประหลาดใจ “ศิษย์พี่ เขาแข็งแกร่งมากจริง ๆ”
“แข็งแกร่ง? ดูเหมือนว่าเจ้าจะเข้าใจคำว่าแข็งแกร่งผิดเสียแล้ว” เมื่อผู้เฒ่าเสียพูดจบ จึงได้รวบรวมลูกไฟลูกหนึ่งบนมือขวา จากนั้นจึงปล่อยไปยังลู่เฉิน
เมื่อทุกคนได้เห็นไฟเพลิงที่แข็งแกร่งเช่นนั้นกระจายออกบนร่างของลู่เฉิน ทุกคนต่างก็คิดว่าเขาจะต้องถูกระเบิดกระจายเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม เมื่อไฟเพลิงนี้สว่างขึ้นตรงหน้าลู่เฉิน ก็ถูก ‘กำแพงพันชั้น’ สกัดกั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
ทุกคนจึงตกตะลึง
ผู้เฒ่าเสียที่ถูกหมวกไม้ไผ่ปิดบังใบหน้าเอาไว้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“ศิษย์พี่ ท่านดูสิ การป้องกันของเจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างน่ากลัวนัก” เมื่อซูเฟยเห็นศิษย์พี่ของตนทดสอบลู่เฉินแล้วก็พูดออกมาทันที
ผู้เฒ่าเสียตะโกนว่า “นั่นเป็นเพราะเขามีสมบัติวิญญาณก็เท่านั้น!”
ทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ เตาอีมิ่งจึงพูดว่า “ผู้เฒ่าเสีย เจ้าหนุ่มผู้นี้มีสมบัติวิญญาณการป้องกันของตนเองอยู่ ถึงได้กล้าอวดดีเพียงนี้!”
“สมบัติวิญญาณป้องกัน? อีกไม่นานข้าจะทำให้เขาใช้การมันไม่ได้!” ผู้เฒ่าเสียพูดด้วยท่าทางมั่นใจ
ทุกคนต่างก็แปลกใจว่าผู้เฒ่าเสียคิดจะทำสิ่งใด
และในขณะนั้นเอง ผู้เฒ่าเสียก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งถือตะเกียงไฟกระดูกอสูรไว้
กระดูกอสูรชิ้นนี้ดูเหมือนจะเป็นหัวกระโหลกของ ‘สิงโต’ และวิญญาณอสูรภายในนั้นก็กำลังส่งเสียงคำรามดูราวกับอยากจะพุ่งตัวออกมา
ทุกคนได้เห็นเช่นนั้นต่างก็รู้สึกแปลกใจ
เห็นได้ชัดว่าบางคนรู้ที่มาของตะเกียงกระดูกอสูรนี้ ดังนั้นจึงพูดด้วยความแปลกใจ “สิ่งนี้ คงจะไม่ใช่ตะเกียงไฟวิญญาณกระดูกอสูรนั่น”
“ใช่ คือมันตะเกียงไฟวิญญาณกระดูกอสูร!”
“ได้ยินมาว่าตะเกียงไฟนี้ผนึกวิญญาณอสูรที่แข็งแกร่งไว้เป็นจำนวนมาก และวิญญาณอสูรนี้ก็เชื่อฟังผู้เฒ่าเสีย”
“ใช่!”
จากนั้นทุกคนจึงพูดถึงเรื่องราวแปลกประหลาดต่าง ๆ ของตะเกียงไฟ
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดและฉีฉีน้อยรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะอย่างไรพวกเขาก็คืออสูร
ผู้เฒ่าเสียกลับจ้องมองไปยังลู่เฉินภายใต้หมวกไม้ไผ่ “เจ้าหนุ่ม ตอนนี้เจ้ายังสามารถที่จะเลือกคุกเข่าเพื่อขอร้องอ้อนวอนได้ มิเช่นนั้นวิญญาณอสูรเหล่านี้ เพียงแค่ข้าปล่อยออกมา พวกมันทั้งหมดก็จะพุ่งไปภายในร่างกายของเจ้า”
“แม่แต่ร่างกายของข้า พวกมันก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้” ลู่เฉินตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้คนเหล่านั้นหัวเราะไม่หยุด
บางคนยังเยาะเย้ยลู่เฉินว่า “เจ้าหนุ่ม เกรงว่าเจ้าอาจจะเข้าใจผิดอยู่!”
“เข้าใจผิด?” ชายหนุ่มยิ้มชั่วร้าย
“วิญญาณอสูรในตะเกียงไฟนี้แข็งแกร่งจนไม่มีสิ่งใดเทียบได้ และยังสามารถทะลุผ่านสมบัติวิญญาณหรือเคล็ดวิชาป้องกันได้มากมาย ดังนั้นเจ้าจงยอมแพ้ง่าย ๆ เสียเถิด มิเช่นนั้นหากผู้เฒ่าเสียปล่อยพวกมันออกมา เจ้าคงจบเห่แน่” เตาอีมิ่งพูดข่มขู่
ชายหนุ่มอดส่ายศีรษะไม่ได้ “วิญญาณอสูรมดเพียงไม่กี่ตัวก็คิดว่าจะทำให้ข้ากลัวแล้วหรือ? เช่นนั้นพวกเจ้าคงดูถูกข้าเกินไปเสียแล้ว!”
พวกเขาคิดว่าคำพูดของลู่เฉินนั้นอวดดีเกินไป ดังนั้นต่างก็อยากให้ผู้เฒ่าเสียจัดการอีกฝ่ายให้เรียบร้อยไปเสียที
ผู้เฒ่าเสียเห็นว่าลู่เฉินยังคงหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตน เขาจึงตะโกนและโบกมือข้างหนึ่งทันที วิญญาณอสูรจำนวนมากจึงกระโดนเข้าไปหาอีกฝ่าย คิดจะพุ่งเข้าสู่ภายในร่างของเขา จากนั้นจึงแผ่กลิ่นอาย ‘อสูร’ ออกมา
วิญญาณอสูรเหล่านี้ราวกับได้พบ ‘ราชัน’ พวกมันต่างก็หยุดค้างอยู่กลางอากาศ
ตอนแรกทุกคนคิดจะดูเรื่องสนุก แต่เมื่อเห็นวิญญาณอสูรล้อมรอบลู่เฉินเอาไว้ คนเหล่านั้นก็เบิกตากว้าง
บางคนยังตกตะลึงจนพูดออกมา “นี่ เกิดอันใดขึ้น?”
“ใครจะรู้กัน!”
บางคนยังพูดด้วยความแปลกใจ “หรือตะเกียงไฟนี้จะมีปัญหาอย่างนั้นหรือ?”
ไม่เพียงแต่คนเหล่านี้ ซูเฟยก็มองไปยังผู้เฒ่าเสียเช่นกัน “ศิษย์พี่ นี่เกิดอันใดขึ้น?”
ผู้เฒ่าเสียคิดว่าตนยังควบคุมวิญญาณอสูรเหล่านี้ไม่ดีพอ จึงเรียกวิญญาณอสูรเหล่านี้กลับมาภายในตะเกียงไฟ จากนั้นเมื่อตะเกียงไฟกะพริบแล้ว เขาจึงปล่อยออกไปอีกครั้ง
แต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม เมื่อเข้าใกล้ลู่เฉินก็ค่อย ๆ ล้อมไว้ทีละตัว และยังมีวิญญาณอสูรบางส่วนที่คุกเข่าลงตรงนั้น ราวกับยอมแพ้ต่ออะไรบางอย่าง
“เกิดสิ่งใดขึ้น?” ทุกคนรู้สึกงุนงน
และมีบางคนถึงกับอ้าปากค้าง
ซูเฟยยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย “ศิษย์พี่ ท่านดูนั่น”
ผู้เฒ่าเสียรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ จึงกวาดสายตามองไปยังลู่เฉินครู่หนึ่ง และตกอยู่ในห้วงความคิดของตน “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกับวิญญาณอสูรของข้า?”
“เจ้าไม่คิดว่ากำลังพูดเรื่องไร้สาระอยู่หรือ?” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชา
ฟาเทียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งจึงหัวเราะ “ผู้เฒ่า ท่านรีบเก็บเข้าไปเถิด อย่าสร้างความอัปยศให้ตนต่อหน้าผู้อาวุโสเลย!”
ความอัปยศ?
ผู้เฒ่าเสียเดินทางท่องไปตอนเหนือของแดนทักษิณา แต่ตอนนี้กลับถูกคนพูดถึงความอัปยศ แววตาทั้งสองจึงฉายความอาฆาตออกมา จากนั้นใช้ฝ่ามือดันออกไป เงาฝ่ามือเพลิงจึงพุ่งไปยังฟาเทียน
ฉีฉีน้อยจึงรวบรวมไอความเย็นและกลืนกินเงาฝ่ามือเพลิงนั้นลงไปทันที
ผู้เฒ่าเสียเบิกตากว้าง “รนหาที่ตาย!”
ผู้เฒ่าเสียโบกมืออีกครั้ง ไฟเพลิงมากมายจึงปรากฏขึ้นและล้อมรอบฟาเทียนและฉีฉีน้อยไว้ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มและมองไปยังผู้เฒ่าเสีย “เป้าหมายของเจ้าคือข้า!”
“เจ้าเป็นเรื่องเล็ก จัดการทีหลังได้” ผู้เฒ่าเสียวางแผนที่จะจัดการกับฟาเทียนและฉีฉีน้อยที่ขวางทางอยู่เสียก่อน
แต่ผู้เฒ่าเสียกลับคิดไม่ถึงว่าเมื่อลู่เฉินยืนมือออกมา ตะเกียงไฟกระดูกอสูรนั้นจะสั่นไหว ราวกับกับจะหลุดออกจากมือไป
“เกิดเรื่องใดขึ้น?” ผู้เฒ่าเสียตกตะลึง จากนั้นมืออีกข้างหนึ่งจึงรีบจับตะขอเกี่ยวบนตะเกียงไฟนั้นไว้ทันทีเพื่อไม่ให้ตะเกียงไฟนี้ลอยออกไป
ซูเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง “ศิษย์พี่ เขา เขากำลังควบคุมสมบัติวิญญาณของท่าน!”
“อันใดนะ? ควบคุมสมบัติวิญญาณของข้า?” ผู้เฒ่าเสียตกตะลึง
ผู้คนที่มองดูอยู่นั้นต่างก็พูดขึ้นมาว่าเมื่อครู่ลู่เฉินได้ควบคุมสมบัติวิญญาณของพวกเขา
นี่จึงทำให้ผู้เฒ่าเสียรู้สึกว่ามันน่ากลัวเกินไป แต่เพียงไม่นานเขาก็สงบลง จากนั้นจึงตะโกนใส่อีกฝ่าย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะทำให้เขารู้ถึงความน่ากลัวของข้า!”
ผู้เฒ่าเสียแสร้งทำเป็นแย่งชิงตะเกียงไฟอสูรกับลู่เฉิน แต่เมื่อตะเกียงไฟอสูรลอยออกไปแล้วนั้น ผู้เฒ่าเสียก็หายตัวไปทันที
เขารวดเร็วมากราวกับหายไปตอนที่กะพริบตาเท่านั้น
เมื่อผู้เฒ่าเสียปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง เขาก็ได้ยืนอยู่ด้านหลังลู่เฉินแล้ว จากนั้นในมือก็ปรากฏกระบี่กระดูกที่แหลมคมแล้วฟันไปยังลู่เฉินเพื่อจะฆ่าอีกฝ่าย
เมื่อเห็นผู้เฒ่าเสียพุ่งกระบี่มาทางตน ลู่เฉินจึงกลายเป็นแผ่นกระดาษและปรากฏตัวห่างออกไป ชายหนุ่มยิ้มและพูดว่า “ซุ่มโจมตีข้าหรือ?”
ทุกคนค่อย ๆ มองไปทางลู่เฉิน และพบว่าชายหนุ่มได้ถือตะเกียงไฟกระดูกอสูรไว้ในมือแล้ว
ผู้เฒ่าเสียยิ้มพลางถือกระบี่กระดูกแหลมคมชี้ไปทางลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองกระบี่กระดูกแหลมคมเล่มนี้ของข้า?”
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อกระบี่กระดูกอสูร ต่างก็พากันอ้าปากค้าง
บางคนยังแปลกใจ “คงไม่ใช่กระบี่อันดับหนึ่งแห่งหอรักษาสัตว์ใช่หรือไม่?”
“ใช่ คือสิ่งนั้น มันเป็นกระบี่ที่แหลมคมมาก!”
“แหลมคมเพียงใดกัน?”
“ว่ากันว่า สามารถทำให้กระดูกของอสูรศักดิ์สิทธิ์แตกกระจายได้อย่างรวดเร็ว” มีคนอธิบายออกมา
ทุกคนนิ่งอึ้งไปด้วยความตกตะลึง เพราะกระดูกของอสูรศักดิ์สิทธิ์นั้นนับว่าแข็งแกร่งไม่มีสิ่งใดเทียบได้ ถึงแม้จะเป็นสมบัติวิญญาณที่มีความแหลมคมมาก แต่ก็ยากที่จะทำให้แตกกระจายแต่ตอนนี้มีคนพูดว่ากระบี่เล่มนี้สามารถทำได้ นั่นจึงทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันน่ากลัวเกินไป
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้น แต่กลับจ้องมองไปยังผู้เฒ่าเสีย “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะนำกระบี่เล่มนี้ของเจ้ามาหรือ?”
ผู้เฒ่าเสียเผยรอยยิ้มประหลาด “ตะเกียงไฟ เจ้าอาจจะสามารถนำไปได้ แต่กระบี่เล่มนี้ อย่างไรเจ้าก็นำไปไม่ได้”
“โอ้? มั่นใจเพียงนั้นเชียวหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอน กระบี่เล่มนี้ไม่ใช่กระบี่ธรรมดาและไม่ใช่สมบัติวิญญาณทั่วไป และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดจะควบคุมแล้วจะควบคุมมันได้!” ผู้เฒ่าเสียพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เมื่อลู่เฉินได้ฟังก็อดแปลกใจไม่ได้ เขาจึงคิดอยากจะลองดูเสียหน่อยและพบว่าสมบัติวิญญาณนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อยจริง ๆ